อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องงบประมาณสํานักข่าวกรองแห่งชาติ และเรียกร้องการตรวจสอบเงินราชการลับที่ฝากไว้ที่สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าหน่วยงานแห่งนี้มีความสําคัญในการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี แต่มีข้อกังวลเกี่ยวกับการรู้จักเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศและต่างประเทศอย่างล่าช้า และจําเป็นจะต้องปรับลดงบประมาณเพื่อปรับปรุงการทำงาน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมจะใช้เวลาให้กระชับที่สุด สั้นที่สุด เพื่อจะอภิปราย ปรับลดงบประมาณในมาตรา ๕ ซึ่งเป็นงบประมาณในหมวดของสํานักนายกรัฐมนตรี แม้ว่ากระผมจะได้สงวนคําแปรญัตติไว้ที่จะปรับลดในหลายหน่วยงานก็ตาม แต่จะขออนุญาตที่จะอภิปรายเพียงหน่วยงานเดียวนั่นก็คือสํานักข่าวกรองแห่งชาติ สํานักข่าวกรองแห่งชาติได้เสนอคําของบประมาณไว้ จํานวน ๕๓๕.๓ ล้านบาท คณะกรรมาธิการไปปรับลดทั้งสิ้น ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ผมเองได้ขอปรับลดไว้ ๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าน้อยมากอยู่แล้วนะครับ แต่ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการไปปรับลดน้อยมากกว่า ที่ผมได้เสนอปรับลดไปเสียอีก ซึ่งส่วนที่ปรับลดไปก็คือเป็นเรื่องของค่าอาหาร แล้วก็หมวดครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้าง ท่านประธานที่เคารพครับ สํานักข่าวกรองแห่งชาติ ไม่ได้มีงบประมาณเพียง ๕๓๕.๕ ล้านบาทเท่านั้น แต่สํานักข่าวกรองแห่งชาติ ยังมีเงินราชการลับของสํานักข่าวกรองแห่งชาติที่ฝากไว้ที่สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอีก ๒๓๒ ล้านบาท เพราะฉะนั้นจํานวนเงินถึง ๗๘๐ กว่าล้านบาทนั้นต้องถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก และเงินราชการลับ จํานวน ๒๓๒ ล้านบาทนั้นสภาก็ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปแตะต้องตรวจสอบ แต่อย่างใด
ท่านประธานครับ งานของสํานักข่าวกรองแห่งชาติเป็นกลไกที่มีความสําคัญ เป็นเครื่องมือในการทํางานของนายกรัฐมนตรีในการตัดสินใจต่อสถานการณ์ของบ้านเมือง ในทุกมิติ เนื่องจากว่าอํานาจของสํานักข่าวกรองแห่งชาติซึ่งจะได้รับคําสั่งจากนายกรัฐมนตรีนั้น ก็คือการให้ติดตาม ประเมิน วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันทั้งภายในและต่างประเทศ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ทุกเรื่องสํานักข่าวกรองแห่งชาติจะต้องรู้ รู้แล้วต้องรายงานต่อ ผู้บังคับบัญชาสูงสุดก็คือนายกรัฐมนตรี หน่วยงานข่าวกรองของประเทศนี้ ๓ หน่วยงานใหญ่ ๆ เขาก็รายงานขึ้นตรงผู้บังคับบัญชาในแต่ละด้าน สํานักข่าวกรองแห่งชาติก็รายงานขึ้นตรงกับ นายกรัฐมนตรี กองบัญชาการตํารวจสันติบาลก็รายงานขึ้นตรงกับผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติก็รายงานตรงต่อผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ทุกครั้งที่เกิดเหตุด่วน เหตุร้าย เหตุที่มีความสําคัญ ต่อความมั่นคงของประเทศ เรามีคําถามกับสํานักข่าวกรองแห่งชาติเสมอว่าทําไมถึงไม่รู้ ทําไมถึงรู้ทีหลัง