เจิมมาศ จึงเลิศศิริ หารือเรื่องการปรับลดงบประมาณกระทรวงการคลังในปีนี้ เนื่องจากเห็นว่าการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลไม่โปร่งใส ไร้ธรรมาภิบาล และไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด เธอเรียกร้องให้รัฐบาลให้เงินเยียวยาช่วยเหลือประชาชนในหลายพื้นที่ที่บ้านเรือนเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม และสนับสนุนภาคผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่กำลังเผชิญปัญหาจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทและเศรษฐกิจซบเซา
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน เจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันได้แปรญัตติปรับลดงบประมาณของกระทรวงการคลังในปีนี้นะคะ ที่มีถึง ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาทลงร้อยละ ๑๐ ค่ะ เนื่องจากดิฉันเห็นว่าการจัดสรรงบประมาณ ของรัฐบาลนั้นไม่โปร่งใส ไร้ธรรมาภิบาล ๒ มาตรฐาน สร้างความแตกแยก แล้วก็ปล่อยให้ เกิดการโกงงบประมาณแผ่นดินค่ะ และที่สําคัญงบประมาณที่นําไปใช้นี่ไม่สามารถ แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน พวกเราคงจําภาพ ที่ประชาชนในหลายพื้นที่ต้องออกมาปิดถนนประท้วงเพื่อเรียกร้องเงินเยียวยาจากรัฐบาล ในการที่บ้านเรือนของเขาเสียหายจากเหตุการณ์น้ําท่วมในปลายปีที่ผ่านมานะคะ รัฐบาลเอง ก็รับปากว่าจะให้เงินเยียวยาช่วยเหลือเป็นหลักหมื่นบาทต่อครัวเรือน ตามความเสียหายจริง ที่เกิดขึ้น แต่งบประมาณที่ท่านส่งลงไปนั้นไม่ทั่วถึง ไม่เป็นธรรม ไม่โปร่งใสค่ะ หลายหลังคาเรือนที่บ้านเรือนเสียหายได้รับเงินชดเชยเพียงหลักร้อยเท่านั้นเองค่ะ นั่นเป็นเพียงความเดือดร้อนจากภาคครัวเรือนนะคะ ยังมีภาคผู้ประกอบการขนาดกลางและ ขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี (SME) ที่เขาได้รับความเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้เอสเอ็มอีเหล่านี้ก็คือ ผู้ประกอบการรายย่อย ๆ ที่เขามีเงินทุนน้อย ๆ มีรายได้น้อย ๆ กําไรน้อย ๆ แต่จํานวนเอสเอ็มอี ไม่น้อยทั่วประเทศ ๒,๙๐๐,๐๐๐ กว่ารายด้วยกัน เกือบ ๓,๐๐๐,๐๐๐ รายด้วยกันนะคะ ที่เป็นรากแก้ว รากฝอยของประเทศเราค่ะ แล้วก็ดิฉันเชื่อว่าเพื่อนสมาชิก ส.ส. ทุกท่าน เวลาไปลงพื้นที่เราก็ต้องไปพบปะประชาชน ไปถามสารทุกข์สุกดิบ ไปถามถึงปัญหา ความเดือดร้อน เป็นอย่างไรบ้างช่วงนี้ขายดีไหม และดิฉันเชื่อว่าคําตอบส่วนใหญ่จะตอบว่าขายไม่ดี เศรษฐกิจแย่ เงียบ ซบเซา ของก็แพง จะตายอยู่แล้วฝากไปบอกรัฐบาลหน่อย นี่คือเสียงสะท้อนซึ่งจะดังขึ้นเรื่อย ๆ จากผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีเหล่านี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่เขาจะต้องตายก่อน มีใครบ้าง กลุ่มเสี่ยงนั่นก็คือ กลุ่มสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม กลุ่มเอสเอ็มอีเครื่องหนัง รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ (Furniture) พลาสติก อัญมณี เครื่องใช้ไฟฟ้า ลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงรถเข็นค่ะ และแผงลอยก๋วยเตี๋ยว แล้วก็ข้าวแกงข้างถนน นี่ก็คือกลุ่มเอสเอ็มอีทั้งสิ้นที่หลายกลุ่ม