สรรเสริญ วิจารณ์แบงก์ชาติ เน้นเงินเฟ้อ ขัดแย้งองค์กรอิสระ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๕

สรรเสริญ สมะลาภา อภิปรายมาตรา ๗ งบประมาณกระทรวงการคลัง โดยคัดค้านการแทรกแซงแบงก์ชาติซึ่งส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ และวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ขัดแย้งกับแบงก์ชาติผ่านสื่อสาธารณะ สรรเสริญ สมะลาภา วิจารณ์นโยบายแบงก์ชาติที่เน้นเงินเฟ้อ ขัดแย้งกับหน้าที่องค์กรอิสระ และชี้ปัญหาเศรษฐกิจเกิดจากการส่งออกข้าวและยางพาราลดลง

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมเองจะขอเวลาไม่มากหรอกครับที่จะอภิปรายมาตรา ๗ ซึ่งเป็นงบประมาณ ของกระทรวงการคลัง สาเหตุที่ผมต้องขอเสนอตัดงบประมาณของกระทรวงการคลัง ก็เพราะว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้มีข่าวที่ไม่พึงประสงค์ ก็คือว่ามีความพยายามของรัฐบาลที่จะเข้ามา แทรกแซงการทํางานของแบงก์ชาติ ที่จริงการใช้เงินในระบบเศรษฐกิจจากองค์กรภาครัฐ ของเรามีด้วยกัน ๒ องค์กรหลัก ก็คือรัฐบาลเองใช้เงินตามนโยบายของรัฐบาล แล้วก็ อีกองค์กรหนึ่งก็เป็นแบงก์ชาติใช้เงินตามนโยบายของแบงก์ชาติ ซึ่งต้องเป็นนโยบาย ที่เป็นอิสระ ถ้าหากว่ารัฐบาลแทรกแซงการทํางานของแบงก์ชาติได้สําเร็จให้แบงก์ชาติ ปล่อยเงินออกมามาก ความจําเป็นใช้เงินของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ย่อมที่จะน้อยลง แล้วก็หมายถึงว่าระดับการกู้ของรัฐบาลก็น้อยลง ก็เป็นเหตุเป็นผลที่จะทําให้งบชําระหนี้ เงินกู้ที่ตั้งไว้ที่กระทรวงการคลังลดลงไปด้วย อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่ผมได้นําเสนอ แล้วก็ได้เสนอ ให้ตัดงบของกระทรวงการคลังลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ฟังอย่างนี้เผิน ๆ ก็อาจจะ มีความคิด บางทีหลายท่านฟังก็บอก เอ๊ะ ก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน เพราะว่าถ้ารัฐบาล แทรกแซงแบงก์ชาติได้สําเร็จก็ไม่ต้องเสียงบประมาณมาชําระหนี้เงินกู้ ฟังเผิน ๆ ก็เหมือนดีครับ แต่ว่าแท้ที่จริงแล้วจากประวัติศาสตร์หรือจากประสบการณ์ที่ผ่านมาทั่วโลก การแทรกแซงการทํางานของแบงก์ชาติจะมีผลเสียตามมาอย่างมหาศาล ที่ผ่านมาสําหรับ รัฐบาลชุดนี้มีการแทรกแซงแบงก์ชาติมาอย่างต่อเนื่อง เข้ามายุคแรก ๆ ก็มีข่าวของการจะนํา เงินทุนสํารองระหว่างประเทศไปจัดตั้งเป็นกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน รบกันอยู่นานครับ รบกันระหว่างรัฐบาลกับแบงก์ชาติในที่สุดรัฐบาลก็พับแผนนี้ไป ระลอก ๒ มาอีกก็จะมี ในเรื่องของการนําเงินทุนสํารองระหว่างประเทศไปใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงิน จริง ๆ เรื่องนี้มีการประชุมกันหลายรอบนะครับ และสําหรับท่านที่ ติดตามข่าวก็จะมีการประชุมระหว่างท่านกิตติรัตน์ซึ่ง ณ ขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี ท่านธีระชัยขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วก็มีท่านผู้ว่าการแบงก์ชาติ ประชุมกันหลายรอบครับ ท่านธีระชัยเองท่านรับปากกับผมในสภาแห่งนี้ ในการอภิปราย งบประมาณของปีที่แล้ววาระที่สองว่าท่านจะไม่มีการพิมพ์แบงก์ออกมาเด็ดขาด ท่านกิตติรัตน์ ก็ให้สัมภาษณ์บอกว่าการแก้ไขปัญหาหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงินนี้จะไม่แตะเงินทุนสํารองระหว่างประเทศ แต่ผลออกมาเป็นอย่างไร ผลออกมาเป็นตรงกันข้ามครับ เพราะว่าร่าง พ.