บัญญัติ เจตนจันทร์ หารือเรื่องราคายางพาราที่ตกต่ำ และขอให้รัฐบาลดำเนินการเพื่อส่งเสริมราคายางพาราให้สูงขึ้น
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมมีความเดือดร้อนเรื่องของปัญหายางพารา เป็นอย่างยิ่งนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมานี่ครับ เวลาเราไปพบปะพี่น้องประชาชน สมัยก่อนช่วงยางพาราราคาค่อนข้างดีราคา ๑๒๐ บาทขึ้นไป เราจะไม่มีพี่น้องประชาชนบ่นให้ ส.ส. ฟังว่ามีความเดือดร้อน แต่ว่า ณ เวลานี้ราคายางพารา มันผันผวนแล้วก็ตกต่ําลงจนต่ํากว่า ๘๐ บาท อันนี้คือราคาที่ตลาดกลางหาดใหญ่ ส่วนในราคาท้องถิ่นจะต่ํากว่านี้มากครับ เพราะเหตุว่าสินค้าไหนก็ตามที่ราคาผันผวน พ่อค้าคนกลางก็มักจะกดราคา เพราะพ่อค้าคนกลางไม่รู้ว่าเมื่อซื้อยางพาราหรือซื้อสินค้านั้น ไปแล้ววันรุ่งขึ้นเขาจะขายได้เท่าไร เพราะฉะนั้นราคาท้องถิ่นจึงแตกต่างกันอย่างมาก และพี่น้องเกษตรกรรายย่อยก็มักจะขายยางพาราให้พ่อค้าท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็น การผลิตยางพาราในลักษณะที่เป็นการผลิตเศษยางหรือชาวบ้านเรียกว่าขี้ยาง ในภาคตะวันออกผลิตสินค้ายางพาราเป็นขี้ยางเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นราคาในส่วนนี้ จึงไม่ค่อยมีราคาอ้างอิง แล้วแต่พ่อค้าท้องถิ่นจะกดราคา ทําให้เศษยางหรือขี้ยางซึ่งปกติก็จะราคาประมาณครึ่งหนึ่งของยางแผ่นดิบชั้น ๓ เช่น ราคายางแผ่นดิบชั้น ๓ ที่เรียกร้องไว้กิโลกรัมละอย่างน้อย ๑๒๐ บาท ขี้ยางหรือเศษยางก็ต้อง อย่างน้อย ๖๐ บาท อันนี้เกษตรกรอยู่ได้แล้วก็ไม่บ่นนะครับ ในปัจจุบันนี้ภาวะเศรษฐกิจ ข้าวของแพง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นน้ํามันเชื้อเพลิงก็ดี ปุ๋ยต่าง ๆ ยาฆ่าแมลงต่าง ๆ ก็ดี ถ้าหากว่าไม่ได้ราคาประมาณ ๑๒๐ บาทสําหรับยางแผ่นดิบชั้น ๓ ขี้ยางหรือเศษยางที่ราคา ๖๐ บาทขึ้นไป เกษตรกรอยู่ไม่ได้ครับ สมัยก่อนเขาไปผ่อนรถ ดาวน์ (Down) รถไว้ตั้งแต่ยางราคาดีสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เคยขึ้นถึง ๑๘๐ กว่าบาท แล้วก็ไม่ใช่ขึ้นอยู่ช่วงเดียวนะครับ ราคาสูงต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานเลยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่ สมัยก่อนที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เข้ารับตําแหน่งราคายางกิโลกรัมหนึ่งตกเหลือ ๔๐ กว่าบาท ก็ยังสามารถทําขึ้นมาได้ ตั้งเป้าไว้ที่ ๘๐ บาท ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ รับนโยบายจากท่านนายกรัฐมนตรีว่าอย่างน้อย ๘๐ บาท แต่ผลของการใช้ มาตรการหลายรูปแบบก็ทําให้ราคายางมีเสถียรภาพแล้วก็เพิ่มสูงขึ้นเกิน ๘๐ บาท จนกระทั่ง ไปยืนพื้นที่เกิน ๑๐๐ บาท แล้วถึง ๑๘๐ บาท แล้วก็เมื่อส่งมอบให้รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ เมื่อเดือนสิงหาคมที่แล้ว ราคาก็ลงมาอยู่ที่ประมาณ ๑๓๐ บาท ราคาตกต่ํา ต่อเนื่องครับ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมมาถึงเดือนกันยายน