อัญชลี วานิช เทพบุตร แปรญัตติปรับลดงบประมาณสํานักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ลง 10 เปอร์เซ็นต์ และวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญ นอกจากนี้ เธอยังหารือเรื่องการก่อสร้างศูนย์ประชุมในจังหวัดภูเก็ต และเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามแผนการและงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน อัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันได้ขอแปรญัตติปรับลดงบประมาณในมาตรา ๕ สํานักนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน (๑๗) สํานักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ลงไปทั้งสิ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะ ท่านประธานคะ ตามที่เราทราบกันดีอยู่แล้วค่ะว่ารัฐบาลนั้น ได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ไว้ทั้งสิ้นประมาณ ๒.๔ ล้านล้านบาท โดยทั้งสิ้นจะเป็นงบรายจ่ายประจําอยู่ที่ประมาณ ๑.๙ ล้านบาท ดิฉันได้เรียนไว้ แล้วก็ได้อภิปรายไว้ในวาระแรกแล้วค่ะว่างบจริง ๆ ที่จะเหลือในการลงทุน หรือว่าการพัฒนาประเทศก็จะอยู่ที่ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ยังไม่ได้นับ รวมเงินกู้อื่น ๆ ที่ยังมีอีกมากนะคะ ดิฉันได้อภิปรายไปในวาระแรกค่ะว่าสิ่งที่พี่น้องประชาชน ห่วงใยและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในห้องนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายค้านนั้นให้ความห่วงใยมาก ก็คือรัฐบาลจะสามารถนําเงินงบประมาณเหล่านี้ไปบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ได้หรือไม่ หรือว่าจะไปบริหารอย่างล้มเหลว สิ่งที่เราห่วงใย พี่น้องประชาชนห่วงใยก็คือ รัฐบาลจะสามารถนําเงินงบประมาณตรงนี้ไปบริหารจัดการอย่างโปร่งใส ปราศจากการทุจริต คอร์รัปชันได้หรือไม่ และรัฐบาลจะสามารถนําเงินงบประมาณเหล่านี้ไปบริหารจัดการ อย่างมีคุณธรรม โดยคํานึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก ได้หรือไม่ นี่คือความห่วงใยที่พวกเราได้ฝากไปให้กับคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งใช้เวลาในการพิจารณากว่า ๗๐ วัน แต่ครั้นคณะกรรมาธิการได้ส่งร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ กลับมาให้เราในวาระที่สอง ดิฉันคงต้องเรียนตอบได้ว่ารัฐบาลคงไม่อาจสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดิฉันเองนั้นแปลกใจ ที่ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ปรับลดงบประมาณในสํานักงานส่งเสริมการจัดประชุม และนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ลง เงินทั้งสิ้นที่ สสปน. เขาขอไปประมาณ ๘๘๒ ล้านบาท และหน่วยงาน สสปน. หรือว่าสํานักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) นั้นถือได้ว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีคุณภาพ หรือที่เราเรียกว่ากลุ่มไมซ์ (MICE) นั้นเข้าสู่การประชุมที่ประเทศไทยของเรา แล้วก็เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวจากสิ่งเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ดิฉันแปลกใจ ไปมากกว่านั้นก็คือเมื่อคณะกรรมาธิการปรับลดงบประมาณของ สสปน. ลง แล้วมาตัด รวมกันไว้ที่กองกลาง ทุกครั้งรัฐบาลก็จะขอแปรญัตติเพิ่มกลับไปให้เป็นงบประมาณของ กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แต่รัฐบาลกลับไม่ได้ขอแปรญัตติเพิ่มกลับไปให้ สสปน. ทั้ง ๆ ที่ทางท่านนายกรัฐมนตรี คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นได้เคยแถลงนโยบาย การสร้างรายได้ไว้ต่อสภาผู้แทนราษฎรในปี ๒๕๕๔ ชัดเจน และดิฉันอภิปรายมาหลายครั้ง แล้วค่ะว่านโยบายการสร้างรายได้นั้นก็จะพัฒนาการท่องเที่ยว โดยให้สัญญาประชาคม ต่อสภาแห่งนี้ไว้ว่าจะทําให้มีรายได้จากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ๒ เท่าตัวใน ๕ ปี เรากลับไปดู ตัวเลขกันค่ะว่าในปี ๒๕๕๔ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ประกาศแถลงนโยบายไว้ต่อสภานั้น เงินรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งสิ้นอยู่ที่ ๑,๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทค่ะ เพราะฉะนั้น ในปี ๒๕๕๘ เพิ่มขึ้นอีก ๒ เท่าตัวในเวลา ๕ ปี เงินที่จะได้รายได้จากการท่องเที่ยว จะต้องขึ้นไปถึง ๒.