สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๕

กรณ์ จาติกวณิช หารือเรื่องหนี้สินของประชาชนและภาระหนี้สินของประเทศชาติโดยรวม โดยเน้นย้ำว่าโครงการปัจจุบันของรัฐบาลไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนที่เดือดร้อนจริง และขอให้รัฐบาลปรับปรุงวิธีการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน

นายกรณ์ จาติกวณิช บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้ใช้เวลา ของสภาไปพอสมควรในการอภิปรายมาตรา ๓ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๗ งบประมาณของ กระทรวงการคลังที่ผมได้แปรญัตติขอตัดงบประมาณของกระทรวงการคลังไว้ ๖.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ผมจะขอพูดเพียงใน ๒ ประเด็นที่เป็นประเด็นที่มีความสําคัญ ทั้ง ๒ ประเด็นเป็นประเด็นที่ เกี่ยวกับหนี้สิน ประเด็นแรกเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับหนี้สินของประชาชน ส่วนประเด็นที่ ๒ เป็นภาระของประเทศชาติโดยรวม ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตขอบคุณท่านกรรมาธิการครับ ท่าน ส.ส. อนุรักษ์ บุญศล ส.ส. จังหวัดสกลนคร ที่เมื่อสักครู่ท่านได้ใช้สิทธิในการอภิปราย งบประมาณของกระทรวงการคลัง แล้วก็ท่านได้พูดถึงเรื่องปัญหาของพี่น้องชาวจังหวัดสกลนคร ผมก็ได้รับข่าวมาโดยตลอดว่าท่านเป็น ส.ส. ที่มีความใกล้ชิดกับชาวบ้านในเขตพื้นที่ของท่าน ความทุกข์ร้อนของพี่น้องชาวจังหวัดสกลนครที่ท่านได้นํามาเสนอต่อสภาในวันนี้ จึงเป็นเรื่อง เตือนสติให้กับรัฐบาลว่ายังมีปัญหาของพี่น้องประชาชนที่เกี่ยวกับภาระหนี้สินที่ยังควร ที่จะต้องให้ความสําคัญแล้วก็ดําเนินการในการแก้ไขต่อไป พอดีท่านอนุรักษ์ได้ลุกขึ้น อภิปรายในเรื่องนี้ทําให้ผมนึกถึงข้อเท็จจริงที่ผมยังจําได้เกี่ยวกับจังหวัดสกลนครของท่าน เพราะครั้งที่รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ทําเรื่องของการแก้ปัญหา เรื่องหนี้นอกระบบที่ท่านอนุรักษ์ได้พูดถึง ผมจําได้ว่าจังหวัดสกลนครเป็นจังหวัดที่มีหนี้ โดยเฉลี่ยสูงที่สุดในประเทศ ตัวเลขของธนาคารออมสินที่มีส่วนสําคัญ มีบทบาทสําคัญ ในการเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบในโครงการของรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ได้บันทึกไว้ว่า ชาวจังหวัดสกลนครที่ขึ้นทะเบียนนั้นมีภาระหนี้นอกระบบสูงถึงคนละ ๑๕๑,๙๗๓ บาท ผมมีตัวเลขนี้อยู่ในสมองเลยครับ เพราะว่าเป็นตัวเลขที่สูงจนผมตกใจแล้วจําได้ว่าเป็นตัวเลข ของจังหวัดสกลนคร เพราะฉะนั้นสําหรับคืนนี้ผมถึงไม่แปลกใจที่ท่าน ส.