ธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ พูดถึงปัญหาการบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์การคลังสินค้าและองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ซึ่งเขาเชื่อว่าพวกมันคู่ที่มีปัญหาและเป็นเครื่องมือในการทุจริต
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ผมคงจะเป็นคนท้าย ๆ สําหรับในคืนนี้นะครับ ท่านประธานก็เกือบลืมผมไปแล้วเมื่อสักครู่ ผมคงจะพูดถึงในส่วนของรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาในเรื่องของการบริหารจัดการสัก ๒ หน่วยงาน ซึ่งต้องถือว่าเป็นหน่วยงานที่ทํางานควบคู่กันไปอย่างแยกกันไม่ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการรับจํานําพืชผลทางการเกษตร ซึ่งมีข้อมูลทางด้านวิชาการ จากหลายหน่วยงานพิสูจน์มาให้เห็นแล้วว่าเป็นการทุจริตซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่าย พี่น้องเกษตรกรได้ประโยชน์บ้าง แต่ก็น้อยไม่คุ้มกับเงินที่รัฐบาลได้ลงทุนไปในโครงการต่าง ๆ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ในส่วนขององค์การคลังสินค้าท่านบอกว่าวิสัยทัศน์ ท่านเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีความเป็นเลิศด้านธุรกิจคลังสินค้า การค้า และบริการสินค้าเกษตร ท่านดําเนินธุรกิจคลังสินค้า การค้า และบริการสินค้าเกษตรเป็นธุรกิจหลัก แต่เท่าที่ผมทราบ ณ ขณะนี้ตั้งแต่ตั้งองค์การคลังสินค้ามาหลายปี องค์การคลังสินค้าไม่มีคลังสินค้าเป็นของ รัฐบาลเลย เป็นของตัวเองไม่มีเลยครับ เป็นคลังสินค้าของเอกชนทั้งสิ้น แล้วคลังสินค้า อันนี้ละครับเป็นเครื่องมือในการทุจริตซึ่งผมจะได้กราบเรียนท่านประธานในโอกาสต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ องค์การคลังสินค้าได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ไว้ถึง ๕,๔๘๕ ล้านบาทเศษ เป็นแผนงานเสริมสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และยังตั้งแผนงานส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าภาคการเกษตรอีก ๒๒ ล้านบาทเศษ ท่านประธานที่เคารพครับ การดําเนินการขององค์การคลังสินค้าจะต้องตั้ง งบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรับฝากและเก็บรักษาสินค้าตามโครงการรับจํานํา ผลผลิตทางการเกษตรหลายรายการ แล้วก็ได้ใช้เงินอุดหนุนเป็นเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเหมือนที่ผมกราบเรียนท่านประธานตั้งแต่เบื้องต้น ทีนี้เมื่อหันมาดู รัฐวิสาหกิจคู่ทุจริต ผมกล้าพูดว่าเป็นรัฐวิสาหกิจคู่ทุจริตก็คือองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. เขาบอกว่าจัดการตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพแบบครบวงจร ขณะนี้ก็ยัง ไม่ครบวงจร ยังมีปัญหาเรื่องการปิดถนน เรื่องราคาสินค้าทางการเกษตรไม่ได้ราคา ท่านบอกว่าสนับสนุนการพัฒนาระบบตลาดสินค้าเกษตรโดยส่งเสริมระบบตลาดกลาง ในระดับพื้นที่เพื่อชุมชน โดยเกษตรกรเป็นผู้รวบรวมและกระจายไปยังตลาดกลางภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพของระบบตลาดสินค้าเกษตรและ ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับอาชีพเกษตรกรรม ผมกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งเหล่านี้ ได้ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงครับท่านประธาน ในส่วนของการตั้งงบประมาณไว้นั้น ก็มีลักษณะเฉกเช่นเดียวกันกับองค์การคลังสินค้า เพียงแต่ว่ามีค่าใช้จ่ายซึ่งแตกต่าง เข้าไปอีกนิดเดียวแค่นั้นที่ไม่เหมือนกัน