อลงกรณ์ พลบุตร แปรญัตติตัดงบประมาณกระทรวงการคลัง โดยเน้นย้ำถึงปัญหาเรื่องความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารงานภาครัฐ และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของการคืนทรัพย์สินของบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ให้กับแผ่นดิน และยังเน้นย้ำถึงการลดลงของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ได้แปรญัตติให้ตัดงบประมาณกระทรวงการคลังในมาตรา ๗ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ถือว่า มีความสําคัญต่อการขับเคลื่อนและการบริหารประเทศ โดยที่งบประมาณรายจ่าย ของกระทรวงการคลังและหน่วยงานในกํากับที่ตั้งไว้ ๑๗๙,๒๔๙ ล้านบาทโดยประมาณ และมีการปรับเพิ่มเป็น ๑๘๐,๗๐๗ ล้านบาทนั้น กระผมมีความเห็นว่ายังมีปัญหาในเชิงของความโปร่งใสและประสิทธิภาพ จึงได้แปรญัตติ ให้ตัดงบประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องสอบถามคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งถ้าสามารถตอบคําถามของกระผมได้กระผมก็ไม่ติดใจ แต่ถ้าคณะกรรมาธิการไม่สามารที่จะ สร้างความชัดเจน กระผมก็ต้องขอสงวนคําแปรญัตติที่จะเห็นไม่สอดคล้อง ประเด็นสําคัญ ของกระทรวงการคลังนั้น อยู่ที่ว่าภายใต้พันธกิจและวิสัยทัศน์ถือว่ามีความสําคัญอย่างยิ่ง ต่อความโปร่งใสและประสิทธิภาพ ซึ่งแน่นอนที่สุดภายใต้ความเชื่อถือเชื่อมั่นของต่างประเทศ และพันธมิตรที่มีต่อประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชนนั้น ถือได้ว่ากระทรวงการคลัง เป็นกระทรวงหน้าตาของประเทศในหลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมา พร้อมกันนั้นก็มีหน่วยงาน ในกํากับ มีรัฐวิสาหกิจในการดูแลอยู่จํานวนไม่น้อย ดังนั้นการบริหารจึงไม่ใช่เป็นเพียง การบริหารการคลังของประเทศเท่านั้น แต่ว่ายังต้องสร้างความโปร่งใสในการกํากับกิจการ เพื่อที่จะสามารถสร้างสิ่งที่เราเรียกว่าธรรมาภิบาลหรือบรรษัทภิบาลในบริษัทหรือหน่วยงาน ที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังดูแล กระผมมี ๒ ประเด็นครับ
เรื่องแรกนั้นเป็นเรื่องสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคมนี้เอง ที่ทางสํานักงาน การตรวจเงินแผ่นดินได้ส่งรายงานมาถึงสภาผู้แทนราษฎรตามกฎหมายที่กําหนดไว้ว่าจะต้อง ส่งรายงานให้กับคณะรัฐมนตรี ให้กับสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา นั่นคือประเด็นในเรื่อง ของการคืนทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ตามคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด นี่เป็นกรณีที่ ๑
กรณีที่ ๒ ที่กระผมจะซักถามจากคณะกรรมาธิการก็คือในประเด็น ของประสิทธิภาพซึ่งเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในหัวข้อ ที่เกี่ยวกับประสิทธิภาพการบริหารงานภาครัฐ ตรงนั้นเองเป็นประเด็นที่ ๒
สําหรับเรื่องแรกนั้น ก็ขอให้ทางคณะกรรมาธิการได้สดับตรับฟังที่จะได้ชี้แจง เพื่อคลายข้อข้องใจของผม ในกรณีของบทบาทหน้าที่ของกระทรวงการคลังนั้น ตามที่ศาลปกครองสูงสุดเมื่อเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๐ ได้วินิจฉัยเป็นเด็ดขาด ก็คือการวินิจฉัย ให้บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ได้คืนทรัพย์สินอันเป็นส่วนที่เรียกว่าสาธารณสมบัติ แล้วก็สิทธิต่าง ๆ อันเกิดขึ้นจากการใช้อํานาจมหาชนในช่วงที่เป็นการปิโตรเลียม แห่งประเทศไทยที่ได้ใช้อํานาจตามพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ในขณะนั้น คําพิพากษาดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ในปี ๒๕๔๔ ได้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกาภายใต้พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยรัฐบาลในขณะนั้น ผมไม่พูดถึงประเด็นของความข้องใจ ความสงสัย หรือว่า ความไม่โปร่งใสอันเป็นข้อครหาขณะนั้น ในกระบวนการการแปรรูปหรือการได้มาซึ่งหุ้น ในตลาดหลักทรัพย์ที่มีการกระจายขายหุ้นไปยังผู้ที่ประสงค์ที่จะซื้อหุ้นทั้งใน และต่างประเทศในเดือนธันวาคม ปี ๒๕๔๔ แต่ประเด็นที่สําคัญมากในฐานะที่เราทําหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัตินั้นก็คือเมื่อได้รับทราบรายงาน ของสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินโดยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๐ ภายหลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคําพิพากษาเป็นที่สุดเพียง ๔ วันเท่านั้น ก็คือการให้ กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานได้ดําเนินการในเรื่องของการปฏิบัติตามคําพิพากษา ของศาลปกครองสูงสุด ให้บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) นั้นคืนทรัพย์สินให้กลับคืนเป็นของ แผ่นดิน ตรงนี้เองที่เป็นคําพิพากษาและเป็นมติคณะรัฐมนตรี นอกจากนั้นมติคณะรัฐมนตรี ยังให้สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบความถูกต้องและรับรองความถูกต้อง และได้กําหนดไว้ว่าหากมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายก็ให้ส่งให้สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้วินิจฉัย เหตุการณ์ผ่านมาก็มีมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคอย่างน้อย ๔ กลุ่มด้วยกัน ได้ยื่นให้ศาลปกครองได้วินิจฉัยจนกระทั่งมีคําพิพากษาดังกล่าว ปี ๒๕๕๑ ปตท. ได้แจ้งว่า ได้มีการคืนทรัพย์สินให้กับแผ่นดิน โดยกระทรวงการคลังถือว่าเป็นเจ้าหนี้ เป็นจํานวน ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ขณะเดียวกันสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินก็ได้มีการตรวจสอบ ถึงความถูกต้องว่ามีการคืนทรัพย์สินถูกต้องหรือไม่ ปรากฏในรายงานซึ่งท่านประธานและ คณะกรรมาธิการวิสามัญก็คงรับทราบเช่นเดียวกับผมว่าสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งผมขออนุญาตเรียกย่อ ๆ ว่า สตง. นั้น ได้สรุปว่าอย่างน้อยยังมีทรัพย์สินที่บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) จะต้องคืนให้แผ่นดินอีก ๓๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท เช่น ระบบท่อและสิทธิ เหนือผืนดิน กรรมสิทธิ์เหนือที่ดินที่ใช้อํานาจมหาชนของรัฐทั้งก่อนและหลังการแปรรูป ตรงนี้เองคือรายงานที่สภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบ แล้วเรายังรับทราบอีกว่า สตง. ยังได้ส่งหนังสือทวงเป็นครั้งที่ ๒ ไปยังกระทรวงการคลังเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ครับ เมื่อ ๓-๔ เดือนที่ผ่านมาขอให้กระทรวงการคลังในฐานะเจ้าหนี้ได้นําข้อเสนอของสํานักงาน การตรวจเงินแผ่นดินส่งเรื่องให้สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้วินิจฉัย เพราะได้เกิด ข้อโต้แย้งในคําพิพากษา และท่านประธานคงทราบว่าเมื่อกระผมได้ลําดับเหตุการณ์ว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๐ หลังจากมีคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุด กําหนดไว้ชัดเจน นอกเหนือจากการให้ปฏิบัติตามคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คือการให้กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงานดําเนินการในการให้บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) นั้นคืนทรัพย์สินให้กับแผ่นดิน ๒. ก็คือให้ สตง. เป็นผู้ตรวจและรับรองความถูกต้องของ การคืนทรัพย์สิน แต่ปรากฏว่าบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ซึ่งต้องยอมรับนะครับ ว่าเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ขณะเดียวกันก็ยังมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจก็ได้รายงานในปีถัดมา ว่าได้ดําเนินการคืนทรัพย์สินเป็นมูลค่า ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ แต่มันได้เกิด ข้อโต้แย้งเพราะว่า สตง. สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้รายงานมายังคณะรัฐมนตรี มายังวุฒิสภาและล่าสุดถึงสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ ๑ สิงหาคมที่ผ่านมาว่ายังมีอีกอย่างน้อย ๓๒,๐๐๐ ล้านบาท ข้อโต้แย้งดังกล่าวเข้าอยู่ในเงื่อนไขของมติคณะรัฐมนตรีในเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๐ นั่นคือการที่เจ้าหนี้คือกระทรวงการคลังนั้นจะต้องส่งเรื่องให้กับสํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ปรากฏว่ากระทรวงการคลังมิได้ดําเนินการใด ๆ นี่คือสิ่งที่ทาง สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎร กระผมและ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงได้มีหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคมที่ผ่านมาอย่างเป็นทางการ ขอให้เร่งรัดดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อทวงทรัพย์สินคืนให้กับแผ่นดิน ตามที่ สตง. ได้เสนอเป็นหนังสือทวงถามถึง ๒ ครั้ง ผมคิดว่านี่คือการบริหารที่ต้องโปร่งใสตรงไปตรงมา และอย่างน้อยจะต้องชี้แจงถ้ามีเหตุผล ที่จะไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี กระทรวงการคลังจะต้องส่งเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรี หรือจะต้องส่งเรื่องไปยังสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผมไม่ทราบคณะกรรมาธิการ ได้สอบถามเรื่องนี้ต่อกระทรวงการคลังหรือไม่ เพราะว่าการที่ได้ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอีก ๓๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่ในกรณีรายงานเบื้องต้น ของ สตง. ครับ แต่ยังมีข้อโต้แย้งรายงานอย่างอื่นว่าอย่างน้อยยังมีอีก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) นั้นจะต้องคืนให้กับแผ่นดิน ตรงนี้เองที่เผอิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญและท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วยก็คงจะได้ ตอบประเด็นนี้ด้วยตัวท่านเอง และในหนังสือที่ผมมีถึงผมก็ยังได้วงเล็บไว้ด้วยนะครับว่า การดําเนินการใด ๆ ของกระทรวงการคลังนั้นซึ่งผมพิจารณาในเชิงของการดําเนินงาน อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพนั้นจําเป็นจะต้องดําเนินการเพื่อให้เกิดการยอมรับ และความเชื่อถือ แต่ขณะเดียวกันก็จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) และความเชื่อมั่นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพราะว่าบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) นั้น ถือว่ามีมาร์เก็ต แคพพิตอลไลเซชัน (Market Capitalization) ใหญ่ที่สุด แล้วก็เป็น ความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ เราก็ถือว่าถึงแม้ไม่ได้เป็นเจ้าของทั้งหมด แต่ว่าหุ้นใหญ่ก็ยังเป็นของรัฐ การมีเสมือนหนึ่งคดีที่ยังเคลือบแคลงอยู่ว่าทรัพย์สินจริง ๆ แล้ว หรือภาระที่อาจจะต้องเป็นทรัพยสิทธิ์ที่จะต้องคืนให้กับแผ่นดินและจะทําให้มูลค่าบริษัท ข้อมูลที่ให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศนั้นอาจจะไม่ใช่อย่างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน การดําเนินการเพื่อให้เกิดความชัดเจนเป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าท่านควรต้องดําเนินการ ดังนั้นคณะกรรมาธิการไม่ทราบว่าได้มีการซักถามเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร และเผอิญ ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่จะต้องปฏิบัติ ตามมติคณะรัฐมนตรี ท่านคงจะได้ตอบในคณะกรรมาธิการ หรือไม่ได้ตอบท่านก็ตอบ ในสภาแห่งนี้ ซึ่งผมจะพิจารณาว่าผมจะยังคงยืนยันคําแปรญัตติตัดงบประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ของกระทรวงการคลังหรือไม่
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน เป็นเรื่องประสิทธิภาพของกระทรวงการคลัง ผมจําได้ว่าตอนรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และกรรมาธิการวิสามัญทุกคนก็ได้รับฟัง ในเรื่องนี้ นั่นก็คือการต้องการยกระดับขีดความสามารถของประเทศแต่ปรากฏว่า การจัดลําดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเราโดยดับบลิวอีเอฟ เวิลด์ อีคะนอมิค ฟอรัมก็ดี หรือไอเอ็มดี (IMD) ก็ดี ขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศตกลงอย่างน่าวิตก โดยเฉพาะแม้แต่ในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันครับ ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจครับว่าขีดความสามารถของเขานั้นเขยิบเพิ่มขึ้น ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศมาเลเซีย แม้แต่ประเทศกัมพูชา และประเทศบรูไน ยังมีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น แต่ว่าประเทศไทยอันดับลดลงอย่างต่อเนื่อง ตรงนี้เองที่เป็นประเด็นที่ผมต้องทวงถามคณะกรรมาธิการซึ่งถือว่าถ้าท่านได้ให้ความสนใจ ในการใช้เม็ดเงินในการบริหารกระทรวงอย่างมีประสิทธิภาพนั้นท่านคงตอบคําถามของผมได้ นั่นก็คือในเรื่องของโครงการเพิ่มประสิทธิภาพผ่านรัฐ ที่เรียกว่ากัฟเวิร์นเมนท์ เอฟฟิเชียนซี (Government efficiency)