ส. ได้ลุกขึ้นอภิปราย ในประเด็นนี้ ท่านได้พูดถึงว่าภาระของพี่น้องประชาชนที่แบกรับหนี้นอกระบบนั้นสูงถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ต่อวัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงหมายความว่าด้วยหนี้โดยเฉลี่ย ๑๕๑,๙๗๓ บาทนั้น พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสกลนครมีภาระดอกเบี้ยสูงถึง ๓,๐๐๐ บาทต่อวัน ตัวเลขกลม ๆ ๓,๐๐๐ บาทต่อวัน คิดต่อเดือนก็คือ ๙๐,๐๐๐ บาทต่อเดือนจากเงินต้นหนี้เพียงแค่ ๑๕๑,๐๐๐ บาท มีภาระดอกเบี้ยเดือนละถึง ๙๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน แต่ในโครงการที่รัฐบาล ที่แล้วได้ทําไปในเรื่องของการแก้หนี้นอกระบบ เราได้โอนหนี้ส่วนนี้เข้ามาสู่ระบบการเป็นหนี้ ของธนาคารของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น ธ.ก.ส. หรือธนาคารออมสินก็ตาม โดยได้คิดอัตราดอกเบี้ย ประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ ความหมายก็คือจากภาระดอกเบี้ยของประชาชนที่ก่อนหน้านี้ มีหนี้นอกระบบมีภาระดอกเบี้ยถึง ๙๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ภาระนั้นลดลงเหลือเพียงแค่ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน ประหยัดเม็ดเงินของประชาชนที่ยากจนอยู่แล้ว เพราะจําเป็นต้อง กู้นอกระบบไม่สามารถกู้ยืมจากธนาคารได้ถึงเดือนละ ๗๕,๐๐๐ บาท นี่เป็นตัวเลขที่มีนัย มีความสําคัญต่อพี่น้องประชาชนอย่างมาก ดังนั้นวันนี้ผมจึงอยากที่จะเน้นนะครับว่า ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการที่กรุณานั่งฟังอยู่ ผมทราบว่าท่านรัฐมนตรีว่าการก็อยู่ในสภาแต่ไม่ได้ อยู่ในที่ประชุม ก็ขอให้รับฟังประเด็นนี้แล้วก็กลับไปปรับปรุงวิธีการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ของประชาชนตามที่ท่านได้กําลังดําเนินการอยู่ เพราะโครงการปัจจุบันของท่านนี่ ไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนที่เดือดร้อนจริง โครงการพักหนี้ของท่านนี่ เป็นโครงการพักหนี้ดี ความหมายก็คือเรากําลังใช้เงินงบประมาณผ่านภาระของทาง ธ.ก.ส. นั้นไปลดภาระให้กับผู้ที่เขาสามารถจะผ่อนชําระหนี้ของเขาได้อยู่แล้ว ไม่มีความจําเป็นเลย แน่นอนที่สุดใครได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้ก็ถือว่าคงมีความสุขดี แต่พี่น้องประชาชน ที่เดือดร้อนกว่าแม้แต่จะกู้จาก ธ.ก.ส. ก็ยังกู้ไม่ได้ ต้องไปกู้จากนายทุน จ่ายดอกเบี้ยวันละ ๒ เปอร์เซ็นต์ตามที่ได้มีการอภิปรายไป เขายังรอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอยู่ ผมอยากที่จะเน้นนะครับว่าเรามีหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรของประชาชนที่จะต้องเรียนรู้ จากกันและกัน ผมเองตอนที่เข้ามาช่วยกันออกแบบเรื่องของวิธีการช่วยพี่น้องประชาชน ที่มีภาระหนี้นอกระบบนั้นก็ไม่ได้คิดเองทั้งหมด เพราะรัฐบาลที่มีจุดเริ่มต้นในเรื่องนี้ก็คือ รัฐบาลพรรคไทยรักไทยเองในช่วงปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ ช่วงนั้นได้มีการขึ้นทะเบียนคนจน แล้วก็ปรากฏว่ามีประชาชนจํานวน ถ้าผมจําไม่ผิดประมาณ ๑,๗๐๐,๐๐๐ คน ขึ้นทะเบียน คนจนไว้ว่ามีปัญหาเรื่องหนี้และเป็นหนี้นอกระบบ ผมก็สนใจตั้งแต่วันนั้นแล้วก็ติดตาม การทํางานมาโดยตลอด ข้อเท็จจริงก็คือพบว่ารัฐบาลในยุคนั้นสามารถที่จะแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชน ๑,๗๐๐,๐๐๐ คนได้ไม่มาก โดยสรุปก็คือเป็นข้อมูลที่ท่านอยู่ที่ กระทรวงการคลังท่านก็ต้องทราบดี สามารถที่จะช่วยพี่น้องประชาชนได้เพียง ๘๐,๐๐๐ คน จาก ๑,๗๐๐,๐๐๐ คน ผมก็มาศึกษาว่าด้วยเหตุใด แล้วก็มาปรับปรุงวิธีการที่เราจะเข้ามา ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ทําให้ในยุคที่เราเป็นรัฐบาลขึ้นทะเบียนมีปัญหาหนี้นอกระบบ ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน เราสามารถที่จะช่วยเหลือประชาชนได้ถึง ๕๐๐,๐๐๐ คน ตรงนี้ผมก็อยาก ที่จะเรียนกับท่านว่าเมื่อผมพร้อมที่จะเรียนรู้จากรัฐบาลฝั่งท่านในอดีตที่เคยทํามาผมก็อยาก ให้ท่านพร้อมที่จะรับบทเรียน มีข้อบกพร่องครับ ไม่ใช่ไม่มีจากโครงการของเราที่ประชาชน ครึ่งล้านคนได้รับประโยชน์ไปแล้ว และนําไปสานต่อเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน จริง ๆ ผมต้องขอขอบคุณทางรัฐบาลด้วยนะครับ แล้วก็ผมเชื่อว่าท่านอนุรักษ์คงมีบทบาท ในฐานะกรรมาธิการในการช่วยผลักดัน เพราะเมื่อสักครู่ท่านก็พูดถึง ก็คือการจัดสรร งบประมาณผ่านทั้ง ธ.ก.ส. และผมหวังว่าธนาคารออมสินด้วยในโครงการหมอหนี้ แล้วก็ โครงการคลังในบ้าน ซึ่งก็เป็นโครงการที่ได้มีการเริ่มต้นในช่วงของรัฐบาลที่แล้ว เมื่อท่านเห็นว่า เป็นประโยชน์แล้วก็จัดสรรงบประมาณให้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะการให้ความรู้กับ พี่น้องประชาชนผ่านหมอหนี้ที่จะต้องมีในทุก ๆ หมู่บ้านทั่วประเทศนั้นเป็นปัจจัยสําคัญ ในการเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้เขาพลาดหลุดเข้าไปสู่วงจรการเป็นหนี้ โดยเฉพาะการเป็นหนี้นอกระบบ ในอนาคต แต่ผมก็ต้องขออนุญาตท้วงติงเม็ดเงินงบประมาณครับ ในส่วนของ ธ.ก.ส. ท่านได้ จัดวงเงินงบประมาณให้กับโครงการหมอหนี้ไว้ ๖๙ ล้านบาท แต่ว่าข้อตกลงก็คือรัฐบาล จะต้องช่วยชดเชยให้ ธ.ก.ส. ๖๐๐ บาทต่อคนต่อเดือนสําหรับทุก ๆ หมอหนี้ ที่ผ่านการฝึกอบรม ซึ่งถ้าคํานวณออกมาเท่ากับ ๖๙ ล้านบาทสามารถที่จะดูแลหมอหนี้ ได้เพียง ๙,๕๐๐ คน ในขณะที่ ธ.ก.