สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๕

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องการปรับลดงบประมาณของสํานักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากขาดความโปร่งใสและไร้ธรรมาภิบาล และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบและแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณของสํานักนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะโครงการโฉนดชุมชน ซึ่งถูกยืดเยื้อและไม่ได้รับการดำเนินการอย่างเต็มที่ และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและตอบกลับอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณนั้น

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้แปรญัตติ ปรับลดงบประมาณของสํานักนายกรัฐมนตรีลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ซึ่งความจริงแล้ว ก็เคยกํากับดูแลหน่วยงานแห่งนี้ในธรรมเนียมปกติก็คงจะไม่ค่อยมีใครที่จะเสนอปรับลด งบประมาณกัน แต่ผมก็เห็นว่าการจัดงบประมาณในปี ๒๕๕๖ ของสํานักนายกรัฐมนตรีนั้น มีปัญหาครับ แล้วก็เป็นปัญหาใหญ่ซึ่งจําเป็นที่จะต้องนําไปสู่การตรวจสอบ และเท่าที่ได้มี การตรวจสอบไปแล้วนั้นผมก็ยังเห็นว่าจําเป็นที่จะต้องมีการปรับลดครับ เหตุผลสําคัญ ที่ผมเสนอปรับลดงบประมาณนั้นมี ๒ ข้อครับ เหตุผลข้อที่ ๑ คือขาดความโปร่งใส ไร้ธรรมาภิบาล และเหตุผลข้อที่ ๒ ก็คือสนองงาน นักการเมืองแต่ทอดทิ้งประชาชน ถ้าท่านประธานจะได้ติดตามการทํางานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณชุดนี้นั้นผมมีความเป็นห่วงมากนะครับ ที่ต้องแปรญัตติและต้องสงวนคําแปรญัตติก็เพราะเห็นว่าคณะกรรมาธิการเองก็ทํางาน มีส่วนบกพร่อง บกพร่องที่ปล่อยให้งบประมาณที่ขาดความโปร่งใสแล้วไร้ธรรมาภิบาล ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการมา ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นสัก ๒-๓ เรื่องครับ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ และความจริงแล้วก็มีการซักถามกันมาตั้งแต่ในชั้นการพิจารณา ในวาระที่หนึ่งแล้วแต่ก็ไม่มีคนที่จะลุกขึ้นมาตอบข้อซักถามอย่างชัดเจน มันมีตัวอย่าง งบประมาณอยู่ ๒-๓ เรื่องครับซึ่งผมเห็นว่าขาดความโปร่งใสแล้วก็ไร้ธรรมาภิบาล

ในเรื่องที่ ๑ ก็คืองบในสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ตั้งชื่อว่า โครงการพัฒนาเมือง ความจริงเพื่อนสมาชิกสักครู่นี้ก็ถามไปว่ารายละเอียดโครงการ เป็นอย่างไร แต่ถ้าท่านประธานย้อนกลับไปนะครับ โครงการพัฒนาเมืองนี้ผมอภิปรายไว้ ในวาระที่หนึ่ง โครงการนี้ไม่ได้เพิ่งตั้งงบประมาณ เป็นการตั้งงบประมาณเป็นปีที่ ๒ ครับ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ นั้นตั้งงบประมาณเอาไว้ ๙๐๐ ล้านบาท ๙๐๐ ล้านบาทนะครับ แล้วเป็น ๙๐๐ ล้านบาทที่ถ้ากลับไปดูเอกสารงบประมาณวาระที่หนึ่งไม่มีรายละเอียด ของโครงการ ไม่มีแม้แต่กระทั่งหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินว่า ๙๐๐ ล้านบาทนี้ ใครเป็นคนรับผิดชอบ ใครเป็นคนสั่งจ่าย จ่ายใคร พัฒนาชุมชนเมือง ๙๐๐ ล้านบาท ถ้าจะให้แต่ละที่ที่เป็นชุมชนเมืองหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติของชุมชนเมืองคืออะไร ปรากฏว่า คณะกรรมาธิการไปทํางาน ผมซักถามจากเพื่อนกรรมาธิการที่ไปจากพรรคประชาธิปัตย์ ทราบว่าถึงตอนวาระนี้มีการรวบรัดตัดความมากเลย กรรมาธิการแทบไม่ได้ซักรายละเอียด โครงการเลย ไม่ทราบว่าเพราะเกรงใจว่าเป็นสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีนั่นเองเป็นผู้กํากับ แล้วนายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งจ่ายได้หรืออย่างไร กรรมาธิการจึงไม่ได้ซักถาม ทราบว่าเป็นช่วงดึกครับ เอกสารในสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรรมาธิการในเล่มใหญ่นี้นะครับ ผมไปขอจากกรรมาธิการมานี่ชี้แจงว่างบปี ๒๕๕๕ ถ้าดูตามเล่มนี้นะครับ ๙๐๐ ล้านบาทยังไม่ใช้เลยสักบาทหนึ่งซึ่งไม่รู้จริงหรือไม่ ที่ผมบอกว่า ขาดความโปร่งใส ไร้ธรรมาภิบาลก็เพราะว่าสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีต้องทํางานภายใต้ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ ข่าวสารข้อมูลต้องชัดเจน เงินนี้เป็นเงินภาษีประชาชน คําชี้แจงมีง่ายมากครับ บอกว่า ปี ๒๕๕๕ ๙๐๐ ล้านบาทยังไม่ได้ทํางาน ยังไม่ได้ดําเนินการ ยังไม่ได้ใช้ เพราะอยู่ระหว่าง การดําเนินการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเมือง แปลว่ากรรมการใช้เงินจะมีการตั้งกัน ซึ่งเป็นรายละเอียดที่สภาไม่เคยรู้ครับ พอไปดูรายละเอียดในเอกสารฉบับนี้ในหน้า ๑๒๙ ซึ่งเป็นเอกสารที่สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีทําไปชี้แจงกับคณะกรรมาธิการนั้นก็พบว่า ในตัวโครงการพัฒนาเมืองเขียนเอาไว้สวยหรูมากว่าจะต้องมีโครงการที่เรียกว่า โครงการพัฒนาเมืองและสร้างสํานึกความเป็นพลเมือง จะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการครับ คณะกรรมการจะมีบุคคลระดับนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีมาเป็นคณะกรรมการ ประเด็นคือปี ๒๕๕๕ ตั้งงบ ๙๐๐ ล้านบาท ผมจะถามกรรมาธิการว่าใช้หรือยัง แต่ถ้าดูตามนี้ แปลว่ายังไม่ได้ใช้ ยังไม่ได้ใช้นี่เงินจํานวนนี้ตั้งเป็นงบรายจ่ายอื่น แปลว่าตั้งขาดแล้ว ก็แปลว่างบนี้ยังกองอยู่ที่สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ๙๐๐ ล้านบาท

ประเด็นที่ขาดความโปร่งใสต่อไป ก็คืองบปี ๒๕๕๖ ทําเหมือนกันเลย ตั้งมาอีก ๖๐๐ ล้านบาทไม่มีรายละเอียดอีกครับ ผมถามเรื่องนี้ในวาระที่หนึ่งไม่มีใครลุกขึ้น ตอบผม วันนี้ถ้ากรรมาธิการทํางานไม่บกพร่องลุกขึ้นมาตอบหน่อย ๙๐๐ ล้านบาท ไม่ใช้กองทิ้งไว้ ๖๐๐ ล้านบาทปีหน้าตั้งกองทิ้งไว้หรือเปล่า แล้วถ้าไปดูในแผนงานนะครับ ท่านตั้ง ๔ ปีรัฐบาลนี้เลย ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ปีหน้าจะตั้งอีก ๑,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๘ จะตั้งอีก ๑,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วทั้งหมด ๓,๕๐๐ ล้านบาท นายกรัฐมนตรีเป็นคนใช้ เป็นคนสั่งการใช้เงินจํานวนนี้ซึ่งเป็นเงินภาษีประชาชน ไม่มีหลักเกณฑ์ให้สภาตรวจสอบ ขาดความโปร่งใส ไร้ธรรมาภิบาลอย่างสิ้นเชิง ในเอกสาร ที่บอกว่าไปจัดตั้งโครงการพัฒนาเมืองและสร้างสํานึกความเป็นพลเมืองเขียนกว้างมากนะครับ มีคนเขาสงสัยครับ และเขามีสิทธิสงสัยได้เพราะเงินจํานวนนี้ตั้งไว้สามารถให้ชุมชนได้ว่า มันสอดคล้องกับการจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงหรือเปล่า ถ้ามันใช่รัฐมนตรีในรัฐบาลนี้คนหนึ่ง สมัยเป็น ส.ส. ไปพูดเอาไว้ตอนเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงหลายที่บอกว่าถ้าจัดตั้งแล้ว จะได้งบประมาณจากรัฐบาล ตัวนี้หรือเปล่าครับ ถ้าเป็นตัวนี้ผมมีสิทธิถามในฐานะ ประชาชนคนไทยครับว่าคนที่ไม่ใช่คนเสื้อแดง หมู่บ้านเสื้อแดงเขาไม่ใช่คนไทยหรือครับ ที่ได้รับการดูแลจากเงินกองทุนพัฒนาเมืองของรัฐบาล แล้วถ้าใช่ท่านมีสิทธิอะไร ที่เลือกปฏิบัติไปให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะแล้วใช้เงินภาษีประชาชนไปจ่ายเขา ผมถึงบอกว่ากรรมาธิการบกพร่องครับ ท่านต้องลุกขึ้นชี้แจงกับผมว่าท่านถามแล้ว ๙๐๐ ล้านบาทนี้จ่ายแล้ว ถ้าจ่ายผมจะถามต่อว่าให้ใครบ้าง อย่าปกปิดข้อมูล อย่าหมกเม็ด อีกนะครับ เหมือน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ผมเรียนท่านประธานเลยครับ ต้องพูดถึง เพราะมันเกี่ยวพัน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นงบกลางปี ๒๕๕๕ จริงที่ตั้งขึ้นแก้ไขปัญหา อุทกภัย พวกผมซักตั้งแต่งบประมาณเข้าสภาวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สามในสภานี้ ตอนเดือนมกราคม ปี ๒๕๕๕ ปีนี้ครับ ไม่มีรายละเอียดมาตลอด จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ให้ แล้วไปสัญญา ๑ ทุ่ม ถ้าจะเปรียบเทียบนะครับรัฐบาลชุดที่แล้วผมเป็นรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี งบน้ําท่วม ๙,๐๐๐ ล้านบาท เข้าสภานี้ทําเอกสารชี้แจงแต่ละโครงการเลย ทางหลวงกี่สาย ไปจังหวัดไหน ความยาวเท่าไร งบเท่าไร มีรูปถ่ายให้ ฝ่ายค้านตอนนั้นคือรัฐบาลตอนนี้ลุกขึ้นซักกันแล้วพยายามจับผิดว่า รูปถ่ายเหมือนกันตรงนั้น ตรงนี้ ตรงโน้น จนกระทั่งนําไปสู่การตั้งกรรมาธิการ ก็เปลี่ยนแปลงงบประมาณ เปลี่ยนแปลงพื้นที่ในบางที่ นี่คือความโปร่งใส ประธานวิป ฝ่ายค้านในขณะนั้น ประทานโทษเอ่ยนามนะครับ คุณวิทยา บุรณศิริ วันนี้มาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านลุกขึ้นตรวจสอบแข็งขันที่สุด เราทํารายละเอียด ขนาดทําเป็นแผ่นซีดี (CD) ฉายขึ้นจอก็ยังได้ นั่นคือ ๙,๐๐๐ ล้านบาทเองนะครับ แต่นี่ของท่าน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่มีเลยครับ แล้วที่ต้องทวงนี่ ท่านประธานครับ แค่บอกว่าทางหลวง ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาทระบุลงไปสิครับว่าไปทําตรงไหน เส้นทางไหน เพราะที่เขากังวลตอนนี้ก็คือทราบมาว่าบางจังหวัดน้ําท่วมจริงแต่งบไปในอําเภอที่น้ําไม่ท่วม เพราะเป็นพื้นที่ ส.ส. รัฐบาล ส่วนพื้นที่น้ําท่วมเป็นพื้นที่ ส.ส. ฝ่ายค้านไม่ให้ จังหวัดนครศรีธรรมราชปีที่แล้วน้ําท่วม งบปี ๒๕๕๖ ที่จะลงไปแก้ไขปัญหาน้ําท่วมใน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๕ ต่อเนื่องปี ๒๕๕๖ ไม่มีครับ นี่คือคําถามที่ย้อนกลับมา ถามว่ามัน ๒ มาตรฐานหรือเปล่า ชุดที่แล้วทําโปร่งใสท่านก็โจมตี แต่พอของตัวเอง มันโคตรหมกเม็ดยิ่งกว่าอีก