กําลังจะตายทั้งเป็นเนื่องจากประสบปัญหา ๓ เด้งด้วยกันค่ะ ไม่เฉพาะแค่น้ําท่วมนะคะ น้ําท่วมนั่นคือเด้งที่ ๑ ค่ะ พิษเด้งที่ ๑ พิษจากน้ําท่วมที่รัฐบาลเอาไม่อยู่ เด้งที่ ๒ พิษจาก ค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท และเด้งที่ ๓ พิษจากเศรษฐกิจซบเซา การส่งออกมีแต่ทรงกับทรุด การส่งออกติดลบไม่เป็นไปตามเป้า ๓ เด้งนี้ทําให้เอสเอ็มอีกําลังจะตายทั้งเป็น เด้งที่ ๑ พิษจาก น้ําท่วมเมื่อปลายปีที่แล้วนะคะ รัฐบาลเอาไม่อยู่แล้วก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างที่ดิฉัน บอกไว้แล้วว่างบประมาณที่ลงไปก็ไม่ทั่วถึง ไม่เป็นธรรม ทําให้เกิดการประท้วงขึ้น เด้งที่ ๒ พิษจากค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาทที่รัฐบาลขึ้นอย่างก้าวกระโดด วันที่ ๑ เมษายน ปี ๒๕๕๕ ปีนี้ละค่ะที่ผ่านมา ๗ จังหวัดนําร่องที่จะต้องใช้นโยบายค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท ประกอบไปด้วย ๗ จังหวัด กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดภูเก็ต โดย ๗ จังหวัดเหล่านี้ อัตราค่าแรงขั้นต่ําเดิมประมาณ ๒๑๕ บาท และเมื่อปรับค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท แล้วทําให้ผู้ประกอบการต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ๘๕ บาทต่อวัน ยกเว้นจังหวัดภูเก็ต ที่มีค่าแรงขั้นต่ําเดิม ๒๒๑ บาท พอมาเป็น ๓๐๐ บาทผู้ประกอบการจ่ายเพิ่มขึ้นวันละ ๗๙ บาท และไม่เฉพาะการเชือดครั้งแรก ๗ จังหวัดนําร่องวันที่ ๑ มกราคม ปี ๒๕๕๖ ที่จะถึงนี้ เอสเอ็มอีทั่วประเทศจะต้องแบกรับภาระค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาททั่วประเทศ ทั้งหมดนี้ทําให้ต้นทุนหายกําไรหดผู้ประกอบการจะอยู่ได้อย่างไรล่ะคะ แล้วก็ดิฉันมีข้อมูลที่ สอดคล้องจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เขาบอกว่าพบผู้ประกอบการร้อยละ ๖๘.๕ ได้รับผลกระทบหนัก และมีถึงร้อยละ ๑๖.๙ ที่อาจจะปิดโรงงาน ดังนั้นการล้มละลาย หรือปิดกิจการอาจเป็นคลื่นระลอก ๒ ที่เกิดขึ้นจากการขึ้นค่าแรงโดยเฉพาะกิจการเอสเอ็มอี ที่มีสายป่านสั้น การแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแต่มีเวลาปรับตัวน้อย เมื่อไม่สามารถ ลดต้นทุนด้านอื่น ๆ ได้อีกแล้ว ทางออกสุดท้ายคงไม่พ้นการปิดกิจการ ผลกระทบที่ตามมา หลังจากนั้นคือการเลิกจ้างแรงงานค่ะ นอกจากเลิกจ้างแรงงานแล้วก็ยังมีภาวะเงินเฟ้อและ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ดิฉันได้รับเสียงสะท้อนจากผู้ใช้แรงงานเองรายหนึ่งเขาบอกว่า เขามีรายได้ที่รัฐบาลปรับค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท เขามีรายได้เพิ่มขึ้นวันละ ๗๐ บาท ๘๐ บาท แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวค่ะ ของแพงมากขึ้นแล้วรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่สามารถที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในแต่ละวันของเขาได้เลย นั่นก็คือสภาวะเงินเฟ้อนะคะ นอกจากเสียงสะท้อนจากผู้ใช้แรงงานหรือลูกจ้างเองแล้วดิฉันมีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ รายหนึ่งนะคะ ท่านนี้ท่านให้สัมภาษณ์ออกสื่อแล้วดิฉันก็ได้เก็บข้อมูลมา