ส. มีภาระหน้าที่ในการที่จะต้องดูแลให้ทุก ๆ หมู่บ้าน ที่ตัวเองดูแลอยู่คือ ๒๖,๐๐๐ หมู่บ้าน ต้องมีหมอหนี้อย่างน้อยหมู่บ้านละ ๑ คน เพราะฉะนั้นงบประมาณที่ท่านจัดสรรไปไม่เพียงพอครับ ควรจะต้องพิจารณาในการที่จะต้อง ใช้งบกลางของท่านนายกรัฐมนตรีในการที่จะจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กับโครงการนี้ ที่เป็นโครงการที่ดูเหมือนว่าทางรัฐบาลของท่าน และในอดีตรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ เห็นดีด้วย แล้วก็เห็นตรงกันว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน นั่นก็คือประเด็น ในเรื่องที่เกี่ยวกับหนี้ของชาวบ้านที่ผมอยากที่จะนําเสนอให้ท่านไปปรับปรุงการทํางาน แต่ในส่วนที่มีผลต่อประเทศชาติโดยรวมก็คือภาระหนี้สาธารณะ ท่านได้ตั้งงบประมาณ ในส่วนนี้ไว้ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถ้าคิดเป็นสัดส่วนของงบประมาณโดยรวม ๒.๔ ล้านล้านบาทนั้นถือว่าเป็นงบบริหารหนี้ที่ต่ํามาก ถ้าคํานวณออกมาก็คือเพียงแค่ ๖.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ปีที่แล้วและปีก่อน ๆ หน้านี้จะมีการตั้งงบประมาณที่เป็นงบบริหาร หนี้สาธารณะอยู่ในระดับประมาณ ๑๐-๑๒ เปอร์เซ็นต์มาโดยตลอด เพราะฉะนั้น ในเมื่อหนี้สาธารณะเราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และในปีนี้เป็นงบขาดดุลอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็หมายความว่าหนี้สาธารณะจะต้องเพิ่มขึ้นอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ท่านก็ควรที่จะ รักษาวินัยในทางการคลังในการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอในการที่จะลดตัวหนี้แล้วก็ รับภาระดอกเบี้ยที่จะต้องเกิดขึ้น ผมก็มีคําถามต่อทางท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านรองประธานคณะกรรมาธิการในเรื่องนี้เกี่ยวกับการตั้งงบส่วนนี้นะครับว่าท่านได้ เผื่อสํารองไว้เพียงพอสําหรับภาระดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๖ หรือไม่ แต่ผมตระหนักว่า ทางรัฐบาลมักจะอ้างว่าสาเหตุที่การจัดสรรงบประมาณบริหารหนี้ลดลงได้ก็เป็นเพราะฝีมือ ของรัฐบาลในการที่โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูออกไปให้กับแบงก์ชาติต้องเป็นผู้ดูแล ตรงนี้ก็เสมือน เท่ากับเป็นการโอนภาระดอกเบี้ยจากรัฐบาลไปสู่แบงก์ชาติประมาณปีละ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้อาจจะเป็นคําอธิบายของท่านที่ท่านเตรียมไว้ ที่จะชี้แจงว่าทําไมถึงได้จัดสรรเม็ดเงิน งบประมาณน้อยมากในการที่จะลดภาระหนี้ของประเทศในงบประมาณปี ๒๕๕๖ แต่ข้อเท็จจริงครับ มันไม่มีของฟรี การที่ท่านโอนหนี้ออกไป อันดับแรกหนี้นั้นก็ยังคงสภาพ เป็นหนี้สาธารณะอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ท่านได้โอนภาระดอกเบี้ยไปให้กับคนอื่น ทีนี้ ภาระดอกเบี้ยนั้นไปตกอยู่ที่ใคร สุดท้ายแล้วก็คือตกอยู่ที่พี่น้องประชาชน เพราะวิธีการ การชําระดอกเบี้ยส่วนนี้ของท่านก็คือท่านให้ไปหักจากค่าธรรมเนียมที่ธนาคารพาณิชย์ ในอดีตจ่ายให้กับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ในอดีตธนาคารพาณิชย์จะจ่ายเปอร์เซ็นต์ประมาณ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ของเงินฝากในระบบทั้งหมดให้กับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เพื่อสถาบันนี้ จะได้มีเงินทุนเพียงพอในการที่จะดูแลและค้ําประกันเงินฝากให้กับพี่น้องประชาชน ณ ปัจจุบันเม็ดเงินในสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีอยู่ไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เพียงพอ ต่อการดูแลเงินฝากของพี่น้องประชาชนที่มีมูลค่ากว่า ๖,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในระบบเงินฝาก ของไทย ดังนั้นการที่รัฐบาลตัดช่องที่มาของแหล่งทุนของสถาบันคุ้มครองเงินฝากนี้ ก็เท่ากับท่านกําลังลอยแพพี่น้องประชาชนที่เป็นผู้ออม ไม่มีหลักประกันในการคุ้มครองแต่อย่างใด และที่สําคัญความหมายที่แท้จริงก็คือในกรณีเผื่อว่าในอนาคตเกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ เกิดปัญหาสถาบันการเงินเหมือนที่เคยเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทยเมื่อสมัยปี ๒๕๓๙ ปี ๒๕๔๐ และกําลังเกิดขึ้นในกลุ่มประเทศยุโรป ภาระทั้งหมดนี้แทนที่จะตกเป็นภาระ ของสถาบันคุ้มครองเงินฝากตามกฎหมาย ก็จะกลับมาเป็นภาระของรัฐบาลโดยตรง เพราะรัฐบาล คงปล่อยให้พี่น้องประชาชนที่มีเงินออมต้องสูญเสียเงินออมที่ฝากไว้ในธนาคารไม่ได้ และเมื่อนโยบายของรัฐบาลดึงรายได้จากสถาบันคุ้มครองเงินฝากไปหมดแล้ว สุดท้ายก็มาเป็นภาระของรัฐบาล ซึ่งก็หมายความว่าเป็นภาระของพี่น้องประชาชนผู้เป็น ผู้เสียภาษีที่จะต้องรับภาระส่วนนี้ เพราะฉะนั้นตามที่ผมได้อภิปรายไปมันไม่มีของฟรี คราวนี้วกกลับมาในส่วนของงบประมาณที่ท่านตั้งไว้ในส่วนของการบริหารหนี้สาธารณะ ข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งก็คือภาระหนี้ที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๑๖ ที่มีนัยสําคัญนอกเหนือจาก การขาดดุลในงบประมาณ ก็คือภาระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมโดยรัฐบาลในโครงการตาม พ.ร.ก. กู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คือตาม พ.ร.ก. ระบุไว้ชัดว่ารัฐบาลจะต้องกู้ให้แล้วเสร็จ ภายในสิ้นเดือนมิถุนายนปี ๒๕๕๖ ทั้ง ๆ ที่ ณ วันนี้รัฐบาลไม่ได้มีความพร้อมเลยตามที่ ผมได้อภิปรายไปในมาตรา ๓ ในการที่จะใช้เงินส่วนนี้ ถึงแม้ว่าเคยอ้างไว้ต่อสภา อ้างไว้ต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ อ้างไว้ต่อหน้าพี่น้องประชาชนว่ามีความจําเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบใช้เงินนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้พี่น้องประชาชนต้องเดือดร้อนจากอุทกภัยอีกในปีนี้ แต่สุดท้ายแล้ว รัฐบาลก็ใช้เงินไม่ทัน แต่ประเด็นปัญหาก็คือกฎหมายผูกไว้ว่ารัฐบาลยังต้องกู้ยืมเงินอยู่ดี ทีนี้อะไรจะเกิดขึ้นครับ สิ้นเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ รัฐบาลกลัวไม่มีเงินใช้ก็จะต้องกู้ตาม พ.