กลับมาสู่เรื่อง ๙๐๐ ล้านบาทกับ ๖๐๐ ล้านบาทในกองทุนพัฒนาเมือง ของรัฐบาลชุดนี้กรรมาธิการปล่อยให้ผ่านมาได้อย่างไรครับ จนกระทั่งผมไปดู ในเอกสารรายละเอียดที่สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอมายังคณะกรรมาธิการ รายละเอียดมีเท่านั้นครับ ปีหน้าจะตั้งให้อีกไหม ๑,๐๐๐ ล้านบาท ปีหน้าโน้นตั้งให้อีกไหม แล้วพอตั้งไปแล้วปีที่แล้ว ๙๐๐ ล้านบาท ปีนี้ ๖๐๐ ล้านบาท กระบวนการตรวจสอบ คืออะไรครับ เดี๋ยวจะเทียบให้เห็นว่าทีเงินไปช่วยคนจนนี่ท่านไม่ให้ ท่านไม่ทํา แต่เงินที่ไปกองไว้ผมกําลังกังวลว่าไปใช้ตอบสนองเหตุผลทางการเมืองครับ

ประการถัดมา ซึ่งเป็นงบที่ขาดความโปร่งใส ไร้ธรรมาภิบาลนี่ ผมจะพูดเรื่องเก่าอีกครับก็คืองบเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทย ๕๐๐ ล้านบาท แต่ที่ต้องพูดเพราะมีตัวอย่างครับท่านประธาน ความจริงคนพูดมาหลายคนบอกว่างบนี้ ๕๐๐ ล้านบาทตั้งมาบรรทัดเดียว เข้ากรรมาธิการไปซักถึงคลอดกระดาษมา ๒ แผ่น มี ๓ หน้า แล้วใน ๓ หน้านั้นก็เป็นหลักการทั้งนั้น ที่มันแปลกประหลาดก็คือ เขาถามว่า ๕๐๐ ล้านบาทตั้งไว้ก่อนจะทําภาพลักษณ์ประเทศไทยจะทําผ่านอะไรบ้าง มีแต่ตัวเลขกลม ๆ ว่าไปตรงนั้นตรงนี้ครับ ที่ผมบอกว่าขาดความโปร่งใส ไร้ธรรมาภิบาล เพราะมีตัวเทียบครับ ในงบ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริม การลงทุนขอมา ๔๐๐ กว่าล้านบาท ๔๐๐ กว่าล้านบาทเขาทําเอกสารชี้แจงเลยครับ ชี้แจงคณะกรรมาธิการว่าที่ใช้และที่จะใช้ต่อเนื่องไปจนกระทั่งถึงกลางปี ๒๕๕๖ นั้น สื่อที่เขาจะซื้อเขาจะซื้อผ่านสถานีโทรทัศน์ช่องใด ไปหนังสือพิมพ์ฉบับใดในต่างประเทศ เช่น ออกโฆษณาหนังสือพิมพ์ นิตยสารต่างประเทศ เช่น โยมิอูริ ชิมบุน อาซาฮี ชิมบุน ไชน่า เดลี่ เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ ว่าไปครับ แต่ ๕๐๐ ล้านบาทของสํานักนายกรัฐมนตรีเขียนไว้ เหมือนกัน แต่เขียนไว้คร่าว ๆ ว่าซื้อสื่อโทรทัศน์ โทรทัศน์ไหนครับ โทรทัศน์ดาวเทียมเสื้อแดง หรือเปล่าครับ นี่เป็นข้อสงสัยครับ แล้วผมก็มีสิทธิซักถาม ผมต้องปรับลดเพราะผมเห็นว่า กรรมาธิการก็บกพร่องท่านปล่อยให้ผ่านมาได้อย่างไร และที่สําคัญในงบส่งเสริมภาพลักษณ์ ประเทศไทยที่บอกว่ามี ๕๐๐ ล้านบาทนี่นะครับ บางอันบอกไปซื้อสื่อหนังสือพิมพ์ วันนี้ก็มีประเด็นคําถามครับว่าสื่อหนังสือพิมพ์ที่จะไปสนับสนุนไปซื้อนี่ไปซื้อสื่อ พรรคพวกตัวเองหรือเปล่า เอาประเภทที่โจมตีฝ่ายค้านทุกวันก็ซื้อสื่อให้ ประเภทที่ลง ไม่เป็นกลางก็ไม่ซื้อให้ อย่างที่เคยเกิดแล้วในยุคเมื่อหลายปีที่ผ่านมา นี่ต่างหากครับ คือข้อกังวล ถ้า ๔๐๐-๕๐๐ ล้านบาทเขียนมาคร่าว ๆ มีกระดาษ ๒-๓ แผ่นเพราะถูกบังคับ แล้วจนวันนี้ก็ตอบไม่ได้ เวลาซักถามรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีลุกขึ้นมาตอบ ก็โน่นครับไปพูดถึงรัฐบาลชุดที่แล้วและแจกแจงเป็นข้อ ๆ เลย แล้วในแต่ละข้อที่พูดมา ยังไม่มีข้อทุจริต ข้อสงสัยที่ผิดปกติใด ๆ เลยนะครับ แต่ของท่านจะใช้ ๕๐๐ ล้านบาท ผมถึงต้องตัดลดครับ ผมว่า ๕๐๐ ล้านบาทต้องตัดหมด เพราะอะไรครับ ๔๐๐ กว่าล้านบาท ของสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีโครงการไปโรดโชว์ต่างประเทศ แล้วประเทศที่ระบุนั้นซ้ําซ้อนกันเลยกับงบ ๕๐๐ ล้านบาทที่สํานักนายกรัฐมนตรีจะไปใช้ ในการไปทําโรดโชว์เช่นเดียวกัน มันโชว์กันกี่รอบครับ ในอันนี้บอกว่าไปประเทศจีน ของสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน บีโอไอ (BOI) ก็ไปประเทศจีน อันนี้ อาจจะเติมไปประเทศเกาหลี แต่บางประเทศ ๓-๔ ประเทศก็ซ้ํากันอีก ไปกี่ครั้งครับ นี่คืองบที่ขาดความโปร่งใสแล้วไปทําในปี ๒๕๕๖ ที่สําคัญก็คือยังมีงบใน ททท. อีก ๑,๘๐๐ กว่าล้านบาทที่เป็นงบประชาสัมพันธ์ส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยเช่นเดียวกัน นี่เท่าที่ตรวจพบนะครับ ที่ยังไม่พบและอ้างมหาอุทกภัยอีกเยอะ แล้วเขียนในโครงการ ส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยนี่ลักษณะการทําโครงการซ้ําซ้อนกันหมดเลยกับตัวบีโอไอ แล้วผมไม่รู้ซ้อนกับ ททท. ด้วยหรือเปล่า มันเงินชาวบ้านครับ ไม่ใช่เงินของตัวนายกรัฐมนตรีเอง นี่คือตัวอย่างของการขาดความโปร่งใสแล้วก็ไร้ธรรมาภิบาล

นอกจากนั้นในสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรียังมีงบอีกตัวหนึ่งครับ ซึ่งผมแปลกประหลาดใจมาก เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการน้ําและอุทกภัยตั้งไว้ ๑๐๐ ล้านบาท ไปตรวจดูรายละเอียดครับใน ๑๐๐ ล้านบาทที่ตั้งนี้ปรากฏว่าเป็นงบที่ไปตั้ง ให้กับตัวคณะกรรมการสํานักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ําและอุทกภัยแห่งชาติ คณะกรรมการชุดนี้ครับไปพิจารณาเรื่องเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คําถามผมมีขึ้นทันทีเลย กู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไปแล้วนี่ยังจะมาเอางบปกติไปอีก ๑๐๐ ล้านบาทหรือครับ กู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไปใช้ไม่พออีกหรือครับ ก็เท่ากับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กับอีก ๑๐๐ ล้านบาท แล้วไปดูเป้าหมาย พันธกิจการทํางานในงบ ๑๐๐ ล้านบาทนี้นะครับ เป็นตัวที่เป็นผู้ประสานรับโครงการต่าง ๆ ของ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมประหลาดใจมากครับ ที่ประหลาดใจเพราะอะไรครับ งบเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทขณะนี้เปิดรับสิ่งที่เรียกว่า คอนเซพชวล แพลน (Conceptual Plan) อยู่แล้ว แล้วก็หมดเขตจะพิจารณากันเสร็จ เดือนมกราคม ปี ๒๕๕๖ เดือนมกราคม ปี ๒๕๕๖ ทํางานต่อก็จะมีตัวทีโออาร์ มีตัวอะไร ขึ้นมาแล้วตัดสิน มีผู้รับเหมา แต่งบเงินกู้ต้องใช้ตามที่ท่านเสนอภายในเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๖ ที่ตั้งไว้ ๑๐๐ ล้านบาทของปี ๒๕๕๖ นี่ใช้เมื่อไหร่ครับ มันก็ต้องใช้หลังเดือนตุลาคม และท่านตั้งเอาไว้ทําไมครับ ตอนนี้งานก็เดินหน้าไปแล้วแล้วมาเอาอีก ๑๐๐ ล้านบาท คณะกรรมาธิการเราทําอะไรครับ แสดงว่าเงินที่ดําเนินการกลไกกรรมการชุดนี้มันมีอยู่แล้ว แล้วตั้งอีก ๑๐๐ ล้านบาท ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็มีอยู่ เงินเราใช้มันอีลุ่ยฉุยแฉกมากเลยครับ อยากตั้งก็ตั้ง แล้วเวลาคณะกรรมาธิการไปตรวจสอบก็ลูบหน้าปะจมูกกันอยู่อย่างนี้ครับ แล้ว ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ผมเรียนท่านประธานเลยว่า ๑๐๐ ล้านบาทที่ตั้งให้เป็น คณะกรรมการชุดนี้ไปกรองมีปัญหาแน่นอน แล้วงานนี้จะมีงานใหญ่เกิดขึ้นนะครับ เพราะวันนี้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทผมไปฟังมาหลายที่แล้วมันมีความผิดแปลกประหลาด ตั้งแต่ในขั้นตอนความคิด ในขั้นตอนดําเนินการ และเอกชนกําลังตั้งข้อสังเกตว่าล็อกสเปก ให้บางประเทศ เพราะในเวลานี้คอนเซพชวล แพลนนี่ยังไม่ได้ตัดสินกันเลยว่าคนที่เสนอรายใด จะเป็นผู้ได้รับการพิจารณาว่าเป็นผู้เสนอแนวความคิดจะพัฒนาลุ่มน้ํา แต่เอกชนเป็นคนบอกเอง ว่าบางประเทศตั้งออฟฟิศแล้ว เรื่องนี้มีมหากาพย์แน่ครับ และเกี่ยวพันถึงตัวผู้บริหาร ในประเทศนี้ด้วย แต่ผมกลับมาตรวจสอบงบ ๑๐๐ ล้านบาทนี้ ท่านประธานครับ งบกองทุน พัฒนาเมือง ๙๐๐ ล้านบาท ปีที่แล้วบวก ๖๐๐ ล้านบาท ๑,๕๐๐ ล้านบาท ส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยอีก ๕๐๐ ล้านบาท ปาเข้าไป ๒,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้อีก ๑๐๐ ล้านบาทเป็นงบที่มีปัญหานะครับ ขาดความโปร่งใสแล้วก็ไร้ธรรมาภิบาล ต้องปรับลดลงครับ แต่ขณะเดียวกันเวลาที่ขาดความโปร่งใส ไร้ธรรมาภิบาล มาดูครับว่า สนองงานนักการเมืองแล้วทอดทิ้งประชาชนมันเป็นอย่างไรครับ ผมตีว่างบ ๕๐๐ ล้านบาท ภาพลักษณ์ก็ดี งบกองทุนพัฒนาเมือง ๙๐๐ ล้านบาท บวก ๖๐๐ ล้านบาท ๑,๕๐๐ ล้านบาท เป็น ๒,๐๐๐ ล้านบาท นักการเมืองเป็นคนสั่งใช้จ่ายได้ทั้งสิ้น มันชัดมากนะครับ จะเอาไปไหน ไปทําอะไร ไม่มีข้อผูกมัดกับคณะกรรมาธิการ กับสภานี้เลย ยกเซ็นให้เปล่า ๆ เลย ยกเงินไป ๕๐๐ ล้านบาท ยกเงินไป ๑,๕๐๐ ล้านบาท อันนี้หรือเปล่าที่จะเป็นการโกงวิธีพิเศษ แต่เวลาช่วยเหลือประชาชน ท่านประธานครับ ธนาคารที่ดินเขาเรียกร้องกันมาหลายสิบปี สําเร็จในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การบริหารจัดการ ธนาคารที่ดิน ทําพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การบริหารจัดการธนาคารที่ดินเอาไว้เสร็จ รัฐบาลยุบสภาไปเลือกตั้ง รัฐบาลชุดนี้ทําอย่างเดียวตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จากวันนั้น มาถึงวันนี้ ๑ ปีแล้วเรื่องไปอยู่ที่นายกรัฐมนตรี ไม่ตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิครับ ไปดองไว้ทําอะไร แล้วเวลาดองไม่ตั้ง ปัญหาคืออะไรครับ ปัญหาคือท่านต้องไปตั้งงบประมาณปี ๒๕๕๕ เอาไว้ ให้กับธนาคารที่ดินในงบของสํานักนายกรัฐมนตรี ๗๐๐ กว่าล้านบาท