เดือนตุลาคม พอเดือนพฤศจิกายน เหลือ ๘๐ บาท ราคานั้นก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันนี้เวลาผ่านไปประมาณ ๑ ปีเศษ ราคาตอนนี้ตกอยู่ที่ประมาณ ๗๐ กว่าบาท ไม่ถึง ๘๐ บาท อันนี้หมายถึงราคาตลาดกลาง ซึ่งเกษตรกรอยู่ไม่ได้นะครับ เป็นปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันทั่วประเทศ ประมาณ ๖๖ จังหวัดที่มีการผลิตยางพาราในประเทศไทย ในปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีพื้นที่ ในการปลูกยางพาราทั้งประเทศนะครับท่านประธาน ๖๖ จังหวัด คิดเป็นเนื้อที่ ๑๘.๓ ล้านไร่ ภาคใต้นั้น จํานวน ๑๑.๙ ล้านไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จํานวน ๓.๓ ล้านไร่ ภาคตะวันออก จํานวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ แล้วก็ภาคเหนือ ๘.๕ แสนไร่ ถ้านับเป็นจังหวัด ในภาคเหนือมีจังหวัดที่ปลูกยางพาราถึง ๑๗ จังหวัดด้วยกัน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง ๑๙ จังหวัดด้วยกัน ในภาคกลางและภาคตะวันออกถึง ๑๖ จังหวัดด้วยกัน แล้วก็ภาคใต้ ทั้งหมดเลยครับ ๑๔ จังหวัด ผลผลิตทั้งปีของประเทศไทย ขออนุญาตนําเรียนท่านประธาน ๓.๔ ล้านตัน ส่งออกเป็นส่วนใหญ่ จํานวน ๒.๙ ล้านตัน เหลือไว้ใช้ในประเทศ เพียงแค่ ๕๐๐,๐๐๐ ตันเท่านั้นเอง ซึ่งอัตราการใช้ยางพาราของโลกในปี ๒๕๕๑ ประมาณ ๙,๐๐๐,๐๐๐ ตันต่อปีซึ่งเป็นของประเทศไทยเสีย ๒.๙ ล้านตัน หรือประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกมาจากประเทศไทย เพราะฉะนั้นประเทศไทยจึงเป็นประเทศ รายใหญ่ในการผลิตยางพารา ซึ่งเป็นยางธรรมชาติสู่ตลาดโลก แล้วก็ประเทศที่มีผลผลิตมาก ๆ เช่นนี้ก็คงหนีไม่พ้นประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซีย ในสมัยที่ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็น ประธานในการดูแลเรื่องเสถียรภาพราคายางพารา ท่านได้ไปจับมือกับประเทศในอาเซียน ก็คือประเทศอินโดนีเซียและประเทศมาเลเซีย จนทําให้ทั้ง ๒ ประเทศนี้มีความเชื่อมั่น แล้วก็เดินไปในทิศทางเดียวกัน ท่านสํารองเงินไว้ กันวงเงินไว้ในมติ ครม. ๘,๐๐๐ ล้านบาท เท่าที่ทราบแทบไม่ต้องใช้เงินตรงนี้เลย เพียงแต่ว่าเป็นดุลอํานาจในทางความเชื่อมั่น ที่ผลทางจิตวิทยาที่พ่อค้าพอทราบว่ารัฐบาลเอาจริงทางด้านนี้ปั๊บ ถ้าหากว่าราคายางตกต่ํากว่า กิโลกรัมละ ๘๐ บาท รัฐบาลจะเข้าไปช้อนซื้อทั้งหมด ซึ่งทําให้พ่อค้าก็กลัวว่าจะไม่มี สินค้าเข้าไปรับซื้อ เพราะฉะนั้นพ่อค้าเขาก็ช่วยกัน ช่วยกันที่ไม่ให้ราคาตกต่ําไปกว่าเกณฑ์ ที่รัฐบาลกําหนดไว้ ผมคิดว่าตรงส่วนนี้ถ้าหากว่าจะเรียนจากประสบการณ์ของรัฐบาล ชุดที่แล้ว โดยไม่ถือว่าสิ่งที่รัฐบาลชุดที่แล้วทําอะไรไว้เป็นสิ่งที่ดีนี่รัฐบาลปัจจุบันจะไม่นํามาใช้ รัฐบาล ขออย่าได้ถือทิฐิในส่วนนี้เลยครับ สิ่งใดที่ทําไว้แล้วได้ผลก็ขอให้นํามาใช้ ผมขออนุญาตเสนอ วิธีการแก้ปัญหาเพื่อให้ราคายางพารามีเสถียรภาพ อันดับที่ ๑ รัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านนายกรัฐมนตรีหรือระดับรองนายกรัฐมนตรีก็อย่าให้ถึงขนาดรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะดูแลทางด้านเสถียรภาพราคายางพาราออกมาเป็นประธาน เสียเองนะครับ ต้องให้ระดับนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี เพราะเหตุว่าอย่างที่ ท่าน ส.