อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เสนอการเปลี่ยนแปลงร่างกฎหมายหลายส่วนเพื่อให้ภาคประชาชนมีโอกาสเข้าร่วมเสนอกฎหมายมากขึ้น รวมถึงการแก้ไขมาตราเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้เสนอคําแปรญัตติไว้ต่อคณะกรรมาธิการ ได้เข้าไปชี้แจง แล้วก็ได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๖ ซึ่งเป็นมาตราที่มีความสําคัญมากที่สุดมาตราหนึ่ง ที่จะสะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้เปิดกว้างสําหรับพี่น้องประชาชนในการเข้าชื่อกัน เสนอกฎหมายหรือไม่ ในเบื้องต้นขอเรียนกับท่านประธานว่าตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ที่ระบุว่าผมได้แปรญัตติด้วยถ้อยคําในมาตรา ๖ ว่า ในการเสนอชื่อร่างพระราชบัญญัติ ต่อประธานรัฐสภา ต้องมีผู้ริเริ่มจํานวนไม่น้อยกว่าสิบคน แล้วก็ต่อไปจนจบวรรคแรกนั้น ความจริงแล้วผมไม่ได้เสนอคําแปรญัตติอย่างนี้นะครับ ผมเสนอคําแปรญัตติเพียงประเด็นเดียว ของวรรคแรกนี้ก็คือเปลี่ยนจาก ๒๐ คนเป็น ๑๐ คนเท่านั้น ถ้อยคําอื่น ๆ เหมือนเดิม เหมือนกับที่คณะกรรมาธิการแล้วก็เหมือนกับร่างที่ได้ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว นั่นคือ ผมต้องการให้จํานวนของผู้ที่จะริเริ่มในการดําเนินการเรื่องนี้ไม่จําเป็นต้องถึง ๒๐ คน เพราะ ๒๐ คนนี้ก็ไม่มีที่มา ผมเข้าใจเอาเองว่าต้องการจะล้อกับการเสนอกฎหมาย ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เสนอ ๒๐ คน แต่ว่าสําหรับภาคประชาชนแล้วจํานวนนี้ ไม่มีความหมาย เพียงแต่มีความเห็นตรงกันว่าควรจะมีร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา จํานวนคนเท่าไรนั้นไม่สําคัญ เพราะภาคประชาชนที่จะต้องเสนอกฎหมายต้องไป รวบรวมรายชื่อของพี่น้องประชาชนอีก ๑๐,๐๐๐ ชื่อในกรณีกฎหมายธรรมดาอยู่แล้ว ซึ่งนั่นเป็นภาระที่หนักหน่วงในการที่จะแสวงหาความเห็นร่วมของคนที่มีความเห็นตรงกัน ในเรื่องของการออกกฎหมายฉบับที่ภาคประชาชนจะเสนอ เพราะฉะนั้น ๒๐ คน จึงไม่มีความหมายแล้วก็ไม่มีที่มา ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการผมก็ไม่ได้รับคําตอบว่า ทําไมต้อง ๒๐ คน ผมเสนอ ๑๐ คนนี้ก็เป็นเพียงว่าควรจะต้องมีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งจํานวนไม่มากนัก ที่สามารถที่จะนั่งประชุมพูดคุยถกเถียงกัน แล้วก็เป็นผู้ดําเนินการรับผิดชอบในการยกร่าง กฎหมายและไปดําเนินการหาผู้ที่จะสนับสนุนก็คือพี่น้องประชาชนทั่วไปมาเข้าชื่อร่วมกัน ในการเสนอกฎหมาย นี่คือบทบาทภาระหน้าที่ของเขา เพราะฉะนั้น ๑๐ คนก็น่าจะเพียงพอ สผ ๖/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) รัศมี ๑๙/๒
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมได้สงวนคําแปรญัตติไว้ก็คือในวรรคสาม วรรคสามนั้นก็คือว่า ในกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติตาม (๑) ก็คือร่างพระราชบัญญัติพร้อมด้วยบันทึกประกอบ ตามมาตรา ๘ มีหลักการและเนื้อหาไม่เป็นไปตามที่กําหนดไว้ในมาตรา ๘ ให้ประธานรัฐสภา แจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ริเริ่มทราบพร้อมทั้งส่งเรื่องคืนให้ผู้ริเริ่ม ซึ่งในวรรคนี้ก็ได้มีการแก้ไข เพิ่มเติมเข้ามา โดยเพิ่มเรื่องของจํานวนระยะเวลาที่ให้ประธานรัฐสภาต้องแจ้งให้ผู้ริเริ่ม ทราบว่าหลักการและเนื้อหาไม่เป็นไปตามที่กําหนดไว้ในมาตรา ๘ ทีนี้ท่านประธานครับ ถ้าอ่านแค่นี้มันก็ดูธรรมดา แต่ถ้าท่านประธานลองไปดูในมาตรา ๘ สิครับ มาตรา ๘ เขามีทั้งหมด ๒ วรรค
วรรคแรก บอกว่า ร่างพระราชบัญญัติที่จะเสนอให้รัฐสภาพิจารณาได้ ต้องเป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย หรือแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สผ ๖/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) พรเทพ ๒๐/๑