ยังไม่ใช้เลยแม้แต่บาทเดียว ปี ๒๕๕๖ ตั้งอีก ๔๘ ล้านบาท แต่ปัญหาของการไม่ตั้งธนาคารที่ดินคืออะไรครับ ปัญหาก็คือว่า ประชาชนคนยากคนจนที่จะรอคอยที่ดินที่รัฐจัดให้ในรูปแบบโฉนดชุมชนนั้นเขารอ แล้วก็ไม่ได้รับการจัดการครับ เพราะอะไรครับ มติ ครม. วันที่ ๓ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๔ ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์มีการอนุมัติงบประมาณเอาไว้ ๑,๖๐๐ กว่าล้านบาท ให้ธนาคารที่ดิน เอาไปจัดซื้อที่ดินที่อยู่ที่ บสท. จํานวน ๓๐ แปลง เพื่อไปจัดสรรให้กับคนยากคนจน ที่มาขอที่ดินทํากิน คนกลุ่มนี้รอมาหลายสิบปีแล้วมาสําเร็จในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลนี้ไม่ต้องทําอะไรเลยครับ ตั้งธนาคารที่ดิน นายกรัฐมนตรีเซ็นตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๒ คน ธนาคารที่ดินทํางานได้ เอา ๑,๖๐๐ ล้านบาทที่มีมติ ครม. กันเงินไว้แล้วไปซื้อที่ เจรจา บสท. จบแล้ว ๓๐ แปลง เนื้อที่ ๑๕,๐๐๐ กว่าไร่ ให้คนจนได้อยู่ได้กินได้ทํากินไม่ตั้งครับ นี่เวลาช่วยประชาชนไม่ให้ครับ ใจดําจริง ๆ แล้วดูครับว่า ๓๐ แปลงนี้อยู่ที่ไหนบ้าง ขอประกาศผ่านโทรทัศน์เลย ให้พี่น้องประชาชนได้รู้ว่ารัฐบาลนี้ไม่ตั้งธนาคารที่ดิน คนในที่ต่อไปนี้เสียประโยชน์นะครับ อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี อําเภอหันคา จังหวัดชัยนาท อําเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก อําเภอมหาราช นครใหญ่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อําเภอบางไทร เสนาน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อําเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดจันทบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดสระแก้ว จังหวัดขอนแก่น จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชุมพร จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพะเยา ทําไมไม่ตั้งธนาคารที่ดินล่ะครับ แค่นายกรัฐมนตรีเซ็น ตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มติ ครม. ๓ พฤษภาคม ที่ฝ่ายรัฐบาลปัจจุบันนี้ตอนเป็นฝ่ายค้าน โจมตีเสมอว่า ๓ พฤษภาคมเป็นมติ ครม. ทิ้งทวน ๆ อันนี้ละครับทวนที่จะกลับไปช่วยประชาชน ก็ท่านไม่ทําต่อนี่ครับ ๑,๖๐๐ ล้านบาทยังนอนอยู่เลยวันนี้ ๗๐๐ ล้านบาทธนาคารที่ดิน ก็ยังนอนอยู่เลยวันนี้ ไปรังเกียจอะไรกับคนจนเขาล่ะครับไม่ตั้งธนาคารที่ดิน นี่ไม่นับกระทรวงการคลังของคุณกิตติรัตน์เอากฎหมายภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า และเอาเงินมาเติมให้กับธนาคารที่ดินไปดองไว้กระทรวงการคลัง จนเดี๋ยวนี้ยังไม่ส่งสภาเลย