ส. สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ว่าเสถียรภาพราคายางพารานี่ มันเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีหลายกระทรวงด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศซึ่งจะต้องไปจับมือกับประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะต้อง นําผลผลิตยางพาราไปแปรรูปต่าง ๆ จะต้องเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง เพราะฉะนั้น นโยบายทางรัฐบาลการวางตัวผู้บริหารจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ระดับที่มีความเชื่อมั่นสูงกว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนปัจจุบัน ซึ่งต้องส่งสัญญาณนโยบาย ให้แรงพอว่าจะกําหนดราคาเท่าไร สมัยก่อนท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยุคนั้นข้าวของไม่แพง เหมือนสมัยนี้ก็กําหนดไว้ที่ ๘๐ บาท ราคาตอนที่ส่งสัญญาณยางพาราอยู่ที่ ๔๐ บาท ก็ส่งสัญญาณที่ ๘๐ บาท แล้วส่งสัญญาณแรงแล้วชัดด้วย ซึ่งพ่อค้าต่าง ๆ มีความเชื่อมั่น มีความยําเกรง ทุกคนก็พยายามที่จะพยุง การขอร้องให้พ่อค้ารับซื้อไว้ในราคาขนาดนี้ ถ้าต่ํากว่านี้รัฐบาลจะซื้อให้ทั้งหมดเลย ซึ่งจะทําให้ราคานั้นสูงขึ้นอย่างคาดคะเนไม่ได้ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้รัฐบาลต้องส่งสัญญาณในเวลานี้ว่ายางแผ่นดิบชั้น ๓ ต้อง ๑๒๐ บาท ถ้าเป็นเศษยางหรือขี้ยางต้อง ๖๐ บาท ถ้าส่งสัญญาณไว้อย่างนี้แล้วทุกคนต้องทําให้ได้ เป้าหมาย ผมเชื่อว่าไม่เกินความสามารถของรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องส่งสัญญาณให้ชัดเจน แล้วก็ต้องเตรียมเงินให้เพียงพอ ผมเทียบกับ การรับจํานําข้าวรัฐบาลได้เตรียมเงินไว้จํานวนหลายแสนล้านบาท ซึ่งข้าวผลิตในประเทศ ทุกภาคของประเทศไทยก็ผลิตข้าวเช่นเดียวกัน แต่ว่ายางพาราจะหาว่าเป็นผลผลิต จังหวัดของพรรคประชาธิปัตย์คือภาคใต้ ภาคตะวันออกก็ไม่ได้ ปัจจุบันอย่างที่ผมนําเรียนว่า ๖๖ จังหวัดในประเทศไทยนี่ท่านประกอบอาชีพทางด้านสวนยางพารา แล้วก็มีเกษตรกร ๕,๐๐๐,๐๐๐-๖,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัว ถ้านับเป็นคนครอบครัวละประมาณ ๔-๕ คน ก็ประมาณ ๒๐ กว่าล้านคนที่จะต้องพึ่งพิงรายได้จากยางพาราแล้วก็รายได้ทั้งหมด กว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ก็เป็นรายได้จากการส่งออกซึ่งมาเพิ่มมูลค่าจีดีพี (GDP) ของประเทศไทยเป็นจํานวนมาก แล้วปัจจุบันราคาได้ตกต่ําลงไปจากกิโลกรัมละ ๑๒๐ บาท ๑๓๐ บาท ตกมาเหลือ ๘๐ บาทเงินหายไปจากระบบคิดเป็นต่อปีถึง ๑๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะทุก