ธนาวัฒน์ สังข์ทอง หารือเรื่องการปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับปรุงแก้ไขให้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใสในการเสนอกฎหมาย และไม่ให้เกิดความไม่ชัดเจนหรือความขัดแย้งในการดำเนินการ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องกรรมการการเลือกตั้งและขอแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการรวบรวมรายชื่อ โดยให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการรวบรวมและตรวจสอบ และเสนอแนะให้ปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับการเบิกจ่ายหรือให้การสนับสนุน
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง กรรมาธิการ ขออนุญาตเรียนชี้แจงในเรื่องความเห็นของ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายซึ่งมีต่อร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ซึ่งผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการแล้วโดยทางคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้มีความเห็นเสนอมา ๗ ประเด็นนั้น ขอเรียนอย่างนี้ครับในประเด็นทั้ง ๗ ประเด็นนั้น ที่จริงแล้วเป็นประเด็นที่ทางคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้เคยเสนอเข้ามาในการพิจารณา ตั้งแต่ขั้นรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ซึ่งในชั้นกรรมาธิการก็ได้มีการหยิบยกขึ้นมาพูดถึง แล้วก็มีการพิจารณาแล้ว ซึ่งในแต่ละประเด็นที่มิได้นํามาบัญญัติไว้ในส่วนของ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณา เสร็จแล้วนั้นก็มีเหตุผลในการพิจารณาของแต่ละเรื่องแต่ละประเด็นไป
ในกรณีของประเด็นที่ ๑ นั้นในกรณีเรื่องของการกําหนดผู้ริเริ่มเข้าชื่อ ๒๐ คน และเรื่องของการแก้ไขตัวร่างที่จะนําไปให้แก่ประชาชนในการเข้าชื่อเพื่อเสนอ กฎหมายต่อรัฐสภานั้น ที่ทางคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายนั้นมีข้อสังเกตในเรื่องการแก้ไข หรือการที่จะปรับปรุงเพื่อให้ร่างกฎหมายนั้นเกิดความชัดเจน ซึ่งในชั้นนี้ก็มีการพิจารณาแล้ว เพราะว่าในคณะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วว่าในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เพื่อเสนอแก่ประชาชนที่จะร่วมลงชื่อเพื่อเสนอกฎหมายนั้นก็มีเปิดโอกาสไว้ที่จะให้ผู้ริเริ่ม เสนอกฎหมายเข้ามา และถ้ามีประเด็นยังไม่ชัดเจนหรือต้องการให้เกิดความชัดเจนก็สามารถ ที่จะให้หน่วยงานทางธุรการของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนั้นสามารถช่วยเหลือ ดําเนินการได้ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็มีการเพิ่มเติมหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ในการที่จะให้ความช่วยเหลือ แล้วมีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ที่กําหนด รวมถึงให้มีโอกาสที่จะปรับปรุงแก้ไขก่อนที่จะนําไปเสนอในการที่จะให้ประชาชน เข้าชื่อ แต่อย่างไรก็ตามในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายนั้น ในการที่ประชาชนจะร่วมลงชื่อ ร่างกฎหมายนั้นควรจะมีข้อยุติแล้วก็มีความชัดเจนว่าเป็นเรื่องอะไร ประเด็นอะไร มีการแก้ไขกฎหมายในเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นแล้วในการเข้าชื่อทั้ง ๑๐,๐๐๐ ชื่อนั้นควรจะรู้ ในประเด็นเดียวกัน เรื่องเดียวกัน