ซึ่งข้อคิดของเขาน่าสนใจมาก ผู้ประกอบการรายนี้บอกว่าอย่างไรนะคะ เขาบอกว่านโยบายค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาทนี่ เป็นนโยบายหาเสียงของรัฐบาล แต่รัฐบาลไม่ต้องควักสักบาทหนึ่งที่จะมาจ่าย แต่ผู้ที่จะต้อง จ่ายสตางค์ก็คือนายจ้างหรือผู้ประกอบการ เขาบอกว่าตรงนี้มันถูกต้องแล้วหรือคะ มันยุติธรรมแล้วหรือคะ ดิฉันว่าเขาก็พูดถูกนะคะ มันเป็นแง่มุมที่เราอาจจะไม่ได้คิดถึงว่า เขาต้องเป็นผู้แบกรับภาระ แล้วความเสียหายก็เกิดกับผู้ประกอบการ แต่รัฐบาลบอกว่า อย่างไรรู้ไหมคะ บอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวเราจะมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยา เราจะมีเบาะ รองรับแรงกระแทกที่เกิดจากค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท นั่นก็คือมาตรการลดภาษีรายได้ นิติบุคคล แต่ก่อนจะลดภาษีรายได้นิติบุคคลคุณจะต้องมีกําไรก่อนใช่ไหมคะ คุณจะต้อง มีรายได้ก่อน แต่ว่าธุรกิจเหล่านี้เมื่อต้นทุนเขาเพิ่มเขาเจ๊งก่อนค่ะ เขาเจ๊งก่อนที่ท่านจะไป ช่วยเขาได้ ที่จะไปลดภาษีเขาได้ เพราะฉะนั้นมาตรการนี้ช่วยอะไรไม่ได้ แต่ทางที่สวนทางกัน ขณะนี้รัฐบาลขูดรีดภาษีประชาชนเพิ่มมากขึ้น แม้แต่ร้านขายก๋วยเตี๋ยวยังต้องนับ ชามก๋วยเตี๋ยวในการคิดภาษีเลยนะคะแล้วบอกว่าจะช่วยเขาได้อย่างไร นี่คือพิษจากค่าแรง ขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท ยังไม่หมดค่ะ เด้งที่ ๓ เด้งที่พิษเกิดจากเศรษฐกิจซบเซา การส่งออกมีแต่ ทรงกับทรุด ยอดส่งออกลดลงแล้วก็โรงงานแทบจะไม่มีใบสั่งการผลิต แทบจะไม่มีใบสั่งซื้อ จากผู้ส่งออกหรือผู้นําเข้า ในปีนี้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะเติบโตร้อยละ ๓.๔ ถึงร้อยละ ๓.๘ และในเศรษฐกิจของเอเชียเองมีแนวโน้มที่ผู้นําอย่างประเทศจีนและประเทศอินเดียนี่ตอนนี้ ส่งสัญญาณว่าอ่อนแรงลง แล้วก็หนี้ยุโรปที่เคยเป็นวิกฤติตอนนี้กลับมาเป็นวิกฤติซ้ํา อีกครั้งหนึ่ง เป็นวิกฤติระลอกใหม่ให้กับเศรษฐกิจโลก นั่นก็คือการส่งสัญญาณโดยตรงมายัง ประเทศไทยว่าขณะนี้ชัดเจนที่สุดแล้วว่าอัตราการขยายตัวของการส่งออกใน ๔ เดือนแรก ของประเทศเรานั้นลดลงร้อยละ ๓.๘๖ และในขณะที่เราต้องพึ่งพาการส่งออกถึงร้อยละ ๗๐ ของรายได้ประชาชาติ เราจะอยู่ได้อย่างไรล่ะคะ ทั้ง ๓ เด้งนี้ก็คือผลกระทบที่ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีกําลังเดือดร้อนอย่างมาก แล้วรัฐบาลเองดิฉันก็เห็นรัฐบาลหลายเดือนที่แล้ว ท่านไม่ได้นิ่งนอนใจ ท่านพยายามหามาตรการหลายมาตรการด้วยกันที่จะมาช่วยเหลือ เอสเอ็มอีเหล่านี้ โดยที่ท่านบอกว่าท่านจะให้ยาแรง แต่ยาแรงของท่านนั้นทราบไหมว่า มันออกฤทธิ์เพียงอ่อน ๆ เท่านั้น แล้วท่านก็ไม่เคยหันกลับไปดูว่ายาแรงที่ท่านให้กับคนไข้นั้น เขาสามารถที่จะรักษาได้ผลหรือไม่ เพราะว่ารัฐบาลหลายเดือนที่ผ่านมาก็ปล่อยเกียร์ว่างมาตลอด ดิฉันคิดว่ารัฐบาลควรจะต้องมีโครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี้ เช่น การปรับโครงสร้างธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ําอย่างขั้นบันได และมีเวลาให้ผู้ประกอบการได้ปรับตัวเองได้ ไม่ใช่ขึ้นแบบก้าวกระโดดเช่นนี้ การเข้าถึง แหล่งเงินกู้ได้ง่าย มาตรการช่วยเหลือด้านการตลาด การเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจเอสเอ็มอี เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กําลังจะมาถึงอีก ๓ ปีข้างหน้า และการแข่งขันจะต้อง รุนแรงมากยิ่งขึ้น รัฐบาลควรจะให้ทุนวิจัยค้นคว้าให้เอสเอ็มอีเขาสามารถเติบโต ด้วยตัวเขาเองได้อย่างเข้มแข็ง นี่คือข้อเสนอแนะของดิฉัน แต่ว่าดิฉันดูแล้วนโยบายแต่ละนโยบายที่รัฐบาลช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ออกมาทําให้อาการ ของเอสเอ็มอีสาหัสมากยิ่งขึ้นนะคะ ดิฉันยกตัวอย่างนโยบายลงทุนประสานงาเป็นอย่างไร นโยบายลงทุนประสานงา การที่กระทรวงการคลังพยายามที่จะส่งเสริมนักลงทุนของประเทศไทย ไปลงทุนนอกประเทศ แต่โรดแมพ (Roadmap) ของการส่งเสริมการลงทุนนอกประเทศนั้น ยังไม่ชัดเจนเป็นชิ้นเป็นอันเลยจนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมที่เน้นการรองรับ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนใน ๓ ปีข้างหน้า แล้วดิฉันบอกแล้วว่าเมื่อถึงเวลานั้น การแข่งขันจะต้องรุนแรงมากยิ่งขึ้น นักธุรกิจต่างประเทศจะต้องทะลักเข้ามาลงทุน ในประเทศไทย แล้วผู้ประกอบการหรือนักลงทุนเอสเอ็มอีของเราที่มีสายป่านน้อย ที่มีทุนน้อย แล้วก็มีเทคโนโลยีด้อยกว่าเขานี่ได้รับผลกระทบแน่นอน ส่วนนักลงทุนเอสเอ็มอีของเราเอง จะอยู่ในประเทศนั้นก็คงไม่ได้แล้วเพราะค่าแรงเราแพง ก็จะต้องไปหาประเทศที่มีค่าแรง ถูกกว่าเรา เช่น ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศเวียดนาม ประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา เหล่านี้ เพราะว่าเขามีธุรกิจบางธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นกลุ่มเสี่ยงที่เขาใช้แรงงานเยอะ อย่างเช่น ธุรกิจสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณี เหล่านี้เขาจะต้องออกไปนอกประเทศเพื่อหาแหล่งแรงงานที่ถูกกว่า เพื่อที่เขาจะได้ รักษาอํานาจการแข่งขันของเขาแล้วก็ความอยู่รอดของตนเอง เมื่อเป็นเช่นนี้เอสเอ็มอีของไทย มีความจําเป็นที่จะต้องออกไปแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ แล้ว กระทรวงการคลังก็ได้จับมือร่วมกับ กระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อลดการจัดเก็บภาษีรายได้นิติบุคคลที่ซ้ําซ้อน ซ้ําซ้อนอย่างไรคะ เมื่อนักธุรกิจเอสเอ็มอีของเราไปลงทุนต่างประเทศ เราลงทุนประเทศไหนเราก็ต้องเสียภาษี นิติบุคคลให้กับประเทศนั้น และเมื่อเราลงทุนแล้วเราได้กําไรมีรายได้ขึ้นมานี่จะนํากลับเข้าสู่ ประเทศไทยเราต้องมาเสียภาษีอีกครั้งหนึ่งเกี่ยวกับภาษีรายได้ที่จะนําเข้าประเทศ นี่คือภาษีซ้ําซ้อน นักธุรกิจลงทุนเอสเอ็มอีเองเคยที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลยกเว้นภาษีตัวนี้ แต่ท่านทราบไหมคะว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ท่านออกมาดับฝันของนักลงทุน เอสเอ็มอีอย่างไร ท่านให้สัมภาษณ์ว่าไม่เห็นด้วยค่ะ ท่านบอกว่าการยกเว้นภาษีดังกล่าวนี้ เป็นช่องทางการเลี่ยงภาษี และอีกอย่างหนึ่งที่ท่านบอกก็คือว่าการไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อหาแหล่งเงินทุน แหล่งแรงงานราคาถูก แต่ต้องมาเสียภาษีซ้ําซ้อน เมื่อหักลบกันแล้ว