๒ ล้านล้านบาท นี่คือโจทย์ที่นายกรัฐมนตรีเองได้ประกาศต่อสภา แล้วก็ต่อพี่น้องประชาชน และเมื่อเร็ว ๆ นี้เมื่อประมาณปลายเดือนมิถุนายนนายกรัฐมนตรีเองก็ได้กลับมาพูด ในเรื่องของการท่องเที่ยวอีกครั้งหนึ่งค่ะโดยนั่งเป็นประธานอยู่ที่หัวโต๊ะ แล้วก็แถลง ในเรื่องของยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการดําเนินงานเพื่อจะเพิ่มรายได้ให้กับการท่องเที่ยว ให้บรรลุ ๒.๒ ล้านล้านบาทในปี ๒๕๕๘ แล้ว ๑ ในกลยุทธ์ที่ได้มีการพูดจากันในวันนั้นก็คือ การดึงตลาดจากนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยผ่านตลาดกลุ่มไมซ์ค่ะ ตรงนี้เองที่ทําให้ ดิฉันสงสัยว่าวันที่ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงหรือที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเป็นประธาน ในฐานะการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยนั้น ท่านทราบหรือเปล่าคะว่า สสปน. ทําหน้าที่อะไร สสปน. ทําหน้าที่ในการจัดประชุม แล้วก็นิทรรศการ และวันนี้ค่ะตัวเลขของนักท่องเที่ยวซึ่งมาจากในตลาดกลุ่มไมซ์ หรือกลุ่มประชุมนั้นอยู่ที่ประมาณ ๘-๑๐ เปอร์เซ็นต์จากนักท่องเที่ยวโดยรวม เพราะฉะนั้นตรงนี้การเพิ่มรายได้นี้เรียกได้ว่าเท่าทวีคูณนะคะ เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จากนักท่องเที่ยวธรรมดาที่มาท่องเที่ยวอยู่ในประเทศไทยทุกวันนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ค่ะ ตัวเลขที่ท่านนายกรัฐมนตรีควรจะต้องตามดูว่าในปี ๒๕๕๔ ตัวเลขอยู่ที่ ๑.๑ ล้านล้านบาท ในปี ๒๕๕๕ ก็คือปีนี้รายได้ควรจะต้องเพิ่มมาตามที่กรมการท่องเที่ยวได้กําหนดเอาไว้ก็คือ จะต้องขึ้นมาจากรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ประมาณ ๘๘๐,๐๐๐ ล้านบาท นักท่องเที่ยวไทยอยู่ที่ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขจะต้องมาอยู่ที่ ๑.๓ ล้านล้านบาท ในปี ๒๕๕๖ ก็คือปีงบประมาณที่เรากําลังถกกันซึ่งก็จะเป็นปีหน้า ตัวเลขของนักท่องเที่ยว กับรายได้จะต้องก้าวกระโดดขึ้นมาอยู่ที่ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทสําหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และนักท่องเที่ยวไทยก็ยังอยู่ที่เดิมค่ะประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ รวมแล้วปี ๒๕๕๖ รายได้จากนักท่องเที่ยวจะต้องเพิ่มขึ้นมาถึงประมาณ ๑.๕ ล้านล้านบาทถึงจะก้าวกระโดด กลับไปที่ปี ๒๕๕๘ ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้ต่อสภานั่นก็คือจะต้องก้าวกระโดด ไปที่ ๒.๒ ล้านล้านบาท ตรงนี้ค่ะสุญญากาศที่เกิดขึ้นกับการที่จะต้องเร่งให้มีการดึงตลาด นักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์เข้าสู่ประเทศไทยนั้นจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่สําคัญอย่างยิ่ง ดิฉันคงต้องขออนุญาตเรียนต่อท่านประธานค่ะว่าพฤติกรรมหรือสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อสภานั้นมันสวนทางกันโดยสิ้นเชิง อย่างไรคะท่านประธาน นั่นก็คือสมัยเมื่อตอนที่ ท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้วางยุทธศาสตร์ไว้ชัดเจนว่าต้องการให้กรุงเทพมหานครนั้น เป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน และนอกจากนั้นได้วางยุทธศาสตร์ไว้ว่า ทางภาคเหนือนั้นก็จะให้ทางจังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางทางด้านการท่องเที่ยวหรือที่เรา เรียกว่าเป็นฮับ (Hub) ทางการท่องเที่ยว โดยนํากลุ่มตลาดไมซ์หรือกลุ่มประชุมนี่ค่ะ ให้เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ในขณะเดียวกันก็วางศูนย์ประชุมหรือว่าฮับของการท่องเที่ยว ไว้ที่ภาคใต้ก็คือที่จังหวัดภูเก็ต อย่างนี้เป็นต้น จึงเป็นที่มาของการตั้งงบประมาณในการสร้าง ศูนย์ประชุมขึ้นในจังหวัดทั้ง ๒ แห่ง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยึดโยงกันค่ะศูนย์ประชุม ระหว่างที่จังหวัดภูเก็ตและที่จังหวัดเชียงใหม่ ดิฉันขอเรียนค่ะว่าที่จังหวัดภูเก็ตเองนั้น เนื่องจากว่าได้ติดอยู่ในแผนที่ท่องเที่ยวโลกไปเป็นระยะเวลานาน ในขณะที่ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีคือท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีในปี ๒๕๓๖ ต่อปี ๒๕๓๗ นี่ค่ะ ได้มีการทําวิจัยแล้ว แล้วก็มีการตั้งแผนงานไว้ว่าควรจะต้องมีการสร้างศูนย์ประชุมขึ้น ที่จังหวัดภูเก็ต แต่ในที่สุดในปี ๒๕๓๘ ในปี ๒๕๓๙ เราไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาล ในปี ๒๕๔๐ แม้เรากลับมาเป็นรัฐบาลก็ตามแต่ปรากฏว่าได้เกิดวิกฤติต้มยํากุ้งขึ้นทําให้เราไม่มีงบประมาณ เพียงพอในการจะสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อเป็นเช่นนี้ปี ๒๕๔๔ ท่านทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี และในปี ๒๕๔๖ จึงเป็นที่มาว่าแทนที่จะตั้งการศึกษาเรื่องแผนงาน การจัดทําแบบศูนย์ประชุมขึ้นทั้ง ๒ จังหวัดก็นําเงินงบประมาณตรงนั้นไปทําการศึกษาแผน แล้วก็ออกแบบก่อสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ และหลังจากนั้นเมื่อปี ๒๕๔๖ แล้วก็เงียบหายไปค่ะ ไม่ได้มีการดําเนินการใด ๆ ต่อทั้งสิ้น จนกระทั่งที่ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้วางยุทธศาสตร์ อย่างที่ดิฉันได้เรียนแล้วค่ะ ว่าเราต้องการทําจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นฮับทางด้านการท่องเที่ยวทางภาคเหนือและ จังหวัดภูเก็ตเป็นฮับทางด้านการท่องเที่ยวทางภาคใต้ ได้มีการทําแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ในการลงทุนให้กับประเทศไทยและโครงการทั้ง ๒ แห่งจึงเกิดขึ้น นั่นก็คือได้มีการอนุมัติ งบประมาณในการสร้างศูนย์ประชุมขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่กว่า ๒,๒๐๐ ล้านบาทค่ะ และในขณะนั้นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นผู้รับผิดชอบได้มีการดําเนินการก่อสร้าง ไปตามแผนที่ได้มีการศึกษาไว้ ในขณะเดียวกันก็ได้ตั้งเงินงบประมาณเพื่อจะสร้าง ศูนย์ประชุมขึ้นที่จังหวัดภูเก็ตค่ะ โดยต้องไปทําแผนและทําแบบก่อสร้างด้วยการวางเงิน งบประมาณไว้ประมาณ ๒,๖๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ตอนนั้นมีหลายคนก็บอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนก็ห่วงค่ะว่า เราจะถูกปล้นโครงการไปรอบ ๒ หรือเปล่า แต่เราก็บอกว่าในเมื่อเป็นยุทธศาสตร์ของชาติ เราจะต้องไม่คํานึงถึงเรื่องของการเมืองมาเป็นหลัก เราควรจะต้องวางยุทธศาสตร์ของชาติ ให้ชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี ๒๕๕๘ จะมีการรวมอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเกิดขึ้น การเตรียมพร้อมเหล่านี้ จึงเป็นความจําเป็น เพราะฉะนั้นการก่อสร้างศูนย์ประชุมขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่นั้น จึงได้ดําเนินการมาต่อเนื่อง ในขณะที่มีการก่อสร้างไปนั้นเงินงบประมาณไม่เพียงพอ ได้มีการขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมในรัฐบาลชุดของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในขณะนั้น แล้วก็ได้รับงบประมาณ หาทางช่วยเหลือและแก้ไขจนกระทั่งการดําเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ ปีนี้แล้วเสร็จแน่นอน แล้วก็จะมีการเพิ่มเติมในเรื่องของครุภัณฑ์และส่วนควบต่าง ๆ ในศูนย์ประชุมดังกล่าว