การที่พอเข้าชื่อไประยะหนึ่งแล้วมีการมาปรับปรุงแก้ไข แล้วเอาลงไปในการที่จะเข้าชื่อมาอีกมันก็จะเกิดปัญหาว่าในการเข้าชื่อเดิมนั้นก็เข้าชื่อ โดยพิจารณากฎหมายในเนื้อหาประเด็นหนึ่งในบทบัญญัติที่เขียนเอาไว้ในลักษณะหนึ่ง สผ ๖/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) อัมภิกา ๑๖/๒ แต่พอมาอีกระยะเวลาหนึ่งมีการปรับปรุงแก้ไขโดยอีกถัดมาให้มีการลงชื่อของประชาชน มีการแก้ไข ก็จะเกิดปัญหาว่าแล้วตอนที่ลงชื่อของประชาชนในชั้นต้นนั้นเขามิได้เห็น ในส่วนของที่มีการร่วมลงชื่อในประเด็นก็ยังมีการแก้ไขในภายหลังมันจะเป็นอย่างไรเกิดขึ้น มันก็จะเกิดความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นในการเสนอกฎหมาย เพราะฉะนั้นแล้วในกฎหมายฉบับนี้ เมื่อมีการพิจารณาแล้วก็จึงเห็นว่าในเมื่อมีการเสนอกฎหมายมีการตรวจสอบ โดยประธานรัฐสภาแล้ว มีการปรับปรุงแก้ไขจนเป็นข้อยุติเบื้องต้นในการที่จะดําเนินการ ไปเข้าชื่อรวบรวมรายชื่อขึ้นมาแล้วก็ต้องเป็นไปตามนั้น ซึ่งพอเข้ามาเสนอแล้วในชั้นต่อไป ในการพิจารณาก็ไม่ได้ตัดสิทธิอะไร ถ้าเข้าสู่กระบวนการในการพิจารณาของรัฐสภา ก็มีในชั้นกรรมาธิการหรือในชั้นอื่น ๆ ก็สามารถที่จะนําประเด็นเข้ามาแก้ไขเพิ่มเติมโดยสมบูรณ์ ได้ต่อไป เพราะฉะนั้นในชั้นนี้ก็จึงได้คงร่างไว้ว่าในการเสนอร่างกฎหมายนั้นให้มีการแก้ไข จนเป็นที่ยุติก่อนที่จะนําไปให้ประชาชนได้ลงชื่อนะครับ
ส่วนในข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องของกรรมการการเลือกตั้งเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ในการที่จะรวบรวมรายชื่อ ที่ได้ดําเนินการตัดของ กกต. ออกไปนั้นจากเดิมที่ในกฎหมาย ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น มีการกําหนดไว้ เนื่องด้วยในปัจจุบันในเรื่องของการมีส่วนร่วมนั้นกรรมาธิการก็เห็นว่า มีลักษณะที่มีการเจริญเติบโตงอกงามเกิดขึ้น มีหน่วยงานอื่น ๆ องค์กรภาคประชาชนต่าง ๆ มีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความสามารถเพิ่มขึ้น มีหน่วยงานต่าง ๆ ให้ความช่วยเหลือเพิ่มมากขึ้น ตัว กกต. เองนั้นโดยอํานาจหน้าที่แล้วเป็นองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญซึ่งทําหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจสอบในเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เป็นการตรวจสอบดูเกี่ยวกับการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยบทบาทหน้าที่นั้น ก็เป็นหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจสอบการดําเนินการในส่วนของภาคการเมือง เพราะฉะนั้นแล้ว โดยอํานาจหน้าที่ก็ไม่ควรลงมายุ่งในส่วนตรงนี้
อีกประการหนึ่ง ก็คือถ้าเป็นกรณีให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดให้มีการรวบรวมลงชื่อให้ ในกรณีถ้ามีประชาชนสงสัยในตัวร่างกฎหมายฉบับนั้น กกต. เอง ก็ไม่สามารถหรือเจ้าหน้าที่ กกต. เองก็ไม่สามารถอธิบายได้นอกจากตัวผู้เสนอกฎหมาย เพราะฉะนั้นในกรณีนี้เมื่อเห็นว่าในปัจจุบันนั้นมีหน่วยงานอื่นเพิ่มเติมมากขึ้น สผ ๖/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) ปัทมา ๑๗/๑ องค์กรภาคประชาชนมีความสามารถเพิ่มมากขึ้นแล้ว มีความเข้าใจมากขึ้นแล้ว ก็คงปล่อยให้ เป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนโดยแท้ของเขาต่อไป ก็จะตัด กกต. ออกด้วยเหตุผล ลักษณะดังกล่าว
