ธนาวัฒน์ สังข์ทอง หารือเรื่องการกำหนดระยะเวลาการตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเห็นว่า 45 วันอาจจะไม่เพียงพอ และขอความชัดเจนในการตรวจสอบและยืนยันข้อมูล นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปิดประกาศและการตรวจสอบเอกสาร ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการดำเนินการหากเอกสารหายไปหรือไม่มีเอกสารที่ปิดอยู่ และถามถึงระยะเวลาการปิดประกาศและการส่งเอกสารไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดในการตรวจสอบข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์เพื่อความชัดเจนและประสิทธิภาพในการดำเนินการ
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ผม นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง กรรมาธิการครับ ผมจะตอบในเรื่องของการกําหนด ๔๕ วันก่อน ที่ท่านบุญยอด ขออภัยที่เอ่ยนามได้สอบถาม คือในเรื่องนี้ได้สอบถามจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องก็คือสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้วเกี่ยวกับการตรวจสอบและ เพื่อยืนยันว่าการตรวจสอบนั้นมีความถูกต้องครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นตัวเอกสารหลักฐานต่าง ๆ รวมทั้งตัวความถูกต้องกับข้อมูลของหน่วยงานอื่นที่ใช้ในการตรวจสอบ ก็ได้ความว่า ในรายชื่อประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน หรือ ๑๐,๐๐๐ กว่าคนนี้จะใช้เวลาประมาณ ๒๕-๓๐ วัน เป็นต้นไปสําหรับการตรวจ แต่กรรมาธิการเห็นว่าเพื่อความรอบคอบว่าการตรวจนั้นอาจจะต้อง มีการดูให้ชัดเจนแล้วก็มีการตรวจทานในเอกสารหลักฐาน รวมทั้งข้อมูลให้เกิดความชัดเจน เพราะนี่หมายถึงเรื่องสิทธิของการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น จึงเห็นว่าหากกําหนดไว้เพียง ๓๐ วันนั้นก็อาจจะไม่เพียงพอในทางปฏิบัติในบางเรื่อง ถ้าเกิดมีรายชื่อมากกว่า ๑๐,๐๐๐ คนขึ้นไป มากกว่านั้น เมื่อสอบถามดูแล้วว่าภายใน ๔๕ วัน รวมทั้งในการตรวจสอบเบื้องต้นแล้วก็มีการตรวจทานในรายชื่อที่อาจจะตรวจสอบ กับฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับของหน่วยงานอื่นแล้ว ๔๕ วันนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เขายืนยันว่าเขาสามารถที่จะทําได้ในส่วนนี้และเกิดความชัดเจนรอบคอบขึ้น เพราะฉะนั้น กรรมาธิการเห็นแล้วว่าการกําหนดไว้ ๔๕ วันนั้นก็เป็นระยะเวลาที่ไม่มากหรือไม่น้อย จนเกินไปที่จะทํา แล้วก็ไม่ได้กําหนดว่าต้อง ๔๕ วันตลอดทุกกรณี สผ ๖/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) อัมภิกา ๔๖/๑ ซึ่งได้กําหนดไว้ว่าภายใน ๔๕ วันถ้าตรวจสอบได้เร็วกว่านั้นก็สามารถที่จะดําเนินการ ได้เร็วยิ่งขึ้นกว่านั้นนะครับ ส่วนในกรณีการส่งเอกสารหรือการตรวจสอบนั้นกรรมาธิการ ได้พิจารณาแล้วว่าในส่วนหนึ่งก็คือในกระบวนการที่ผ่าน ๆ มาในเรื่องของการตรวจสอบ หรือการยืนยันเรื่องลักษณะดังกล่าวหลาย ๆ กรณีไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปิดประกาศ ที่หน่วยงานหรือสถานที่ทําการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการส่งจดหมายไปยังบุคคลนั้น เพื่อที่จะตรวจสอบ มันก็มีกรณีข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมีปัญหาเกือบทุกกรณี
๑. คือการปิดประกาศ การปิดประกาศนั้นเมื่อไปปิดที่สถานที่ทําการต่าง ๆ แล้ว เมื่อมีการปิดประกาศแล้วประกาศที่ปิดอยู่นั้นจะคงอยู่ลักษณะให้มาตรวจสอบได้ตลอด หรือไม่ อาจจะมีการหลุดหรือมีการสูญหายไป การตรวจสอบก็จะไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ แล้วถ้าเกิดผู้มาตรวจสอบไม่มีเอกสารที่ปิดอยู่จะเกิดปัญหาอย่างไรในเรื่องของการดําเนินการ แล้วเวลาปิดหน่วยงานที่รับไปปิดนั้นกว่าจะส่งเอกสารไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น ส่งไปยังที่ว่าการอําเภอหรือที่ทําการขององค์กรต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่นั้น การได้รับหรือการที่จะ ปิดประกาศนั้นอยู่ในช่วงระยะเวลาที่กําหนดไว้หรือไม่