ทําไมถึงรู้แล้วแล้วไม่มีการเตรียมการรองรับหรือรายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมการรองรับเพื่อไม่ให้เหตุร้ายเหล่านั้นเกิดขึ้น คําถามเหล่านี้เกิดขึ้นทุกครั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือที่มาของการที่ผมจําเป็นจะต้องปรับลดงบประมาณ ของหน่วยงานแห่งนี้เพื่อที่จะตั้งข้อสังเกต ท่านประธานที่เคารพ หลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์สําคัญ สํานักข่าวกรองแห่งชาติตอบคําถามไม่ได้ และวันนี้เราได้ยินคําพูดที่ฟังดูก็โก้หรูว่า เราทํางานกันอย่างบูรณาการ แต่ท่านประธานครับ แค่ ๓ หน่วยงาน กองบัญชาการ ตํารวจสันติบาล ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ กับสํานักข่าวกรองแห่งชาติ บูรณาการกันแค่ไหน นี่ไม่ต้องพูดถึงคําพูดสวยหรูเรื่องประชาคมข่าวกรองนะครับ มีการร่วมมือกับประชาคมข่าวกรองที่ทํางานด้านข่าวกรองกับทั่วโลก แต่ท่านไปถามดูเถอะครับว่า สํานักข่าวกรองแห่งชาติมีทํางานร่วมกับประชาคมข่าวกรองในระดับนานาชาติกี่แห่ง กับประเทศในกลุ่มอาเซียน ๑๐ ประเทศเป็นประชาคมข่าวกรองด้วยกันทั้งหมดหรือเปล่า มีประเทศจีน มีประเทศอินเดียทํางานกัน ประเทศในตะวันออกกลางไม่มีประเทศใดที่ทํางาน อยู่ในประชาคมข่าวกรองกับสํานักข่าวกรองแห่งชาติของประเทศเรานะครับ เพราะฉะนั้น หลายเรื่องเมื่อเกิดเหตุที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มประเทศอาหรับ เราแทบจะมืดบอดกับเรื่องนี้ นี่เป็นเรื่องที่จะต้องไปปรับปรุง
ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ถ้าถามว่าสํานักข่าวกรองแห่งชาติจะต้องมอง บทบาทหน้าที่ของตัวเองอย่างไร นอกเหนือจากคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีที่ต้องประเมิน สถานการณ์ปัจจุบันทั้งในประเทศนอกประเทศตลอด ๒๔ ชั่วโมงแล้วมันต้องมีกรอบ ในการทํางาน วันนี้สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติก็ได้ออกมาแล้วว่าภารกิจภัยคุกคามที่จะมาคุกคาม แล้วก็จะมีผลต่อความมั่นคงของประเทศเราเขาได้ชี้ออกมาแล้วว่ามี ๖ เรื่องใหญ่ ๆ ซึ่งผมคิดว่านี่แหละที่จะเป็นกรอบให้สํานักข่าวกรองแห่งชาติจะต้องนําไปคิดแล้วก็นําไปเป็น กรอบในการปฏิบัติงาน
เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่เป็นภัยคุกคาม ที่มีความสําคัญสูงสุดของประเทศนี้
เรื่องที่ ๒ เรื่องของความขัดแย้งของคนในประเทศ
เรื่องที่ ๓ เรื่องความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
เรื่องที่ ๔ เรื่องความไม่เชื่อมั่นในการบริหารประเทศตามหลักนิติธรรม
เรื่องที่ ๕ เรื่องปัญหายาเสพติด
เรื่องที่ ๖ เรื่องความเสี่ยงที่เกิดจากวิกฤตการณ์ภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัญหา ความมั่นคงอีกด้านหนึ่ง
ทั้ง ๖ เรื่องนี่ละครับที่จะเป็นกรอบให้สํานักข่าวกรองแห่งชาติจะต้องไปปรับตัว เพื่อที่จะรองรับว่าทําอย่างไรถึงจะทํางานการข่าวได้ ๒๔ ชั่วโมง และรายงานให้นายกรัฐมนตรี ไปใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบการตัดสินใจในการบริหารประเทศได้อย่างทันท่วงที ทันต่อสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลง
สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้สําคัญที่สุดก็คือเรื่องของความมั่นคงของ สถาบันพระมหากษัตริย์ที่สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ ซึ่งถือว่าเป็นกรอบสูงสุดแล้ว ถามว่าวันนี้สํานักข่าวกรองแห่งชาติทําอะไรกับปัญหานี้ ทําอะไรกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ วันนี้เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้พยายามที่จะหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาว่ามีกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมในการบ่อนทําลาย สถาบันพระมหากษัตริย์เกิดขึ้นอยู่จริง คนกลุ่มนี้เติบใหญ่ขยายตัวและมีอิทธิฤทธิ์มากขึ้น ใช้วิธีการหลากหลายรูปแบบในการเคลื่อนไหว ทั้งซึมลึก ทั้งขยายด้านกว้าง มีเงินสนับสนุน คนกลุ่มเหล่านี้ให้ดําเนินการใช้รูปแบบในการผ่านทางเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ หรือกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ คําถามก็คือว่างานเหล่านี้เป็นงานที่ สํานักข่าวกรองแห่งชาติจะต้องเข้าไปแบกรับไหม แน่นอนครับคนในสํานักข่าวกรองแห่งชาติ จะต้องรู้ วันนี้ต้องรู้แล้วนะครับใครเป็นตัวการใหญ่ ใครร่วมขบวนการ ใช้เงินจากใคร มีเส้นสายในการปฏิบัติการเรื่องนี้อย่างไร สํานักข่าวกรองแห่งชาติต้องมีคําตอบเรื่องนี้ และรายงานตรงกับนายกรัฐมนตรี นั่นหมายความว่านายกรัฐมนตรีต้องรู้ว่า ขบวนการนี้อยู่อย่างไร และจะจัดการกับคนเหล่านี้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องเรียนว่าคนกลุ่มเหล่านี้ที่ปฏิบัติการเคลื่อนไหวทั้งในและต่างประเทศนั้น มีอยู่ทั่วทุกภูมิภาคในประเทศของเราด้วย อย่าว่าแต่งานของสํานักข่าวกรองแห่งชาติ จะต้องรู้เรื่องนี้ แม้แต่กระทรวงมหาดไทยก็มีรายงานเรื่องนี้ว่าใครปฏิบัติการอยู่ตรงไหน อย่างไรบ้าง คําถามก็คือว่าสํานักข่าวกรองแห่งชาติของเราตื่นตัวกับเรื่องนี้จริง ๆ หรือไม่ ยอมรับว่าปัญหานี้เป็นปัญหาความมั่นคงของรัฐ ตามที่สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้หยิบขึ้นมาเป็นปัญหาหลักของประเทศนี้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ผมกังวลว่าเมื่อได้งบประมาณ จํานวนมากมายมหาศาลจากรัฐสภานี้ไปแล้วสํานักข่าวกรองแห่งชาติจะไปปรับตัวกับเรื่องนี้ อย่างไร เงิน ๕๘๐ กว่าล้านบาทเอาไปใช้ส่วนใหญ่แล้วก็คือการปรับปรุงคุณภาพ ประสิทธิภาพการทํางานของบุคลากรของสํานักข่าวกรองแห่งชาติเองซึ่งปัจจุบันนี้ ก็มีประมาณ ๘๕๐ กว่าคน แล้วยังมีเงินราชการลับอีก ๒๓๒ ล้านบาท ซึ่งสามารถใช้จ่าย ได้อย่างอิสระในการทํางานด้านข่าวกรองในด้านนี้
คําถามสุดท้ายก็คือว่าเมื่อรายงานของสํานักข่าวกรองแห่งชาติ มาถึงนายกรัฐมนตรีแล้วนายกรัฐมนตรีของเราได้ใช้ประโยชน์จากงานของสํานักข่าวกรองแห่งชาตินี้ มากน้อยแค่ไหน เราถึงต้องตั้งคําถามอยู่ตลอดเวลา นายกรัฐมนตรีรู้เรื่องหรือยัง ทําไมนายกรัฐมนตรีถึงยังไม่รู้เรื่อง ผมไม่ได้โทษนายกรัฐมนตรีในหลาย ๆ เรื่อง แต่ผมโทษหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องรายงานนายกรัฐมนตรี ตามอํานาจหน้าที่เหล่านี้ นี่คือประเด็นทั้งหลายทั้งปวงที่ผมอยากจะฝากไปถึง คณะกรรมาธิการว่านี่คือเหตุผลที่ผมจําเป็นต้องปรับลดงบประมาณของสํานักข่าวกรองแห่งชาติ ที่มากกว่าที่ท่านไปปรับลดเพียง ๑.๕ ล้านบาท โดยที่ท่านไม่ได้ไปตรวจสอบรายละเอียด การทํางานของหน่วยงานแห่งนี้เลย ขอบคุณครับ