ร.ก. และกู้เต็มจํานวน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามนโยบายที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี เคยได้พูดไว้ เมื่อกู้มาเต็มจํานวนแต่ยังไม่สามารถใช้เลยแม้แต่บาทเดียวเพราะโครงการ ยังไม่พร้อม สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือภาระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นต่อประเทศที่เกิดขึ้นต่อ พี่น้องประชาชนในฐานะผู้เสียภาษี ถ้าคิดเฉลี่ยต้นทุนการกู้ยืมของกระทรวงการคลัง อยู่ที่ประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ความหมายก็คือภาระงบประมาณฟรี ๆ ที่เกิดขึ้น ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เป็นภาระต่อปี ๑๒,๐๐๐ ล้านบาททุก ๆ ปีจนกว่ารัฐบาลจะสามารถ ที่จะจัดสรรและใช้เงินนั้นตามเป้าหมายวัตถุประสงค์เดิมที่อ้างไว้ ตรงนี้เป็นการบริหารจัดการ ที่สะท้อนถึงการไร้วินัยทางการคลังโดยสิ้นเชิง เพราะผมได้อภิปรายไว้หลายครั้งแล้วว่า รัฐบาลควรที่จะกู้ยืมผ่านระบบงบประมาณตั้งแต่แรก ข้อเท็จจริงก็คือถ้ารัฐบาลเสนอที่จะ กู้ยืมเงินส่วนนี้ผ่านงบประมาณปี ๒๕๕๖ รัฐบาลก็กู้ยืมได้เกือบเต็มจํานวน และเมื่อกู้ยืมผ่าน งบประมาณ ข้อดีก็คือถ้ายังไม่มีการเบิกจ่าย สํานักบริหารหนี้สาธารณะก็ยังไม่จําเป็นต้องไป กู้ยืมเงิน ภาระดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นฟรี ๆ ก็จะไม่เกิด แต่รัฐบาลเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ระบบงบประมาณโดยการกู้ผ่าน พ.ร.ก. นอกเหนือจาก เป็นการตบตาประชาชน แล้วความจริงถึงขั้นพูดความเท็จในสภาแล้วว่าท่านพร้อมที่จะใช้ เงินนี้จริง ก็เป็นการสร้างภาระงบประมาณโดยไร้เหตุผลให้กับพี่น้องประชาชนด้วยอีกปีละ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเชื่อว่ารัฐบาลควรที่จะต้องทบทวน สาเหตุที่ ผมพูดอย่างนี้เพราะว่ามันมีวิธี ท่านรองนายกรัฐมนตรีเคยพูดไว้ในสภาแห่งนี้ เพราะผม ตั้งคําถามในการอภิปรายนโยบายตอนที่แถลงนโยบายของรัฐบาล ผมตั้งคําถามว่าเงื่อนไข ในการกู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทจะกู้อย่างไร เมื่อไร ท่านรองนายกรัฐมนตรีตอบว่า ยืนยันเลยว่าจะมีการกู้ยืมเฉพาะเมื่อมีความพร้อมที่จะใช้เงินเท่านั้น ความพร้อมที่จะใช้เงิน ตามภาษามนุษย์ทั่วไปที่เขาเข้าใจกันก็คือเมื่อมีภาระต้องเบิกจ่ายคือโครงการดําเนินการ ไปแล้วมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงจากการก่อสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่จะต้องมีการชี้แจงกัน อีกทีหนึ่ง และรัฐบาลก็มีความจําเป็นที่จะต้องกู้ยืมในจังหวะนั้นเพื่อมาชําระให้กับผู้รับเหมา หรือผู้ที่รับผิดชอบงานต่าง ๆ แต่ในกรณีของ พ.