สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๕

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการบริหารจัดการของกรมสรรพากร โดยเฉพาะโครงการซิงเกิล นัมเบอร์ ซึ่งเป็นการปฏิรูปภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจ

นายอลงกรณ์ พลบุตร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธาน ประเด็นที่ ๒ ก็คือคําถามที่ไปถึงคณะกรรมาธิการนะครับ ในกรณีของการบริหารจัดการ กรมสรรพากร ความจริงผมอยู่ในประเด็นนะครับ และนี่คือการอภิปรายในวาระที่สอง ไม่ใช่วาระที่หนึ่ง วาระที่หนึ่งผมได้พูดเรื่องนี้แต่ในกรอบหลักการ แต่คราวนี้ลงใน รายโครงการ ดังนั้นก็ขอให้ฟังอย่างตั้งใจและจะเข้าใจว่าการอภิปรายวาระที่สองนั้น เป็นอย่างไร แล้วก็ใส่ใจต่อแผนงานโครงการซึ่งเป็นรายละเอียดที่จะต้องพิจารณาถึงเรื่องของ เม็ดเงินจํานวน ๘,๒๐๖ ล้านบาทของกรมสรรพากร ผมกล่าวประเด็นนี้ก็เพื่อที่จะถามถึง โครงการซิงเกิล นัมเบอร์ (Single number) โครงการนี้ถ้าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความใส่ใจและคณะกรรมาธิการวิสามัญได้มีการทวงถามโครงการนี้ ผมยังเห็นทําหน้างง โครงการซิงเกิล นัมเบอร์เป็นโครงการที่ทําให้คะแนนของการจัดอันดับขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดหนึ่งในหลาย ๆ ตัวนะครับมีคะแนนสูงขึ้น อย่างมีนัยสําคัญ แต่ว่าเราทํามาให้เพียง ๓ เอส (S) ครับ ก็คือ ซิงเกิล พอยท์ (Single point) การบริการ ณ จุดเดียวในการเริ่มต้นธุรกิจที่เรียกว่าอีสตาร์ทติง บิซิเนส (e-Starting business) ๒. ก็คือซิงเกิล ฟอร์ม (Single form) ก็คือใช้แบบฟอร์มเดียวกัน แล้วก็ ๓. ก็คือ ซิงเกิล ดอคคิวเมนท์ (Single document) ก็คือการใช้ชุดเอกสารอ้างอิงเดียวกัน สเตป (Step) สุดท้ายที่ ๔ ก็คือซิงเกิล นัมเบอร์ เขาว่าเป็นสภาพของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับ กรมสรรพากรและกระทรวงการคลังก็อยู่ตรงนี้ครับว่าเมื่อเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๓ เราได้ เริ่มต้นเป้าหมายที่จะให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมีอันดับดีขึ้น และตั้งเป้าหมายในการที่จะปฏิรูปภาครัฐครับ โดย ก.พ.ร. และหน่วยงานอื่น ๆ ดังนั้น หัวข้อหนึ่งที่เราจับมาเป็นประเด็นในคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดที่แล้วก็คือในเรื่องของ ประสิทธิภาพภาครัฐ จึงได้เริ่มต้นในหมวดที่ว่าด้วยการเริ่มต้นธุรกิจหรือว่าอีสตาร์ทติง บิซิเนส พร้อมกับเรื่องความสะดวกในการทําธุรกิจ ดังนั้นจึงมีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ แล้วก็สํานักงานประกันสังคม แล้วก็กรมสรรพากรด้วยครับ ขยายความเพิ่มเติมเพื่อให้ กรรมาธิการได้ตอบผมได้ชัดเจนก็คือว่าเวลาที่เราจะเริ่มต้นธุรกิจไม่ว่าบริษัทต่างชาติ หรือการที่เราจะก้าวสู่การเป็นเออีซีนี่ หรือแม้แต่คนไทยจะเริ่มต้นธุรกิจอย่างน้อย ท่านต้องไป ๓ หน่วยงานครับ ๓ หน่วยงานนั้น เวิลด์ แบงก์ (World Bank) ธนาคารโลก ได้เคยประเมินว่าเราต้องใช้เวลาถึง ๔ วัน คือไปจดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจํากัด นิติบุคคล ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือกรมทะเบียนการค้าเดิม ๒. ต้องไปขึ้นทะเบียน นายจ้างที่สํานักงานประกันสังคม ๓. ต้องไปกรมสรรพากรเพื่อให้ได้เลขบัญชีผู้เสียภาษี ๓ หน่วยงานนี้เดิมต้องใช้เวลาถึง ๔ วันครับ จึงทําให้เรากลายเป็นประเทศที่มีความล่าช้า ในการเริ่มต้นธุรกิจ สะท้อนไปถึงคะแนนที่ออกมาเป็นคะแนนประสิทธิภาพภาครัฐ แต่หลังจากที่ผมในฐานะกํากับดูแลโครงการนี้ริเริ่มโครงการนี้ ๔ เดือนเท่านั้น เราลดเวลา จาก ๔ วันเหลือเพียง ๖๐ นาทีเท่านั้น เป้าหมายที่สําคัญของเราในท้ายที่สุดคือการเป็น ซิงเกิล นัมเบอร์หมายความว่าอะไร หมายความว่าเราจะทําให้กรมสรรพากร สํานักงาน ประกันสังคมก็ดี หรือกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือกรมทะเบียนการค้าเดิมนี่ได้ให้มีการเริ่มต้น การจดทะเบียนธุรกิจโดยนิติบุคคลที่ไปจดทะเบียนนั้นจะให้หมายเลขเดียวกัน ๑๓ หลัก เหมือนกับเลขบัตรประจําตัวประชาชน อย่างท่านประธาน อย่างกรรมาธิการวิสามัญนี่ เวลาที่ถึงเกณฑ์ไปทําบัตรประจําตัวประชาชนท่านจะได้เลขบัตรประจําตัวประชาชนใช่ไหมครับ ผมก็นําเสนอเรื่องนี้มาและตั้งเป้าว่าปี ๒๕๕๔ นี้เราควรจะมาสู่เป้าหมายบรรลุแล้วในเรื่อง ของซิงเกิล นัมเบอร์ ผมก็เลยถามคณะกรรมาธิการวิสามัญว่าในแผนงานโครงการดังกล่าว ได้บรรลุแล้วหรือยัง ถ้ายังหรือไม่มีเหตุผลชี้แจงเพียงพอผมก็จําเป็นจะต้องยืนยัน การตัดงบแปรญัตติ ๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะตรงนี้ถือว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็ก มันเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมันสะท้อนออกทั้งในส่วนของ ประสิทธิภาพภาครัฐ และในเรื่องของต้นทุน ทั้งเวลาค่าโสหุ้ยของภาคเอกชนในการเริ่มต้นธุรกิจ รวมทั้งการแข่งขันในอาเซียนของเรา ซึ่งจะเห็นที่ผมยกตัวอย่างว่าขีดความสามารถของประเทศไทยในปี ๒๕๕๕ เราลดลง ขณะที่ แม้แต่ประเทศกัมพูชาขีดความสามารถเขาเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณถ้าเราใช้ อย่างมีประสิทธิภาพที่ผมได้เรียนท่านประธานแล้วนะครับ กรรมาธิการวิสามัญได้สอบถาม หรือไม่ อย่างไร และช่วยกรุณาชี้แจงในประเด็นที่ผมได้ตั้งเป็นคําถามครับ