สุรเชษฐ์ แวอาแซ หารือเรื่องนโยบายการบริหารกองทัพไทย โดยวิพากษ์วิจารณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่ไม่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนากองทัพไทย และขอปรับลดงบประมาณ 10% เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในความสามารถของรัฐมนตรีในการบริหารกองทัพไทย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ มาตรา ๖ กระทรวงกลาโหม อันที่จริงแล้วเราก็เห็นถึงความสําคัญของกองทัพไทย ไม่ว่าจะเป็น กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ล้วนแล้วก็เป็นภารกิจที่สําคัญต่อประเทศชาติ ภารกิจนั้นไม่ใช่เฉพาะแต่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ตลอดชายแดนที่ติดต่อกับ ประเทศเพื่อนบ้านแม้กระทั่งว่างานพัฒนา แล้วก็การแก้ปัญหาไม่ว่าจะเป็นน้ําท่วมต่าง ๆ ล้วนแล้วก็เป็นภารกิจและเป็นบทบาทของกระทรวงกลาโหมมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพ แต่สิ่งที่ผมติดใจที่ผมได้ขอปรับลดงบประมาณทั้ง ๔ หน่วยงาน นั่นก็คือ กองทัพไทย ๘ เปอร์เซ็นต์ กองทัพอากาศ ๘ เปอร์เซ็นต์ กองทัพเรือ ๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็กองทัพบก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อันที่จริงนั้นเราก็ได้ติดตามแผนงานและผลงานการปฏิบัติ แล้วก็ การสนับสนุนจากภาครัฐต่อกองทัพ เราได้สังเกตแล้วก็ได้ติดตามหลายภารกิจ ทั้งที่สัมฤทธิผล แล้วก็ปัญหาและอุปสรรค ส่วนปัญหาและอุปสรรคนั้นผมก็เชื่อว่า ทางคณะกรรมาธิการก็ได้ศึกษา สอบถามบรรดากองทัพทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ก็คงจะทราบในเรื่องของการเตรียมความพร้อม ศักยภาพของ กําลังพลก็ดี หรือว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ในเรื่องของการปฏิบัติงานที่เราเห็นได้ชัดเจนก็คือสิ่งที่คิดว่าควรที่จะต้องปรับปรุงและพัฒนา นั่นคือการใช้กําลังพลในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ในการที่จะไปแก้ไขปัญหา ความไม่สงบซึ่งใช้ทั้ง ๓ เหล่าทัพและ ๔ กองทัพ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพภาคที่ ๑ กองทัพภาคที่ ๒ กองทัพภาคที่ ๓ กองทัพภาคที่ ๔ ใช้กําลังพลที่ลงไปปฏิบัติในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งสิ้น และ ๓ เหล่าทัพ ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ แต่ที่แปลกใจก็คือว่าเวลาขอจัดสรรงบประมาณทั้ง ๓ เหล่าทัพจะได้รับการสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจที่ใช้ในการไปแก้ไขและพัฒนาในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกปี แต่เวลาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเราก็จะเห็นแต่กองทัพบกเป็นหลัก แล้วก็กองทัพเรือซึ่งมีกองกําลัง อยู่ในพื้นที่ ส่วนในกองทัพอากาศแทบจะไม่เห็นบทบาทว่าได้ไปตั้งกองกําลังสนับสนุนที่ไหน อย่างไร แต่ปีนี้ก็ทราบว่ากองทัพอากาศนั้นก็ได้รับการสนับสนุน ๒๐๐ กว่าล้านบาท สิ่งที่ผมแปลกใจที่สุด ไม่ทราบว่าทางคณะกรรมาธิการได้ติดตามข่าวสาร แล้วก็ได้สอบถาม ประเด็นที่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพูดถึงกรณีเกิดเหตุผู้ร้ายไล่ล่าแล้วก็ยิงสังหาร เจ้าหน้าที่ทหารที่จังหวัดปัตตานี จนถึงปัจจุบันนี้เหตุการณ์นั้นเราก็ยังไม่สามารถจับกุม ผู้กระทําความผิด แล้วก็ยังไม่สามารถที่จะหามาตรการในการที่จะป้องกันให้เกิดความเชื่อมั่น ทั้งเจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้ แต่ผมเห็นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านให้สัมภาษณ์ว่าต่อไปจะไม่ให้กองทัพภาคพื้นดินเดินออกไปลาดตระเวน จะต้องใช้กองทัพอากาศโดยใช้เครื่องบินลาดตระเวน ผมฟังแล้วผมงง เป็นแนวความคิด ที่เพี้ยนหรือเปล่าที่จะใช้เครื่องบินออกไปลาดตระเวนแล้วจะไปเห็นผู้ก่อการร้ายได้อย่างไรล่ะ พวกนี้มันอยู่ในป่ายางพารา มันอยู่ในป่า และเครื่องบินนี่มันบินอยู่บนอากาศ ผมแปลกใจ ตั้งแต่มีกระทรวงกลาโหมที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนี่ทุกยุคทุกสมัยล้วนแล้วก็เป็นคน ที่มีคุณภาพ คนที่มีความเพียบพร้อมและวิสัยทัศน์ในการที่จะสร้างกองกําลังและกองทัพ ให้มีประสิทธิภาพในการที่จะปกป้องประเทศชาติ แต่มาท่านรัฐมนตรีท่านนี้ ตั้งแต่รับตําแหน่งมายังไม่เห็นวิสัยทัศน์ในเรื่องของการที่จะทําให้กองทัพหรือว่ากองกําลัง ได้มีศักยภาพ มีอาวุธยุทโธปกรณ์ มีความพร้อมต่าง ๆ นานา ก็คือว่าในการพัฒนากองทัพไทย แทบจะไม่ได้ยินเลย เห็นแต่จะให้สัมภาษณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเอาความผิด โดยเฉพาะอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเรื่อง สด. ๙ ผมว่าตลก ผมก็ไม่แน่ใจว่า ท่านเป็นปกติหรือเปล่า และทําไมรัฐบาลนี้ไม่มีคนอื่นแล้วหรือที่มีความเพียบพร้อม และมีความพร้อมในการที่จะนํานโยบายในเรื่องของการพัฒนากองทัพไทยให้มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ออกมาโชว์แต่ละวันก็พูดแต่การเมือง แต่ละวันก็พูดแต่ในเรื่องที่จะฟาดฟันกับฝ่ายค้าน อะไรในทํานองนี้ ผมคิดว่าไม่สมควรอย่างยิ่งคนที่จะเป็นผู้นําของกระทรวงกลาโหม เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าการที่รัฐบาลขออนุมัติงบประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษนั้น ผมไม่แน่ใจว่าทางคณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบหรือไม่ สมควรหรือไม่ ถ้าลักษณะผู้บริหาร ผู้ควบคุมนโยบายระดับกระทรวงกลาโหมเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์เช่นนี้ ผมไม่แน่ใจว่างบประมาณจะไปใช้และจะไปบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะฉะนั้นเหตุผลอย่างเดียวที่ผมขอปรับลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากว่าผู้ที่เป็นรัฐมนตรี ที่มีแนวความคิดที่ไม่มีวิสัยทัศน์ในเรื่องของการพัฒนากองกําลังและกองทัพไทย คิดแต่จะเอาชนะคะคานหรือว่าจะเอาดีในทางการเมืองอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ร้ายป้ายสีการเมืองฝ่ายตรงข้ามก็คือฝ่ายค้านนั้น จริง ๆ แล้วผมก็เห็นด้วยว่า ควรที่จะต้องปรับปรุงและสนับสนุนงบประมาณในการที่จะทําให้กองทัพมีประสิทธิภาพ เพราะวันนี้เราก็ทราบดีไม่ใช่เฉพาะแต่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ในพรมแดน ที่ติดกับชายแดนประเทศเพื่อนบ้านวันนี้เราก็ต้องเตรียมพร้อม ต้องสร้างเสริมกําลังให้พร้อม เราไม่รู้ว่าเหตุการณ์ สถานการณ์ เมื่อไรจะเกิดขึ้นอย่างไร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยทั้งหลาย ในขณะนี้ที่เราจําเป็นที่จะต้องใช้กองกําลังจากกองทัพ ไม่ว่าในเรื่องของการปราบปราม อิทธิพลยาเสพติดก็ดี หรือว่าการทําลายป่าไม้ของประเทศเราก็ดี หรือว่าอิทธิพลทั้งหลาย เราก็ยังเห็นถึงความสําคัญของกองทัพ แต่ว่ามาในยุคของรัฐบาลชุดนี้ยังไม่ทําให้กองทัพ ได้แสดงศักยภาพหรือแสดงถึงวิสัยทัศน์ในเรื่องของการที่จะทําให้กองทัพไทยนั้น เป็นกองทัพที่นําหน้าหรือว่าเป็นแนวหน้าของกลุ่มประเทศอาเซียนได้เลย และยิ่งไปเห็น สภาพที่เจ้าหน้าที่ทหารของเราไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ใช้นโยบาย ที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อนค่อนข้างที่จะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้กําลังคนที่ลงไป จากหลาย ๆ ทัพภาคนี่ผมคิดว่าตรงนี้รัฐบาลควรที่จะต้องนําไปพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่ไม่ได้สนใจเลยว่ากําลังพลที่ลงไปปฏิบัติในพื้นที่ วัน ๆ หนึ่งเราจะต้องสูญเสียเจ้าหน้าที่ดี ๆ เหล่านี้ ถ้าเป็นผู้นําที่ดีเขาจะต้องคิดถึงว่า มาตรการในการจะป้องกัน หรืออย่างเพื่อน ๆ หลายท่านที่พูดถึงในเรื่องของประสิทธิภาพ การข่าวของกองทัพ เพราะฉะนั้นก็มีอย่างเดียวละครับสิ่งที่อยากจะฝากผ่านท่านประธาน ถึงรัฐบาลก็คือว่านอกจากที่ผมปรับลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของกระทรวงกลาโหมแล้ว ขอให้รัฐบาลปรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออกด้วยครับ ขอบคุณครับ