ร.ก. ฉบับนี้มันค่อนข้างชัดเจนแล้ว ณ วันนี้ว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ นั้นยังไม่มีความพร้อมในการที่ต้องใช้เงินนี้เลย จะใช้กับ โครงการอะไรก็ยังไม่ทราบเลย เพราะในช่วงนั้นผมเชื่อว่ายังเป็นช่วงที่ยังออกทีโออาร์อยู่เลย ยังอาจจะไม่มีความชัดเจนด้วยซ้ําไปว่าสุดท้ายแล้วจะเอาเงินไปทําอะไรบ้าง ดังนั้นที่ผมเสนอ ก็คือรัฐบาลควรที่จะพิจารณาว่าเมื่อถึงเวลาถ้ายังไม่พร้อมในการใช้เงินจริงอย่ากู้ครับ อย่ากู้มากองไว้เฉย ๆ เพราะเป็นภาระกับประชาชน ตอนสมัยที่รัฐบาลผมทํางบไทยเข้มแข็ง ผมอยากจะเรียนท่านรองประธานคณะกรรมาธิการ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการว่าเราได้ตัด งบประมาณส่วนที่เราใช้ไม่ทันออกไป สุดท้ายแล้วไม่ได้กู้เต็มวงเงินของ พ.ร.ก. ผมก็คิดว่า ท่านก็ไม่ควรที่จะกู้เช่นเดียวกันในกรณีที่ท่านไม่พร้อมที่จะใช้เงิน แล้วท่านควรจะทําอย่างไร แทนครับ สิ่งที่ท่านควรจะทําแทนก็คือท่านกลับมาขอเงินในระบบงบประมาณปกติทําได้ครับ และความจริงถ้าท่านเกิดพร้อมขึ้นมาในช่วงเดือนมิถุนายนก็อยู่ในช่วงที่ท่านกําลังจะต้อง ของบประมาณปี ๒๕๕๗ พอดี พอถึงช่วงประมาณเดือนกันยายนเงินนั้นก็จะพร้อมแล้ว ซึ่งก็ยังทันท่วงทีต่อการเบิกจ่ายในโครงการของท่านแน่นอน ผมยืนยันได้ว่าพร้อมแน่นอน เพราะฉะนั้นในส่วนนี้วิธีการทําเช่นนี้ก็จะทําให้กระบวนการมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ แล้วก็จะทําให้ประชาชาติไม่สิ้นเปลืองงบประมาณในส่วนของภาระดอกเบี้ยโดยไม่ได้ มีผลตอบแทนกลับคืนมา เพราะฉะนั้นโดยรวมผมก็อยากที่จะอภิปรายเพียงแค่ ๒ ประเด็นนี้ แต่เป็น ๒ ประเด็นที่มีความสําคัญ แล้วก็อยากที่จะเน้นว่ารัฐบาลขอให้ได้เรียนรู้จากกันและกัน หลาย ๆ รัฐบาลติดต่อกันมาเราต่างมีนโยบายที่แตกต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้าง แล้วก็จริง ๆ ภูมิความรู้ปัญญาที่มีที่สะสมกันมาควรที่จะนํามาใช้โดยไม่ได้คํานึงถึงเรื่องของหน้าตา แล้วก็ ในทั้ง ๒ เรื่องที่ผมได้กล่าวไปนั้นมีประสบการณ์กันเยอะ สามารถที่จะนําประสบการณ์เหล่านั้น มาใช้ให้เป็นประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนได้ แต่ ณ วันนี้ในส่วนของพี่น้องประชาชน ผมขอเรียนเป็นประเด็นสุดท้ายว่ารัฐบาลกําลังผลักคนจนไม่ว่าโดยเจตนาหรือไม่ก็แล้วแต่ ที่พรรคของท่านก็อ้างว่าเป็นฐานเสียงสําคัญของท่านให้ไม่มีทางเลือกนอกเหนือจากการเดิน เข้าไปสู่เขี้ยวเล็บของนายทุน ผ่านการกู้ยืมนอกระบบ เพราะฉะนั้นเรื่องนั้นท่านควรที่จะ รีบจัดการ ส่วนเรื่องของภาระที่กําลังจะเกิดขึ้นจาก พ.ร.ก. ที่สุดท้ายแล้วพิสูจน์แล้ว ไม่เร่งด่วนจริงท่านก็ควรที่จะทบทวนด้วย ขอบคุณครับ