แต่มาที่จังหวัดภูเก็ตค่ะ ดิฉันคงต้องขอพูดในฐานะเป็นคนภูเก็ตเอง และในฐานะพี่น้องซึ่งอยู่ในโซน (Zone) อันดามันทั้งหมดค่ะ เขาทวงถามต่อ ท่านนายกรัฐมนตรีว่าแล้วศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ตบัดนี้ทําไมเงียบหายไป คงต้องเรียน ท่านประธานนะคะว่าจากปฏิบัติการไทยเข้มแข็งเราตั้งงบประมาณไว้แล้ว ๒,๖๐๐ ล้านบาท แบบแผนทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ ดิฉันสอบถามไปที่กรมธนารักษ์และสอบถามไปที่ ท่านนายกรัฐมนตรีว่าแล้วศูนย์ประชุมจังหวัดภูเก็ตอยู่ที่ไหน ปรากฏวันนี้พบแล้วค่ะว่า เรื่องทั้งหมดทางกรมธนารักษ์ชงไว้เรียบร้อยและต้องมีการเซ็นสัญญาเพื่อจะได้ ทําการก่อสร้างปลายเดือนกรกฎาคม แต่ปรากฏว่าเอกสารทั้งหมดอยู่ในห้องของท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังค่ะ ซึ่งวันนี้ก็เป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลทางด้านเศรษฐกิจ มิหนําซ้ํายังเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ แต่ท่านก็เก็บไว้ในลิ้นชัก โดยท่านไม่ได้คํานึงเลยว่า ยุทธศาสตร์ของชาติควรจะดําเนินการอย่างไร ดิฉันจึงอยากจะเรียนให้ทราบค่ะว่า เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น มิหนําซ้ําค่ะ ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ท่านก็ไม่ได้มา ในที่ประชุมเพื่อจะตอบคําถามนี้กับดิฉันว่าแล้วท่านเองเอาเงินงบประมาณเหล่านี้ แล้วก็โครงการดี ๆ เหล่านี้ซึ่งจะสร้างเศรษฐกิจให้กับชาติได้ตามเป้าหมาย ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ต่อสภา ได้ประกาศไว้ต่อพี่น้องประชาชนนั้น วันนี้ดําเนินการไปในขั้นตอนอย่างไร ดิฉันคงต้องเรียนค่ะว่าตอนสมัยท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์นั้นเราได้วางยุทธศาสตร์ไว้ครอบคลุมว่าจะต้องมีการขยายสนามบินที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวปีละกว่า ๑๒ ล้านคน เพิ่มจากเดิม ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน อนุมัติ งบประมาณไปแล้ว ๕,๗๐๐ ล้านบาท และเข้าใจว่าจะทําการเพิ่มเติมดําเนินการก่อสร้าง แล้วเสร็จในปี ๒๕๕๘ ทันรับอาเซียน และเราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ต ก็จะสามารถสร้างได้ทันในปี ๒๕๕๘ เพื่อจะได้ครบในการดําเนินการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เหล่านี้เป็นสิ่งที่ดิฉันอยากจะเรียนถามท่านกรรมาธิการค่ะว่าท่านได้สอบถามทาง สสปน. หรือสอบถามทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาสําหรับการวางเป้าหมาย ตอบโจทย์ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเองได้ประกาศต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ต่อพี่น้องประชาชนเอาไว้ หรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นจึงจําเป็นค่ะว่าแม้ สสปน. จะถือได้ว่าเป็นองคาพยพที่สําคัญ ส่วนหนึ่งที่จะสร้างรายได้ให้กับประเทศ แต่ในเมื่อคณะกรรมาธิการงบประมาณได้ปรับลด งบประมาณของท่านลง และรัฐบาลเองโดยสํานักนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้แปรญัตติ ของบประมาณกลับมาเพิ่มให้กับ สสปน. ดิฉันจึงคิดว่าอาจจะเกิดจากความบกพร่องของ สสปน. หรือเปล่าที่ไม่สามารถจะให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และไม่สามารถที่จะแนะนํา ท่านนายกรัฐมนตรีหรือสํานักนายกรัฐมนตรีได้ว่าความจําเป็นของ สสปน. ควรจะดําเนินการ ไปอย่างไร แค่ไหน นั่นดิฉันถือได้ว่าเป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของการบริหารจัดการ และการใช้เงินงบประมาณของพี่น้องประชาชนของรัฐบาล เพราะฉะนั้นจึงอยากจะฝาก คณะกรรมาธิการวิสามัญในการดูในรายละเอียดเหล่านี้ และถ้าท่านประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะได้ตอบข้อซักถาม และข้อที่ดิฉันได้ตั้งประเด็นไว้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพี่น้องประชาชน และดิฉัน จะได้นําความห่วงใยเหล่านี้กลับไปบอกพี่น้องประชาชนได้ค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