ๆ ๑ บาทของมูลค่ายางพารา ราคาของยางพาราที่ลดลงคิดเป็นจํานวนเงินถึง ประมาณ ๓,๕๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้รัฐบาลได้เตรียมวงเงิน แต่ถ้าจําเป็น อย่าว่าแต่ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทเลยครับ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่รัฐบาลจะต้องเข้าไปพยุง เพื่อให้ครอบครัวเหล่านี้มีฐานะทางเศรษฐกิจพอที่จะอยู่ได้ก็จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ การบริโภคภายในประเทศให้คงสภาพอยู่ได้เพื่อทําให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีพอสมควร แล้วก็จะเป็นการกระตุ้นการบริโภคการใช้จ่ายในประเทศซึ่งผลพวงก็จะกลับมาเป็น การจัดเก็บภาษีเงินได้ของประเทศที่มากขึ้นนั่นเอง ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีวิธีการ ที่ทางรัฐบาลเสนอให้โค่นยางพาราจํานวน ๓๐๐,๐๐๐ ไร่นี่ผมว่าเขาโค่นกันอยู่แล้ว เนื่องจาก ยางพาราที่มีอายุมากเขาจะขอสงเคราะห์จากสํานักงานกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง แล้วก็มีการโค่นยางพาราอยู่แล้ว การส่งสัญญาณผมว่าไม่เป็นสัญญาณในเชิงบวกที่จะทําให้ ราคายางพารามีเสถียรภาพ ผมคิดว่าการโค่นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะง่ายกว่าตรงนี้นะครับ พอส่งสัญญาณให้โค่นยางพาราปั๊บ คนที่ยางพารายังไม่ถึงอายุจะโค่นเขาจะมีความรู้สึก ในเชิงลบว่าหม้อข้าวหม้อแกงของเขารัฐบาลให้ทุบทิ้งเสีย อันนี้นําเรียนด้วยความปรารถนาดีว่า มันเป็นความคิดที่ไม่ใช่เป็นความคิดที่เกษตรกรจะมีความพอใจและมีความเชื่อมั่น ก็ถ้าไม่โค่น ตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ให้โค่นความคิดนี้ออกไปเสีย หันมาเน้นย้ําเรื่องมูลค่าราคาต่อกิโลกรัมที่ตลาดที่เกษตรกรปลายทางจะได้รับจากมาตรการ ของทางภาครัฐ ในปัจจุบันมาตรการของทางภาครัฐที่เข้าไปแทรกแซงนะครับ ที่ปลายแถว เกษตรกรแต่ละครอบครัวไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้เลย ก็อยากจะรู้ว่ามาตรการนี้ มันเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มพ่อค้าหรือเกษตรกรเป็นบางกลุ่มที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา หรือไม่ที่จะได้มาตรการความช่วยเหลือพยุงราคาของยางพารา ซึ่งรัฐบาลกําหนดไว้มันไม่ถึง ๑๒๐ บาท ต้องกําหนดให้ถึง ๑๒๐ บาทแล้วมีความเท่าเทียม มีความทั่วถึงและมีความเพียงพอ มีน้ําหนักเพียงพอที่ว่าจะดึงราคาในตลาดท้องถิ่นให้ขึ้นมาด้วย แม้ว่ารัฐบาลจะดูแล ยางแผ่นดิบชั้น ๓ แต่ว่ารัฐบาลก็จะต้องหามาตรการเสริมที่จะให้เกษตรกรที่มีการผลิตยาง ในลักษณะน้ํายาง เศษยางหรือขี้ยาง ได้รับผลประโยชน์ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเวลารัฐบาล จัดเก็บภาษี เก็บภาษีทั้งคนที่ผลิตยางแผ่น ทั้งคนที่ผลิตยางน้ํา และคนที่ผลิตขี้ยาง เพราะฉะนั้นมาตรการการใช้เงินภาษีอากรเพื่อมาพยุงราคาก็ต้องให้เกิดความเป็นธรรม ที่เกษตรกรทุก