ก็ไม่คุ้มกัน ดิฉันถามว่ากระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลังอุตส่าห์จับมือกัน เพื่อส่งเสริมให้นักธุรกิจเอสเอ็มอีรายย่อยของเราออกไปนอกประเทศเพื่อไปหา แหล่งแรงงานราคาถูก แต่ท่านรัฐมนตรีเอง ท่านรองนายกรัฐมนตรีเอง ท่านกลับไม่เห็นด้วย ดิฉันถามว่าอย่างนี้เราเรียกว่านโยบายประสานงาดีไหมคะ ซึ่งทําให้นักลงทุนเอสเอ็มอีของเรา อาการสาหัสมากยิ่งขึ้น ยังไม่หมดนะคะ ยังมีมาตรการที่พวกเขาพยายามที่จะได้รับ ความช่วยเหลือจากภาครัฐค่ะ รัฐก็พยายามช่วยนะคะ รัฐบาลมีมาตรการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ํา หรือว่าซอฟต์ โลน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าปล่อยกู้ไปจริง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ไม่ถึงร้อยละ ๑ ของ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เนื่องจากติดเงื่อนไขมากมาย อาทิเช่น ธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยซอฟต์ โลน ก็ขอคิดค่าธรรมเนียมเพิ่ม ตรงนี้รัฐบาลก็ไม่เข้าไปดูแล คุณสมบัติของผู้กู้ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของธนาคาร ผู้กู้ไม่มีหลักทรัพย์ ผู้กู้ไม่มีผู้ค้ําประกันก็กู้ไม่ได้ ธนาคารปล่อยกู้แต่รายใหญ่ ๆ แล้วก็บอกว่างบหมดแล้ว อันนี้ ๒ มาตรฐานไหมคะ ปัญหาเหล่านี้ทําให้เอสเอ็มอีรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็ต้อง หันไปหาเงินกู้นอกระบบ เป็นหนี้นอกระบบ ไปหยิบยืมญาติบ้าง ไปเปียแชร์บ้าง เอาทรัพย์สินไปจํานําบ้าง ไปขายบ้าง แล้วดอกเบี้ยล่ะคะดอกเบี้ยสูง เมื่อเป็นเช่นนั้น กําไรก็ไม่พอจ่ายทรัพย์สินก็ถูกยึด นี่ค่ะความเดือดร้อนที่เอสเอ็มอีกําลังได้รับ ดิฉันถามว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ท่านเข้าใจความรู้สึกของเอสเอ็มอีบ้างไหมคะ อันนี้เขาฝากมาถามท่านค่ะยังไม่หมดค่ะ อีกมาตรการหนึ่งที่รัฐให้งบประมาณ งบประมาณแทบทุกกระทรวงจะต้องมีงบฝึกอบรม รวมแล้วประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดิฉันเห็นแล้วว่าเงิน ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่เวลาเรามาอบรมแต่ละปีได้เพียงเป็นหลักหมื่นราย เท่านั้นค่ะ มันไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไปเลย แล้วก็การฝึกอบรมแต่ละครั้งนี่ ก็เป็นการฝึกอบรมความรู้ทั่วไป แต่เอสเอ็มอีบางครั้งถ้าเป็นธุรกิจเฉพาะท่านทราบไหมว่า ท่านควรจะอบรมแบบเฉพาะให้กับเขา เขาต้องการเทคโนโลยี ต้องการความรู้เพื่อที่เขา จะไปแข่งขันกับต่างประเทศต้องอบรมเขาแบบเฉพาะ แต่เราก็อบรมแบบธรรมดาทั่วไป ซึ่งมันก็เสียเงินเปล่า ธุรกิจเฉพาะเหล่านี้เขาก็จะต้องเป็นกลุ่มเสี่ยงด้วย กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ ที่ดิฉันได้กล่าวไปแล้ว อย่างเช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ เครื่องหนัง พลาสติก อัญมณี เครื่องใช้ไฟฟ้านี่ แล้วก็กลุ่มท่องเที่ยวและบริการด้วย ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งกลุ่มที่จะต้อง แข่งขันกับสินค้านําเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ทะลักมาจากประเทศจีน เรามีหน่วยงาน ที่ไปตรวจสอบดูแลมาตรฐานสินค้าไหม