๒. คือในการส่งจดหมายไปถึงบุคคลเหล่านั้น อย่างที่ได้เรียนไว้เบื้องต้นว่า ในเรื่องของการส่งไปหายังที่อยู่ไม่ว่าจะกําหนดในเอกสารของทางราชการ หรือสําเนาทะเบียนบ้านหรือการแจ้งว่าที่อยู่จริงนั้นอยู่ที่ใดก็ตาม ในการส่งจดหมายไปนั้น ก็ไม่อาจที่จะรับรองได้ว่าผู้นั้นได้รับจดหมายนั้นจริง เพราะถ้าส่งไปที่ปรากฏในสําเนาทะเบียนบ้าน เขาอาจจะไม่ได้อยู่ที่ทะเบียนบ้านอาจจะมีที่อยู่ที่ต่างออกไปในความเป็นจริงหรือส่งไปที่อยู่ ที่ความเป็นจริงแล้วในขณะนั้นเขาไม่อยู่ หรือไม่ได้ส่งไปเขาเลยไม่ได้รับในส่วนนั้น หรือมีการตกหล่นระหว่างทาง ซึ่งการลงไปรษณีย์ตอบรับนั้นจะมีผลต่อเมื่อบุคคลที่รับหนังสือ หรือจดหมายนั้นได้เซ็นรับเอกสารนั้นไว้ ก็จะมีปัญหาในเรื่องของการนับระยะเวลา ที่จะดําเนินการในกระบวนการขั้นตอนต่อไปโดยเฉพาะเรื่องของกรณีนี้คือเขามีเวลา ๙๐ วัน ในการที่จะคัดค้านว่าเอกสารหลักฐานเหล่านั้นหรือลายมือชื่อที่เขามาลงไว้นั้นเป็นจริงหรือไม่ ถูกต้องหรือไม่ หรือเป็นชื่อของเขาจริงหรือไม่ เมื่อมาพิจารณาแล้วก็มาดูว่าอีกประการหนึ่ง ในส่วนที่เพิ่มเติมในปัจจุบันเนื่องจากมีระบบทางเทคโนโลยีเพิ่มเติมขึ้น ผมไม่ได้เป็นคนบอกว่า ทุกคนมีนะครับ เพียงแต่เป็นการพิจารณาของกรรมาธิการนะครับว่าในปัจจุบันหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องก็มีการชี้แจงโดยเฉพาะกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยนั้นก็มีการเปิดเว็บไซต์ สผ ๖/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) อัมภิกา ๔๖/๒ ของกระทรวงมหาดไทยเอง มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ และสถานที่ทําการต่าง ๆ ก็จัดให้มีอุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์ที่จะเปิดเว็บไซต์ มีการตรวจซึ่งสามารถที่จะรับ ข้อมูลข่าวสารตรวจสอบได้ แล้วอีกประการหนึ่งที่เราได้กําหนดมาตั้งแต่ต้นเราก็มีกําหนดผู้ริเริ่ม ผู้ที่จะสามารถสานขั้นตอนต่อไปในเรื่องต่าง ๆ ตามขั้นตอนของพระราชบัญญัตินี้ ในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เพราะฉะนั้นแล้วก็จึงเห็นว่าในการที่จะกําหนดคือการที่จะจัดไว้ ให้มีการตรวจสอบไว้ที่สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็น ส่วนกลางที่สามารถเข้ามาตรวจสอบได้ กรณีที่ ๒ ก็คือเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้รับทราบ ก็มาดูว่าวิธีต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้นมีทั้งข้อดีและข้อบกพร่องอยู่ แต่เราเห็นว่าอีกส่วนหนึ่งก็คือ ในการที่จะเผยแพร่ทางเว็บไซต์หรือทางสารสนเทศนั้นปัจจุบันก็มีขยายวงออกไป มีหน่วยงานต่าง ๆ มีหน่วยงานราชการต่าง ๆ สามารถที่จะรองรับในส่วนนี้มีอุปกรณ์ ก็จึงเห็นว่าการเผยแพร่ในเว็บไซต์หรือสื่อสารสนเทศที่มีอยู่ของสํานักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีอยู่นั้นก็สามารถที่จะกระทําได้ ซึ่งปัจจุบันก็เห็นได้ในชีวิตประจําวัน ก็มีการใช้ในลักษณะนี้ค่อนข้างมาก แล้วอย่างที่ได้กราบเรียนแล้วว่าผู้ริเริ่มสามารถที่จะ สานต่อที่จะรวบรวมที่จะให้มีการตรวจสอบเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่าในส่วนนี้ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่จึงเห็นว่าการกําหนดในลักษณะที่
๑. ก็คือการจัดให้มีไว้ที่สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบ สําหรับประชาชนทั่วไป
๒. กรณีเผยแพร่ทางเว็บไซต์นั้นน่าจะเป็นวิธีที่สะดวกและเผยแพร่ได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดแล้วก็สามารถที่จะตรวจสอบได้อย่างชัดเจน
ดังนั้นก็จึงได้กําหนดในกรณีนี้ไว้ ๒ กรณีเพื่อประโยชน์ในการที่จะดําเนินการ ต่อไปในขั้นตอนต่อไปด้วยครับ