ร.ก. ที่เสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ฉบับแรกนั้นปรากฏว่ายังมีมาตรามาตราหนึ่งก็คือมาตรา ๗ วรรคสาม ซึ่งให้อํานาจรัฐบาล ที่จะโอนทั้งเงิน ทั้งทรัพย์สินของแบงก์ชาติออกมาใช้ ถึงเวลานั้นก็มีการทักท้วงกัน อีกรอบหนึ่ง โดยทั้งฝ่ายค้านก็ดี หรือนักวิชาการก็ดี หรือว่าทางแบงก์ชาติเองก็ดี ในที่สุดรัฐบาลก็ถอดมาตรานั้นออกจากร่าง พ.ร.ก. ที่จริงผมขอเรียนอย่างนี้นะครับ ความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างรัฐบาลกับแบงก์ชาติจริง ๆ มีทุกยุคทุกสมัยละครับ สมัยท่านอภิสิทธิ์เองก็มีครับ แต่ว่าเมื่อความเห็นไม่ตรงกันเราก็นั่งคุยกัน พอนั่งคุยกันเสร็จ เมื่อตกผลึกความเห็นแล้วเราค่อยแถลงแล้วออกมาในทิศทางเดียวกัน อันนั้นเป็นเรื่องปกติ ของการทํางาน ต่างกับรัฐบาลชุดนี้ครับเห็นต่างกันทีไรก็จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อ โดยใช้สื่อสาธารณะแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างตัวรัฐบาลเองหรือตัวแบงก์ชาติเอง ซึ่งต้องยอมรับนะครับว่าไม่เป็นข่าวอันพึงประสงค์ ทําให้เกิดความสับสน และแน่นอนที่สุด สูญเสียความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของประเทศ มีหลายครั้งครับที่รัฐบาลนี้ทําอย่างนี้ แล้วก็ครั้งนี้ครั้งล่าสุดนําโดย ๒ ท่านหลักด้วยกัน ท่านหนึ่งก็คือท่านวีรพงษ์ รามางกูร ผมต้องขออนุญาตเอ่ยนาม แต่ว่าท่านไม่เสียหายหรอกครับ เพราะว่าสิ่งที่ท่านพูดออกมานั้น ท่านพูดจริง ๆ ท่านเองมีตําแหน่ง ๒ ตําแหน่งด้วยกัน ตําแหน่งแรกคือประธาน กยอ. ก็คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ ซึ่งอันนี้เป็นตําแหน่งในรัฐบาล เป็นตําแหน่งที่มีมาก่อนครับ อีกตําแหน่งหนึ่งที่ท่านเพิ่งได้เร็ว ๆ นี้ก็คือประธานกรรมการ ของแบงก์ชาติซึ่งได้ทีหลัง สิ่งที่ท่านพูดก็เป็นอย่างนี้ครับ ที่ผมเรียนว่าท่านไม่เสียหาย เพราะว่าท่านได้พูดออกมาจริง ๆ ก็คือว่าหน้าที่ของแบงก์ชาตินั้น ณ เวลานี้ไม่ควรจะดูเรื่อง อัตราเงินเฟ้อแล้ว ควรจะหันมาดูในเรื่องของการสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ และควรจะมาดูแลเรื่องค่าเงินบาท อันนั้นท่านพูดครับ ท่านที่ ๒ ที่ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน เทียบกันได้ว่าวันเดียวกันแต่คนละเวลาก็คือท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง ท่านเป็น รองนายกรัฐมนตรี แล้วก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ณ เวลานี้ ท่านพูดว่าอย่างไรครับ ท่านพูดว่าอยากเห็นแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยจาก ๓ เปอร์เซ็นต์เป็น ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ และสิ่งที่ยืนยันว่าท่านเห็นด้วยกับท่านวีรพงษ์นั้นท่านได้พูดอีกประโยคหนึ่งครับ ท่านบอกว่า ภาวนาว่าท่านวีรพงษ์จะสามารถส่งผ่านความคิดของการดําเนินนโยบายการเงินไปยังแบงก์ชาติได้ อันนี้ผมถือว่าเป็นการยืนยันคําพูดของท่านวีรพงษ์ และผมคิดว่า ๒ ท่านนี้คิดไปในทางเดียวกัน

สิ่งที่ ๒ ท่านพูดมาก็สรุปออกมาได้เป็น ๓ เรื่อง คือสิ่งที่รัฐบาลอยากจะเห็น ก็คือ ๑. การขยายตัวของเศรษฐกิจ ๒. การดูแลค่าเงินบาท แล้วก็ ๓. การลดดอกเบี้ย สิ่งที่รัฐบาลไม่อยากเห็นจากแบงก์ชาติก็คือการดูแลเงินเฟ้อครับ นี่มันผิดหลัก ไปกันคนละด้าน กับการดําเนินงานที่เป็นหน้าที่ขององค์กรอิสระที่ควรจะทําสําหรับเศรษฐกิจของประเทศไทย องค์กรทางด้านเศรษฐกิจที่จริงเราพูดกันก็จะดูแลไปคนละด้าน รัฐบาลเองแน่นอนที่สุด อยากเห็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ผมไม่ตําหนิหรอกครับ รัฐบาลชุดไหนก็อยากเห็นอย่างนี้ ที่ผ่าน ๆ มาก็อยากจะให้เศรษฐกิจขยายตัว เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าการขยายตัว ของเศรษฐกิจนั้นหมายถึงคะแนนเสียงที่จะตามมาในอนาคต เป็นเรื่องปกติครับ ส่วนแบงก์ชาติเองก็เป็นเรื่องปกติอีกเช่นกันว่าจะต้องดูแลในเรื่องของเสถียรภาพ แล้วก็ระดับราคาหรือที่เรียกว่าอัตราเงินเฟ้อเพื่อให้มั่นใจว่าระบบเศรษฐกิจของเรา จะไม่มีอะไรผิดปกติ ๑๒ ปีที่ผ่านมาในเรื่องการใช้กรอบเงินเฟ้อ เริ่มมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๔๓ ผ่านมา ๑๒ ปีแล้วผมคิดว่าแบงก์ชาติของเราก็ดูแลในเรื่องนี้กันได้อย่างดีนะครับ เพราะว่า ๑๒ ปีที่ผ่านมาก็บ่งบอกแล้วว่าไม่มีวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นในประเทศไทย แม้ว่าจะมีวิกฤติจากเมืองนอกหลายต่อหลายครั้งเข้ามากระทบ เพราะฉะนั้นบทสรุปก็คือ หน้าที่ของแต่ละฝ่ายต้องชัดครับ ฝ่ายไหนดูแลอะไร ไม่ใช่ว่าจะพยายามปรับเปลี่ยน ฝ่ายที่ดูแลเสถียรภาพมาให้เป็นการดูแลในเรื่องของการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ ในทางเศรษฐศาสตร์เขามีคําเปรียบเปรย เขาเปรียบเปรยเหมือนกับว่าถ้าเราเลี้ยงลูกนี่ การเลี้ยงให้โตเร็ว ให้สวย ให้หล่อจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล โตเร็ว สวย หล่อ ออกไปคนก็ชมครับ ก็เป็นหน้าเป็นตาของรัฐบาล รัฐบาลก็ได้คะแนนเสียง ส่วนการดูแลลูกไม่ให้เจ็บไม่ให้ป่วย อันนั้นเป็นหน้าที่ของแบงก์ชาติ ซึ่งจะต้องคอยประคับประคองครับว่านอกจากจะโตเร็วแล้ว ออกไปหน้าตาดี สวย หล่อแล้ว ต้องไม่ให้เจ็บไม่ให้ป่วย มีสุขภาพที่แข็งแรงด้วย แต่สิ่งที่รัฐบาลจะทําก็คือพยายามจะปรับเปลี่ยนหน้าที่ของแบงก์ชาติให้มาดูแลในเรื่องของ การให้เด็กโตเร็วแทน แล้วถ้าเกิดว่าป่วยขึ้นมาองค์กรไหนล่ะครับจะเป็นคนมาดูแลเรื่องนี้ ที่ผมเรียนตั้งแต่แรกรัฐบาลชุดไหนก็อยากจะเห็นเศรษฐกิจขยายตัวดีทั้งนั้นครับ เพราะมันหมายถึงคะแนนเสียง แต่สิ่งที่รัฐบาลกําลังทําโดยการแทรกแซงแบงก์ชาตินี้ ผมคิดว่ารัฐบาลหมดฝีมือแล้วหรือเปล่าถึงจะต้องไปพึ่งองค์กรอื่นมาดําเนินการ ทําให้เศรษฐกิจขยายตัวแทน เราต้องลองมาดูครับว่าปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้ปัญหาอะไร ที่เป็นปัญหาที่หนักที่สุด แน่นอนที่สุดครับเป็นในเรื่องของการส่งออก การส่งออกที่ตอนนี้ ดูท่าทีว่าจะไม่ค่อยดีเท่าไร แล้วก็มีหลายคนคาดการณ์ว่าถ้าสถานการณ์ต่อจากนี้ ไปถึงปลายปีก็จะทําให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลในรอบ ๑๕ ปี ก็หมายถึงว่า ตั้งแต่วิกฤติปี ๒๕๔๐ เราไม่เคยขาดดุลบัญชีการค้า ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเลย แต่ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่เราขาดดุล เรามาดูกันครับว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทําให้การส่งออกไม่ดี ผมก็ได้ไปเอาตัวเลขมาเป็นการส่งออกในครึ่งปีแรกของปีนี้ครับ แต่สิ่งที่ผมเอามา เป็นการส่งออกมูลค่าในรูปของเงินบาท เพราะว่าถ้าเราจะดูว่าการส่งออกมีผลต่อ การขยายตัวเศรษฐกิจเท่าใด มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าใด เราจะต้องดูการส่งออก ในรูปของเงินบาท มีหลายภาคครับ ปรากฏว่าภาคหลัก ๆ อย่างเช่นภาคอุตสาหกรรมนั้น การส่งออกเป็นบวก หมายถึงว่าในครึ่งปีแรกของปีนี้เทียบกับครึ่งปีแรกของรัฐบาล สมัยท่านอภิสิทธิ์คือปีที่แล้วบวกขึ้นมา ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ สิ่งที่เป็นลบคืออะไร ภาคการส่งออกที่เป็นลบคือภาคเกษตรครับ ครึ่งปีแรกของปีนี้เทียบกับปีที่แล้วลดลง ๘๑,๐๐๐ ล้านบาท และท่านประธานทราบไหมครับว่าอะไรเป็นสาเหตุหลักสําคัญ ที่ทําให้ภาคเกษตรมีการส่งออกลดลง พืช ๒ ตัวสําคัญครับ ๑. คือข้าว ๒. คือยางพารา พืชตัวอื่นขึ้นหมด ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก ภาคเกษตรในด้านอื่น อย่างเช่นการประมงเป็นต้น หรือสินค้าเกษตรอื่น ๆ ทุกตัวขึ้นหมด แต่ที่ตกและฉุดการส่งออกของเราจนทําให้มีการคาดการณ์ว่าจะขาดดุลการค้าครั้งแรก ในรอบ ๑๕ ปีก็คือข้าวและยางพารา บางท่านอาจจะคิดนะครับว่าสินค้า ๒ ตัวที่แต่ก่อน เคยเป็นพระเอกของเมืองไทยส่งออกตกเพราะว่าเศรษฐกิจโลกไม่ดี ไม่จริงครับ เพราะว่า ถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ดีปริมาณการส่งออกที่ลดลงกับมูลค่าการส่งออกที่ลดลงจะต้อง ลดลงไล่เลี่ยกัน แต่นี่ไม่ใช่ครับ มาดูข้าวเป็นหลักครับ ปริมาณการส่งออกของข้าวลดลงเท่าตัว จากปีที่แล้ว ๖,๐๐๐,๐๐๐ ตัน มาเป็นปีนี้ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ลดลงเท่าตัวหรือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่มูลค่าการส่งออกลดลงเพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านตัน มาเหลือในราว ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านตัน เป็นเพราะอะไรครับ มันไม่ใช่เพราะตลาดโลก ลดลงหรือครับ มันเป็นเพราะราคาขายของเราที่สูงกว่าราคาขายของต่างประเทศ หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลรายงานออกมาว่าหลังจากนโยบายโครงการรับจํานําข้าว ออกมาแล้ว ข้าวไทย ๕ เปอร์เซ็นต์ที่ขายในตลาดโลก ขายในราคา ๕๖๐ เหรียญต่อตัน เทียบกับประเทศอินเดีย ๔๒๐ เหรียญต่อตัน ประเทศเวียดนามไม่ต้องพูดถึงครับ ๔๐๘ เหรียญต่อตัน การส่งออกข้าวที่ลดลงมาจากราคาข้าวของเราที่สูงขึ้น แล้วอันนี้ก็เป็น เรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์ของเราเน้นย้ําตลอดว่ารัฐบาลจะต้องทบทวนนโยบาย ในการรับจํานําข้าว ปัญหาในเรื่องของการส่งออกที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ว่าทั้งปีจะโต ๑๕ เปอร์เซ็นต์นั้น แล้วก็ในที่สุดเร็ว ๆ นี้แบงก์ชาติออกมาบอกว่าควรจะอยู่ที่ประมาณ แค่ ๗ เปอร์เซ็นต์ ที่จริงแล้วไม่ใช่มาจากปัญหาไหนเลยครับ มาจากปัญหานโยบายรับจํานําข้าว ของรัฐบาลเป็นหลัก ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลต้องการจะแก้ในเรื่องของการส่งออกนี้ ต้องไปแก้ที่ตัวเองครับ ต้องทบทวนนโยบายนี้เสีย ไม่ใช่ว่าจะไม่แก้นโยบายนี้ แต่ก็ไปผลักดัน ให้องค์กรอื่นทําตามที่ตัวเองต้องการโดยการละเมิดความเป็นอิสระขององค์กรนั้น แน่นอนที่สุดครับ ความหมายของการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน และปัญหาหลักที่มีอยู่ตอนนี้ ก็คือเรื่องการส่งออก ก็ย่อมหมายถึงว่ารัฐบาลอยากจะให้อัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเงินบาท ของเราอ่อนตัวลง ที่บอกให้แบงก์ชาติดูแลค่าเงินบาทผมก็สงสัยนะครับว่าขอบเขตจะมีขนาดไหน เพราะว่าตามปกติแล้วขอบเขตของแบงก์ชาติเองที่ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนบอกให้ดูแล ตอนนี้ก็ดูแลอยู่แล้วครับ ระบบที่เขาใช้ก็คือระบบแมเนจด์ โฟลท (Managed float) หรือเรียกว่า อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวและมีการบริหารในบางครั้ง ซึ่งก็แน่นอนที่สุดครับ ปล่อยค่าเงินบาทไปตามกลไกตลาด แต่พอทราบได้ว่ามีการเก็งกําไรที่ผันผวนหรือผิดปกติ แบงก์ชาติก็จะเข้ามาแทรกแซงดูแล ก็เป็นระบบที่ทํากันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ที่บอกว่าจะให้ดูแลค่าเงินบาท ดูแลอย่างไร ขอบเขตไปถึงไหน ถ้าอีก ๑ ขั้นหลังจากนี้ก็คือ อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ หรือที่เขาเรียกว่าฟิกซ์ เอกซ์เชนจ์ เรท (Fixed Exchange Rate) คงที่ ท่านที่เผชิญวิกฤติเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ คงจะคุ้นกับคํานี้ดี เพราะว่าเป็นอัตราแลกเปลี่ยน ที่เป็นปัจจัยสําคัญที่ทําให้เราเผชิญวิกฤติครับ ประเทศเราเป็นประเทศเปิด มูลค่าการส่งออก การนําเข้าเป็นสัดส่วนที่สูง การไหลเวียนของเงินก็เป็นอย่างอิสระ ถ้าการดําเนินนโยบาย ที่ทั้ง ๒ ท่านพยายามจะกดดันแบงก์ชาติให้ทําหมายถึงการเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยน มาเป็นระบบคงที่ผมคิดว่าเราไปไม่รอดหรอกครับ และประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ทราบแล้วว่า วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนระบบนี้ภายใต้สภาวะแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจ ที่เสรีอย่างนี้เป็นอย่างไร ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวพี่น้องประชาชนเลยครับ แล้วก็พี่น้องประชาชนทุกคนก็ยังจําได้ถึงความเจ็บปวดจากวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี ๒๕๔๐ เพราะกระทบต่อพี่น้องประชาชนทุกท่าน ผมขอเรียนไปยังรัฐบาลครับ กระทําการใด ๆ ต้องกระทําให้เหมาะสมตามหน้าที่ของตัวเอง แล้วการแก้ปัญหาที่เป็นปัญหาในเรื่องของ การส่งออกปัจจุบันนี้ต้องไปแก้ที่นโยบายของตัวเอง ไม่ใช่ไปกดดันให้คนอื่นทําตาม แล้วก็นี่ครับเป็นเหตุผลที่ผมขอตัดงบประมาณของกระทรวงการคลังลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะผมคิดว่าถ้ารัฐบาลแทรกแซงการทํางานแบงก์ชาติสําเร็จรัฐบาลก็ไม่จําเป็นที่จะต้อง กู้เงินมากขนาดนี้ ก็ขอเรียนแล้วก็ขอตัดงบประมาณของกระทรวงการคลัง ๑๐ เปอร์เซ็นต์