ทําให้การแข่งขันนี้เป็นธรรม การแข่งขันเสรีนั้นใช่ แต่ว่าควรจะต้องเป็นธรรมด้วย เราก็ต้องมีการไปตรวจสอบมาตรฐานสินค้า แล้วก็เมื่อรัฐบาล ใช้งบประมาณการฝึกอบรมอย่างไม่มีเป้าหมายชัดเจนแล้วนี่ก็ถือว่าไม่สามารถช่วยเหลือ เอสเอ็มอีที่อยู่ในอาการสาหัสและร่อแร่ได้เลย ดิฉันมีข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทยประเมินว่าเอสเอ็มอีที่มีอยู่กว่า ๒,๙๐๐,๐๐๐ รายทั่วประเทศนั้น ลําพังการขึ้นค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาทก็อาจจะต้องมีเอสเอ็มอีที่ล้มหายตายจากไปนับแสนราย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ดิฉันได้กล่าวไว้แล้วว่ากลุ่มเสี่ยงเหล่านี้เพราะอะไร เพราะเขาต้องพึ่งพา แรงงานเป็นต้นทุนหลักในการผลิต นี่คือข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย อีกหน่วยงานหนึ่งข้อมูลจากสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ระบุว่ากลุ่มเอสเอ็มอีสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง รองเท้า กลุ่มเหล่านี้ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมาก นั่นหมายความว่ากลุ่มเหล่านี้ต้องตายก่อนจากพิษเศรษฐกิจ และนโยบายที่ล้มเหลว แทนที่จะรีบหามาตรการช่วยเหลือให้ตรงจุดรัฐบาลยังไปซ้ําเติม ด้วยพิษการเมือง การที่รัฐบาลพยายามทําอะไรเพียงให้กับคนกลุ่มเล็ก ๆ แต่ไม่คํานึงถึง ประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ นี่คือข้อมูลจากสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ปัญหาของเอสเอ็มอียังเป็นประเด็นร้อนที่รัฐบาลจะต้องรีบแก้ไขซึ่งพวกเขา กําลังรอคอยอยู่ แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะถูกลืมค่ะ ไม่มีรัฐมนตรีที่รับผิดชอบโดยตรง ไม่มีเจ้าภาพอย่างจริงจัง แล้วก็ตอนแรกดูเหมือนรัฐบาลจะใส่ใจ มีการจัดประชุมกัน หลายครั้ง แต่ว่าทําไปทํามาก็เหมือนมวยล้มต้มคนดูค่ะ งานนี้จะเผาจริงหรือเผาหลอกเมื่อไร ไม่ทราบนะคะ แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้ต้องขุดหลุมฝังเอสเอ็มอีนับหมื่นนับแสนราย ท่านประธานคะ หลักเกณฑ์สําคัญในการจัดทํางบประมาณก็คือ ความโปร่งใส ประหยัด คุ้มค่า คํานึงถึง ประสิทธิภาพของการใช้เงินให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน เพื่อเพิ่ม ขีดความสามารถของประเทศในการแข่งขันกับต่างประเทศเป็นสําคัญ แต่เมื่อดิฉันพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจําปีนี้แล้วดิฉันรู้สึกผิดหวังค่ะ เพราะว่า การบริหารงบประมาณมีพฤติกรรมไม่โปร่งใส ไร้ธรรมาภิบาล ๒ มาตรฐาน สร้างความแตกแยก ในลักษณะพวกเอ็ง พวกข้า ปล่อยให้เกิดมีการโกงงบประมาณแผ่นดิน เก่งแต่กู้ ดีแต่โม้ ไม่มีผลงาน พูดสัญญาอะไรก็ทําไม่ได้ ยิ่งบริหารยิ่งเละ ไม่มีวินัยในการเงิน การคลัง ล้มเหลว ท่านนายกรัฐมนตรีไปที่ไหนท่านก็แจกดะ ท่านประกาศว่าจะให้โน่นจะให้นี่ จะทําโน่นจะทํานี่ แต่จริง ๆ แล้วคํามั่นสัญญาของท่านนั้นถูกบรรจุอยู่ในงบประมาณปีนี้ไม่ถึง ๑ ใน ๕ ของคํามั่นสัญญาเท่านั้น ดิฉันเห็นว่าการใช้จ่ายงบประมาณไม่มีประสิทธิภาพและ ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง ดิฉันจึงขอตัดงบประมาณของกระทรวงการคลังดังกล่าวค่ะ