ประเด็นที่ ๓ เรื่องการให้กองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองมาสนับสนุน เรื่องค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกรณีนี้ ในชั้นการพิจารณาที่จริงก็ไม่ได้มีเห็นขัดแย้งอะไร เพียงแต่ว่า ในกฎหมายฉบับนั้นก็มีการเขียนในเรื่องของการใช้จ่ายเงินในเรื่องของกิจกรรมที่จะให้ การสนับสนุนไว้อยู่แล้ว คณะกรรมาธิการจึงเห็นว่าก็ควรปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมายฉบับนั้น การมาเขียนในกฎหมายฉบับนี้โดยลักษณะที่เขียนกําหนดลักษณะเป็นเชิงกําหนดให้ไปมีผล ต่อกฎหมายอีกฉบับหนึ่งนั้นก็ไม่น่าที่จะนํามากําหนดไว้
อีกประการหนึ่ง ในเรื่องของกระบวนการการที่จะกําหนดเกี่ยวกับการเบิกจ่าย หรือให้การสนับสนุนนั้น กฎหมายฉบับกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองก็ได้เขียน กระบวนการของเขาเองไว้ ก็ควรที่จะปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมายฉบับนั้นที่จะดําเนินการไป จึงเห็นว่าไม่นํามาเขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ ปล่อยให้เป็นกฎหมายฉบับกองทุนพัฒนา การเมืองภาคพลเมืองนั้นเป็นคนกําหนดในหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวต่อไป
ส่วนในเรื่องของการตรวจสอบชื่อ เรื่องของการเผยแพร่รายชื่อนั้นที่บอกว่า ควรจะมีเกณฑ์ด้านอื่นขึ้นมา ไม่ว่าจะเรื่องของไปรษณีย์ ในเรื่องของการปิดประกาศ จากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่บอกว่าให้มีการเผยแพร่ทางระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือเว็บไซต์ (Web site) หรือได้มีการที่จะจัดไว้ที่สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้ตรวจสอบได้ อันนี้ก็เห็นว่าในปัจจุบันนั้นในเรื่องเทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น ในส่วนต่าง ๆ ของประเทศไทย ตัวองค์กรที่อยู่ในพื้นที่เองก็มีระบบนี้ขึ้นใช้ กรมการปกครองเองก็จัดให้มี ระบบเว็บไซต์หรืออินเทอร์เน็ต (Internet) สําหรับในตัวขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ส่วนงานที่เกี่ยวกับพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะที่ว่าการอําเภอ ที่ทําการตําบลของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็มีส่วนที่จะดําเนินการในเรื่องนี้ได้
อีกประการหนึ่ง ในเรื่องของไปรษณีย์ ในปัจจุบันข้อเท็จจริงถ้าจะสังเกตได้ ก็คือตัวที่อยู่ในสําเนาทะเบียนบ้านกับตัวจริงนั้นอาจจะไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน ถ้าส่งไปแล้ว บุคคลนั้นไม่ได้รับ หรือได้รับล่าช้า หรือตกหล่นลงไป ก็จะเกิดปัญหาว่าในการที่จะเริ่ม ขั้นตอนกระบวนการต่อไปในการนับระยะเวลากันในขั้นตอนต่อไป หรือการที่จะปฏิบัติอย่างไรต่อไป สผ ๖/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) ปัทมา ๑๗/๒ เกี่ยวกับการตรวจสอบรายชื่อจะทํากันอย่างไร จึงเห็นว่าในกรณีนี้เมื่อมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ สามารถตรวจสอบได้ ตัวสํานักงานของฝ่ายธุรการก็คือสํานักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรสามารถที่จะจัดให้มีการตรวจสอบได้ และระบบที่มีผู้ริเริ่มสามารถที่จะ คอยระแวดระวังตรวจสอบดูแลในการเสนอกฎหมายอยู่แล้วที่จะเป็นผู้ดําเนินการที่จะให้มี การตรวจสอบรายชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเห็นว่าการคงวิธีการที่เสนอไว้นั้น น่าจะเหมาะสมอยู่แล้วนะครับ