ที่สําคัญในงบประมาณของสํานักนายกรัฐมนตรีนั้นมีสํานักงานที่สําคัญ อีกที่หนึ่งคือสํานักงานโฉนดชุมชน เป็นโครงการ เป็นนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินทํากิน ให้กับคนที่ไปอยู่ในที่ทํากินของรัฐซึ่งมีจํานวนเป็นล้านครอบครัวแล้วไม่สามารถจะเอาเขา ออกจากที่ดินของรัฐ บางที่เป็นที่พิพาทกันว่าที่รัฐประกาศหลังจากที่เขาไปอยู่แล้ว แล้วพิสูจน์กันไม่ได้ก็ยืดเยื้อกันมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน รัฐบาลอภิสิทธิ์ทํานโยบายโฉนดชุมชน ออกระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีจัดงบประมาณให้เสร็จสรรพเรียบร้อย งบปี ๒๕๕๕ ตั้งเอาไว้ ปรากฏงบปี ๒๕๕๖ ไม่มีเขียนไว้ครับ ผมก็ไปถามว่าจะไม่เอาโฉนดชุมชนแล้วหรือ ทิ้งคนจนแล้วหรือ เขารอกันอยู่ แล้วจังหวัดในภาคเหนือนี่เยอะสุดกับจังหวัดในภาคอีสาน ปรากฏว่างบปี ๒๕๕๖ ไปซ่อนเอาไว้ในงบดําเนินการสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี แต่คณะกรรมการโฉนดชุมชนไม่เดินหน้าเลยครับ ที่คนเขาขอเป็นพันแปลงไม่เดินหน้าครับ ผลงานรัฐบาลชุดนี้เรื่องโฉนดชุมชนคือประชุมเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แก้ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนประธานจากรัฐมนตรีสํานักนายกรัฐมนตรี ไปเป็นรองนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีผลไปเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และจนบัดนี้ ไม่ตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ดองเรื่องเอาไว้ไม่เดินต่อเรื่องโฉนดชุมชน ผลที่มันเกิดขึ้นก็คือ ประชาชนที่ขอทําโฉนดชุมชนนําร่องที่ขัดแย้งกันอยู่วันนี้ก็กลายเป็นข้อพิพาทกับรัฐครับ ท่านอภิสิทธิ์ไปที่จังหวัดเชียงใหม่มาแทบเอาตัวไม่รอด ก็มีกลุ่มคนเสื้อแดงไปไล่ตามราวี ตามที่เป็นข่าวนั่นละครับ ไปดูปัญหาเรื่องโฉนดชุมชน ตรงนั้นก็เป็นที่ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ อนุมัติเงินให้ธนาคารที่ดินไปจัดซื้อที่ดิน ไปทําโฉนดชุมชนให้กับพี่น้องชาวเชียงใหม่ครับ แต่ท่านไม่ให้เขา นี่อย่างไรครับผมถึงบอกว่างบขาดความโปร่งใส ไร้ธรรมาภิบาล สนองงานให้นักการเมือง แต่ทอดทิ้งประชาชน เลิกพูดเถอะครับวาทกรรมไพร่ อํามาตย์ มันโกหกทั้งนั้น เพราะนี่คือเรื่องคนจนท่านไม่ทํา ความเหลื่อมล้ําท่านไม่ทํา แต่วันนี้ ไพร่ที่แสดงตัวแล้วขึ้นมาเป็นอํามาตย์เสวยสุขทุกคน นี่คือความจริงครับ ผมถึงบอกท่านประธานครับว่างบของสํานักนายกรัฐมนตรีนั้นจําเป็นต้องตัดลดลง เหตุผลที่กระผมได้เสนอมาทั้งหมดนี้มันจะชี้ให้เห็นเลยครับว่าที่เพื่อนสมาชิกจากซีกฝ่ายค้าน ตั้งคําถามเรื่องโกง เรื่องทุจริต เรื่องความไม่โปร่งใสนั้นมันปรากฏทุกที่ นี่ขนาดว่ายักย้ายบางเรื่อง ไปอยู่เงินกู้แล้วนะครับ แล้วที่เจอในงบซึ่งควรจะโปร่งใสในงบประมาณยังอื้อขนาดนี้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทจะอื้อขนาดไหน นี่วันดีคืนดีจะออกเงินกู้อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่าเลยครับ ขนาดนี้ผมว่าประเทศมันก็ย่ําแย่อยู่แล้ว ผมก็เรียนท่านประธานละครับว่าที่พูดไป ไม่ได้ต้องการสักแต่เฉพาะพูดอย่างเดียว ยังต้องการคําตอบ ถ้ากรรมาธิการทํางานไม่บกพร่อง ลุกขึ้นมาตอบผมหน่อยว่าที่ผมถามไปทุกตัวนี่ท่านตรวจสอบมากน้อยแค่ไหนในแต่ละตัว ของงบประมาณ นั่นแสดงให้เห็นว่าท่านทํางานจริง แต่ถ้าก้มหน้าก้มตากันไปอย่างนี้ คนที่รับกรรมก็คือประชาชนนะครับ