ๆ กลุ่มจะได้รับอานิสงส์จากการกําหนดนโยบายนั้นด้วย ก็อยากจะให้ทาง สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาชุดหนึ่ง ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กรรมาธิการในซีกของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างยิ่งเรื่องยางพารา มาเป็นเวลานานจะได้ให้ความเห็น จะได้ให้ความรู้ แล้วก็เทคโนโลยีในเรื่องการบริหารจัดการ ยางพาราอย่างเป็นระบบแก่คณะกรรมาธิการแล้วก็ให้ทางรัฐบาลได้รับเรื่องจากกรรมาธิการวิสามัญ ที่ตั้งขึ้นนี้นําไปเร่งรัดปฏิบัติต่อไป อย่างไรก็ตามกว่าที่กรรมาธิการวิสามัญจะมีผลผลิต จากการศึกษาออกมาอาจจะใช้เวลา ๓๐ วัน ๖๐ วันก็แล้วแต่ ก็อยากจะให้ทางรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กําหนดมาตรการขึ้นมาเร่งด่วนในวันอังคารหน้านี้เลย ให้มีมติคณะรัฐมนตรีให้จัดสรรเงินงบประมาณจํานวนที่มากเพียงพอขึ้นมาพยุงราคา ยางพาราในท้องถิ่นทั่วประเทศไทย โดยจัดสรรเงินไปให้กลุ่มสหกรณ์ปรับปรุงคุณภาพ ยางพาราทั่วประเทศให้ช้อนซื้อยางพาราซึ่งเกษตรกรได้ขึ้นทะเบียนไว้ให้เก็บเข้าสต็อกเสีย แล้วก็เป็นการจํากัดปริมาณซัพพลาย (Supply) ของยางพาราลงเพื่อทําให้ตลาดของผู้ซื้อ มีการขาดแคลนยางพาราขึ้น แล้วก็ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปเยือนประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การผลิตยางพารา แล้วก็อยากจะให้ท่านปรับบุคลิกจากรัฐมนตรีปัจจุบันให้เป็นเหมือนกับ พ่อค้าที่ไปเจรจาราคาสินค้าต่าง ๆ ให้ต่างประเทศและภูมิภาคนี้มีความเชื่อมั่น แล้วก็สามารถที่จะให้ประเทศในกลุ่มที่ผลิตยางทําตัวเหมือนโอเปก (OPEC) ที่จะจับมือกัน ที่จะสามารถทําให้น้ํามันซึ่งถ้าต่างคนต่างขายราคาก็จะตก ถ้าหากว่ารวมกันขาย รวมกันผลิต ราคายางก็จะสูงขึ้น ในฤดูที่ใบยางร่วงหรือฤดูฝนที่กรีดยางไม่ได้ตามปกตินี่ราคายางจะสูง แต่ปัจจุบันไม่ว่าช่วงยางผลัดใบหรือใบร่วงหรือช่วงหน้าฝนยางก็ตกต่ําอย่างต่อเนื่อง อันนี้ไม่ทราบว่ากลไกเหล่านี้มันได้ถูกบิดเบือนไปอย่างไร ปกติยางพาราราคาจะขึ้นลงตาม น้ํามันปิโตรเลียม ปัจจุบันน้ํามันเชื้อเพลิงราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ราคายางพาราตกต่ํา อย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่ารัฐบาลจะต้องลงไปดูว่ามีกลไกการบิดเบือนราคาในท้องตลาดว่า มันผิดไปจากความเป็นจริงอย่างไร มีใคร มีพ่อค้า หรือมีนักการเมืองใดหรือไม่ ที่ได้รับ ผลประโยชน์จากการที่ยางพารามีราคาตกต่ําอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็ขอกราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรได้โปรดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อศึกษา เรื่องนี้โดยละเอียดแล้วก็ส่งเรื่องให้รัฐบาลเร่งรัดดําเนินการแก้ไขปัญหายางราคาตกต่ํา ในปัจจุบันให้เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็วด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