ส่วนวรรคสอง บอกว่า ร่างพระราชบัญญัติตามวรรคหนึ่ง ต้องมีหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติที่กําหนดโดยชัดเจนและต้องแบ่งเป็นมาตรา ซึ่งแต่ละมาตรา มีบทบัญญัติที่จะเข้าใจได้ว่ามีความประสงค์จะตรากฎหมายในเรื่องใด และต้องมีบันทึก ประกอบดังต่อไปนี้
(๑) บันทึกหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ
(๒) บันทึกเหตุผลในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ
(๓) บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติ
ท่านประธานครับ ถ้าเราไปกําหนดไว้ในมาตรา ๖ ว่าถ้าข้อใดข้อหนึ่ง ในมาตรา ๘ ร่างที่เสนอโดยภาคประชาชนไม่ตรงตามมาตรา ๘ แม้แต่เรื่องเดียวนี่ต้องส่งคืน ซึ่งมันไม่จําเป็น ท่านประธานครับ บางเรื่องบันทึกเหตุผลอาจจะไม่ครบถ้วน บางเรื่อง การวิเคราะห์สรุปสาระอาจจะไม่ตรงตามแบบฟอร์มที่รัฐสภากําหนด แต่นั่นไม่ใช่สาระ ที่จะต้องส่งเรื่องคืนกลับไปให้กับผู้ริเริ่มต้องไปทําใหม่ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมคิดว่า เป็นการจํากัดการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ผมถึงแปรญัตติว่าเอาเพียงแค่วรรคแรกเท่านั้น ถ้าหากว่าการเสนอร่างกฎหมายนั้นไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติ หรือเป็นร่างพระราชบัญญัติ ที่ขัดกับหลักการเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่เข้าตามนี้แค่นั้นแหละครับส่งเรื่องกลับไปก็เพียงพอแล้ว ไม่จําเป็นต้องไปดูในรายละเอียดในเชิงธุรการเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็ส่งเรื่องกลับไป เพราะฉะนั้น ผมถึงได้เสนอคําแปรญัตติอันนี้แล้วก็สงวนไว้โดยเพิ่มเติมเพียงว่าถ้าใส่ในวรรคสามเข้าไปว่า ในกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติตาม (๑) มีหลักการและเนื้อหาไม่เป็นไปตามที่กําหนดไว้ ในมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง ให้ประธานรัฐสภาแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ริเริ่มทราบพร้อมทั้งส่งเรื่องคืน ให้ผู้ริเริ่ม แค่นั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อคณะกรรมาธิการไปแก้ไข โดยเพิ่มความเข้าไปอีกในมาตรา ๖ ในวรรคสามว่า ให้ประธานรัฐสภาแจ้งเป็นหนังสือ ให้ผู้ริเริ่มทราบภายในสิบห้าวันนับตั้งแต่วันที่ได้รับเรื่องตามวรรคหนึ่ง อันนี้เห็นด้วยครับ คือการกําหนดระยะเวลาซึ่งก็สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ที่เห็นว่าควรกําหนดระยะเวลาในการตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อต่าง ๆ ให้ชัดเจน ภายในระยะเวลาที่กําหนดหรือว่ากระบวนการต่าง ๆ ที่ให้เกิดความชัดเจนจะต้อง มีการกําหนดระยะเวลา ท่านประธานก็ทราบดีนะครับว่าในการตรวจสอบความถูกต้องนั้น สผ ๖/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) พรเทพ ๒๐/๒ ในกฎหมายเก่านี่ไม่เคยกําหนดไว้ แล้วก็เปิดช่องให้ประธานสภานี่สามารถที่จะพูดง่าย ๆ ว่า สามารถที่จะยื้อกฎหมายฉบับนั้นไว้โดยที่ไม่ต้องแจ้งเหตุผลหรือความจําเป็นได้ เพราะฉะนั้น เมื่อการกําหนดในส่วนนี้ไว้ก็จะเป็นประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตามใน ๒ ประเด็นที่ผมได้นําเรียน กับท่านประธานในมาตรา ๖ นี้ก็คือ
๑. เรื่องจํานวนคนของผู้ริเริ่มไม่จําเป็นต้องถึง ๒๐ คนก็สามารถที่จะ ดําเนินการได้ และ
๒. ไม่ควรจะมีเรื่องที่ไม่ใช่สาระหลักจนเป็นเหตุให้ต้องส่งคืนกับผู้ริเริ่ม
ถ้าสามารถปรับใน ๒ ส่วนนี้ได้ก็จะเป็นประโยชน์ ในชั้นนี้ผมขออนุญาต อภิปรายเพียงแค่นี้นะครับ แต่เนื่องจากว่ามีหลายมาตราที่จะเกี่ยวข้องเกี่ยวโยงในลักษณะเช่นนี้ ผมจะลุกขึ้นอภิปรายอีกครั้งหนึ่งเมื่อถึงมาตราเหล่านั้น ขอบคุณครับ