ปัทมา สูบกําปัง ระบุว่า มาตรา ๑๐ ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับที่ผ่านความเห็นของ คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก บอกว่า การปิดประกาศรายชื่อของผู้ที่จะเข้าชื่อเสนอกฎหมาย สามารถทำได้ ๒ ช่องทาง ช่องทางแรก คือ สื่อสารสนเทศ ของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ช่องทางที่ ๒ คือ จัดเอกสารไว้เพื่อให้ประชาชน ตรวจสอบ ณ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แต่ปัญหาคือประชาชนทั่วไปมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลนี้น้อยมาก เฉพาะหมวดบันเทิงมีสัดส่วนถึง ๓๗.๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในการเข้าอินเทอร์เน็ตของประชาชนไทย
ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน ปัทมา สูบกําปัง ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้สงวนความเห็นเอาไว้ในมาตรา ๑๐ กรณีที่มาตรา ๑๐ เป็นเรื่องของการที่จะประกาศรายชื่อของผู้ที่ร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ว่ามีใครบ้างที่มาร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายเรื่องอะไร วัตถุประสงค์ของมาตรการตรงนี้ ก็คือว่าเพื่อที่จะให้ประชาชนหรือคนทั่ว ๆ ไปรับทราบแล้วก็ลองไปตรวจสอบดูสิว่า ตัวเองมีชื่อไปเข้าร่วมในการเสนอกฎหมายเรื่องอะไรบ้าง ตรงนี้คือเป็นมาตรการหนึ่ง ที่บอกว่าเพื่อป้องกันไม่ให้มีคนที่อยากจะเสนอกฎหมายนําสิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ของคนอื่นมาแอบอ้างใช้ เพราะฉะนั้นจึงมีมาตรการนี้เกิดขึ้นคือคนที่ไม่ได้เข้าชื่อจริงจะได้ ร้องคัดค้านได้ว่าตัวเองไม่ได้ไปเข้าชื่อเสนอกฎหมายในเรื่องนี้ ๆ นะคะ อันนี้คือเจตนารมณ์ ที่อยากจะให้มีมาตรานี้ คราวนี้สภาพปัญหาก็คือตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ ปัญหาในทางปฏิบัติก็คือว่ามันมีค่าใช้จ่ายมากนั่นเองที่จะต้องไปปิดประกาศรายชื่อ ณ ถิ่นที่อยู่ ในท้องที่ที่มีการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ซึ่งบางทีมันก็กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นเอกสารหลักฐานที่จะต้องเข้าชื่อตรงนี้มันก็ต้องมีเป็นจํานวนมาก แล้วก็ต้องมี รบกวนในส่วนของหน่วยราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะต้อง ปิดประกาศ แล้วก็องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นในมาตรการตรงนี้จึงถือว่า มีปัญหาในทางปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ตามในร่าง พ.ร.บ. ฉบับที่ผ่านความเห็นของ คณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะกรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่าการปิดประกาศรายชื่อ ผู้ที่จะเข้าชื่อเสนอกฎหมายให้ปิดประกาศได้ ๒ ช่องทาง ช่องทางแรก ก็คือสื่อสารสนเทศ ของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ช่องทางที่ ๒ คือจัดเอกสารไว้เพื่อให้ประชาชน ได้ตรวจสอบ ณ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จาก ๒ ช่องทางนี้ท่านลองจินตนาการว่า ประชาชนทั่ว ๆ ไป ร้อยวันพันปีจะเข้ามาสู่เว็บไซต์ในส่วนที่ตรวจสอบว่าตัวเองมีชื่อเสนอ กฎหมายอะไรได้บ้างมากน้อยแค่ไหน หรือในรอบ ๑ ปี ๓๐๐ กว่าวันมีโอกาสที่จะเข้ามา ที่สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้สักกี่วัน อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๑ ก็คือการเข้าถึง ตรงนั้นนั่นเอง ถ้าเขียนไว้ในลักษณะนี้อาจจะเปิดโอกาสให้ผู้ริเริ่ม เรามีผู้ริเริ่มแล้วใช่ไหมคะ ๒๐ คน ผู้ริเริ่มอาจจะไปเอาชื่อใครก็ได้มาเข้าชื่อเสนอกฎหมายตรงนั้นแล้วทําให้ การตรวจสอบยิ่งปิดประกาศแล้วให้ร้องคัดค้าน ๓๐ วันเท่านั้นเอง พอพ้น ๓๐ วันก็ถือว่า การเข้าชื่อนั้นสมบูรณ์ กฎหมายจะถูกส่งต่อไปในวาระต่อ ๆ ไป อันนี้ก็จะถือว่าถ้ากําหนดไว้ สผ ๖/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) ปัทมา ๔๗/๒ ในลักษณะเช่นนี้อาจจะทําให้เป็นปัญหาในตัวของมันเองในส่วนนี้ แล้วคราวนี้เราลองมาดูว่า สื่อสารสนเทศที่บอกว่ามีการพูดกันถึงค่อนข้างมากมายว่าประเทศไทย ณ วันนี้มีการใช้ อินเทอร์เน็ตค่อนข้างมาก อันนี้เป็นข้อมูลในส่วนของผลสํารวจพฤติกรรมการใช้ อินเทอร์เน็ตเมื่อปี ๒๐๑๑ คือปีที่แล้วนี้เอง โดยบริษัทศูนย์วิจัยนวัตกรรมอินเทอร์เน็ตไทย เขาสํารวจแล้วพบว่าจํานวนประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ตมีเยอะจริง ทั้งหมด ๒๕ ล้านคน ท่านคิดดูว่า ๖๐ กว่าล้านคนมีใช้ ๒๕ ล้านคนก็เป็นสัดส่วนที่ไม่น้อย แต่อย่างไรก็ตาม ผลการสํารวจบอกว่าหมวดที่ประชาชนที่เข้าอินเทอร์เน็ตนี่เข้ามากที่สุดในหมวดไหน ท่านทราบไหมคะว่าหมวดไหน หมวดแรกเลยที่มาอันดับ ๑ ก็คือหมวดที่ว่าด้วยบันเทิง คิดออกมาแล้วเป็นสัดส่วนถึง ๓๗.๕๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้หมวดบันเทิง ถัดไปคือการเล่นเกมค่ะ เล่นเกมนี่ถึง ๑๓.๒๖ เปอร์เซ็นต์ อื่น ๆ ก็จะเป็นเรื่องข่าว เรื่องสื่อ เรื่องช็อปปิง (Shopping) เรื่องกีฬา เรื่องธุรกิจ เรื่องอะไรต่าง ๆ นานา ลองดูทั้งหมดแล้วประมาณ ๑๐ กว่ารายการ มันไม่ได้เข้าในส่วนที่ว่าจะเข้ามาดูอะไรที่เป็นเนื้อหาสาระในทางวิชาการหรือทางการเมือง การปกครองเลย จะมีอยู่ก็ในส่วนของเข้าไปดูหมวดที่ว่าด้วยการศึกษาเข้ามาสัดส่วนแค่ ๒.๑๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ก็อาจจะสรุปได้ว่าโดยประชาชน ๑๐๐ คน จริง ๆ แล้วสนใจ ที่จะเข้ามาสํารวจเข้าอินเทอร์เน็ตเพื่อข้อมูลทางการเมืองการปกครองถ้าสรุปตรงนี้ก็คือ แค่ประมาณร้อยละ ๒ เท่านั้นเอง ตรงนี้ก็เป็นข้อสรุปที่ยืนยันได้ว่าการเข้าอินเทอร์เน็ต ของประชาชนไทยนั้นเข้าไปเพื่อทําอะไร โอกาสที่จะเข้ามาตรวจสอบว่าตัวเองไปมีชื่อ เสนอกฎหมายที่ไหนเพื่อให้ร้องคัดค้านนี่ดิฉันคิดว่าเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ เพราะฉะนั้นมาตรานี้ถ้าขืนกําหนดเอาไว้อย่างนี้ดิฉันคิดว่ามันเป็นอันตรายค่อนข้างมาก สผ ๖/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) สมร ๔๘/๑ ผู้ริเริ่มท่านไม่ต้องไปหวังหรอกว่าผู้ริเริ่มนั้นจะไปดูรายชื่อแล้วบอกว่าคนนี้ไม่ได้มาเข้าชื่อกับเรา เพราะผู้ริเริ่มโดยธรรมชาติก็อยากจะให้กฎหมายของตัวเองผ่านถูกไหมคะ ถ้าอยากจะให้ กฎหมายของตัวเองผ่านมีชื่อของคนอื่น ๆ รวมมาบ้าง ตรงนั้นก็คิดว่าจะไม่มีการที่ไปร้องหรอก ว่านายคนนี้จริง ๆ แล้วไม่ได้มาเข้าชื่อ อันนั้นก็คือโดยตรรกะ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากมาย เลย เพราะฉะนั้นในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ดิฉันก็เลยขอสงวนความเห็นว่า นอกจากช่องทาง ๒ ช่องทาง เห็นด้วยกับช่องทาง ๒ ช่องทางของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็คืออันที่ ๑ ปิดประกาศด้วยสารสนเทศของสภานี่แหละค่ะ อันที่ ๒ ก็ปิดประกาศไว้ แต่อันที่ ๓ จดหมายได้ไหมคะ มีจดหมายส่งไปยังประชาชนผู้มีรายชื่อเป็นผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย เพื่อให้ยืนยันหรือคัดค้าน ถ้าตัวเองเข้าชื่อแล้วก็ให้ยืนยันมา แต่ถ้าให้คัดค้านก็บอกว่า ถ้าตัวเองไม่ได้มีชื่อแล้วถูกเข้าชื่อตรงนี้เอาชื่อมาใช้ ก็คัดค้านมาภายในกําหนดระยะเวลา ๓๐ วัน อันนี้ดิฉันก็คิดว่าไม่ได้เป็นภาระหรือก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติอะไรเลยในการส่งจดหมายไป ต่อประเด็นที่บอกว่าส่งจดหมายไปแล้วบุคคลที่มีชื่อเข้าชื่อนั้นอาจจะไม่ได้เป็นคนรับจดหมาย อะไรอย่างนี้ก็จะก่อให้เกิดความล่าช้า บางครั้งเราอาจจะต้องยอมเสียเวลาเพื่อให้เกิด กระบวนการที่ถูกต้องชอบธรรม อะไรที่เร่งรัดมากเกินไปอาจจะไม่ได้เป็นประโยชน์ อาจจะเป็นโทษ แล้วก็เป็นช่องทางให้คนที่คิดไม่ดีคิดไม่ชอบนั้นเอาไปใช้ในทางที่ผิดก็ได้ จดหมายถ้าเราบอกว่าให้ส่งไปตามภูมิลําเนา ที่อยู่ปัจจุบันตรงนี้คิดว่าก็น่าจะเป็นไปได้ ในทางปฏิบัติ เพราะในช่วงเข้าชื่อก็อาจจะขอที่อยู่ปัจจุบันที่สามารถติดต่อได้เอาไว้ ตั้งแต่เบื้องต้นแล้วค่ะ