ประเด็นต่อไป ในส่วนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินนั้น โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเองก็ได้เขียนรองรับเกี่ยวกับเรื่องในกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติ ที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือในกรณีที่เสนอโดยภาคประชาชนนั้น ถ้าจะเป็นในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินแล้ว ตัวประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะต้อง ดําเนินการอย่างไร จะต้องนําเสนอ ถ้าเห็นว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ก็ต้องเสนอกลับมาให้ท่านนายกรัฐมนตรีในการที่จะพิจารณาลงนามรับรองเพื่อเสนอเข้าสู่ วาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป อันนั้นก็มีกระบวนการในรัฐธรรมนูญ มีกระบวนการในข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรรองรับไว้อยู่แล้ว จึงเห็นว่า ไม่จําเป็นต้องมากําหนดไว้อีก
ส่วนในเรื่องโทษอาญานั้นเรียนอย่างนี้นะครับท่าน ในเรื่องของ กฎหมายส่งเสริมเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนนั้นไม่ได้จําเป็นว่ามันจะมี บทกําหนดโทษทางอาญาไม่ได้ เพราะในการส่งเสริมในเรื่องของกระบวนการนั้นมันก็ต้องมี การดูแล มีมาตรการป้องปราม มีมาตรการควบคุมถึงเจตนารมณ์หรือวัตถุประสงค์ ของกฎหมายนั้นเป็นสําคัญ โดยกฎหมายฉบับนี้ต้องการที่จะให้ตัวประชาชนที่มาลงชื่อ ในตัวกฎหมายที่เสนอต่อสภานั้นลงชื่อด้วยความโปร่งใส โดยความสมัครใจของตัว และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของตัวเอง ไม่ถูกแอบอ้างการใช้ชื่อตัวเอง หรือดําเนินการ ในลักษณะใด ๆ อันมิชอบในการที่จะทําให้ร่างกฎหมายที่เสนอนั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง ตามหลักเกณฑ์ เพราะฉะนั้นจึงได้มีบทกําหนดโทษกําหนดขึ้นไว้เพื่อเป็นมาตรการ ๑. คือเป็นการป้องปราม ๒. เป็นการที่จะทําให้กฎหมายฉบับนี้บรรลุถึงเจตนารมณ์ ได้อีกประการหนึ่งโดยเป็นเครื่องมือของกฎหมาย สผ ๖/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) สมร ๑๘/๑
ในส่วนของประเด็นสุดท้าย เรื่องเกี่ยวกับร่างประชาชนที่เสนอเข้าสู่ กระบวนการพิจารณาของสภา อันนั้นคงเป็นเรื่องอีกขั้นตอนหนึ่งซึ่งนอกเหนือ ออกจากขั้นตอนในการเสนอชื่อกฎหมาย ซึ่งกฎหมายฉบับนี้คงไปบัญญัติถึงไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของอํานาจหน้าที่ของตัวสภาเองในการที่จะบรรจุเข้าระเบียบวาระในการที่จะ เริ่มพิจารณาเมื่อไร หรือจะดําเนินการในส่วนที่จะพิจารณาโดยระยะเวลาอย่างไร อันนั้นถ้าจะดูกันก็คงจะต้องเป็นในเรื่องของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือของวุฒิสภาหรือในชั้นต่อ ๆ ไปเกี่ยวกับการพิจารณากฎหมาย ซึ่งคงไม่ใช่ส่วนที่จะนํามา เขียนในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ฉบับนี้ได้ เพราะฉะนั้น โดยเหตุผลที่ได้กล่าวมาข้างต้น เรียนท่านสมาชิกทุกท่านนะครับว่าในกรรมาธิการนั้น ได้มีการพิจารณาเกือบทั้งหมดแล้วในทุกประเด็น กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่จึงเห็นว่า ควรกําหนดไว้เป็นไปตามร่างที่เสนอที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาในวาระที่สองนี้ กราบขอบพระคุณครับ