นอกนั้นแล้วเหมือนกันแทบทั้งสิ้น ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมไปดูงบรายจ่ายที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรได้ตั้งไว้ เห็นแล้วน่าตกใจครับ ท่านประธาน ต้องบอกงบรายจ่ายอื่น ชําระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ย โครงการรับซื้อลําไยสด เพื่อแปรรูปและการตลาดลําไยอบแห้ง ปี ๒๕๔๗ ๘๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ นี่คือการล้มเหลวจากโครงการรับจํานําลําไยในรัฐบาล พันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ในปี ๒๕๔๗ ชําระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยตามโครงการแทรกแซงตลาดรับซื้อข้าวเปลือก ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ อยู่จํานวนหนึ่งซึ่งไม่มาก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีรายงานการวิจัย ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งอย่างน้อยก็ได้วิจัยในเรื่องของโครงการศึกษามาตรการ การแทรกแซงตลาดข้าวเพื่อป้องกันการทุจริต นี่ฉบับที่ ๑ ครับท่านประธาน โครงการศึกษา มาตรการแทรกแซงตลาดลําไยเพื่อป้องกันการทุจริต นี่ฉบับที่ ๒ ครับท่านประธาน โครงการศึกษามาตรการแทรกแซงตลาดมันสําปะหลังเพื่อป้องกันการทุจริต นี่คือตัวอย่าง ในฉบับที่ ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนั้นสํานักงาน ป.ป.ช. โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ยังได้จ้างบุคคลทําการศึกษาวิจัยในเรื่องอื่น ๆ อีก ๓ รายการ ก็คือเกี่ยวกับเรื่องนมและ ผลิตภัณฑ์ ผมจํารายการไม่ได้ แต่ผมสรุปให้ท่านประธานฟังให้ได้ว่าบทคัดย่อซึ่งเขียนโดย คุณนิพนธ์ พัวพงศกร และคุณกิตติกร จารุพงศ์ ซึ่งเป็นนักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ (TDRI) สรุปได้ว่าโครงการรับจํานําข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิต ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ นี่ก็รัฐบาล พันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร คล้ายกับสถานการณ์ในปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ก็เป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยหรือพรรคไทยรักไทย ก็เป็นรัฐบาลของท่านนะครับ เขาสรุปมาว่าสาเหตุที่โครงการรับจํานํามีปัญหาขาดทุนมหาศาลเกิดจากการที่รัฐ กําหนดราคารับจํานําข้าวเปลือกให้สูงกว่าราคาตลาด แต่ประมูลขายข้าวสารในราคาต่ํากว่า ราคาส่งออกในตลาด การที่รัฐจ่ายค่าจ้างสีแปรสภาพและค่าเช่าโกดังให้ผู้ประกอบการ ในอัตราสูงกว่าอัตราตลาด มูลค่าการขาดทุนจึงประกอบด้วยค่าเช่าทางเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่าย ในการดําเนินการ และความสูญเสียจากการเก็บรักษาข้าวเป็นจํานวนมหาศาล ท่านประธานครับ เขาบอกว่านักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะได้ส่วนแบ่งค่าเช่าจากโรงสีเจ้าของโกดังและ ผู้ส่งออก โครงการรับจํานําจึงเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่สิ้นเปลืองครับท่านประธาน นอกจากจะเกิดภาระขาดทุนมหาศาลจากการที่รัฐกลายเป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่แล้ว ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ร้อยละ ๕๕ ของผลตอบแทนส่วนเกิน ไม่ได้ตกอยู่กับเกษตรกรครับ ท่านประธาน ซึ่งก็ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของนโยบายของรัฐบาล ก่อให้เกิดปัญหาวินัย ทางการเงินการคลัง ประโยชน์ส่วนใหญ่มิได้ตกแก่ชาวนาครับ แต่ตกแก่ผู้ส่งออก โรงสี เจ้าของโกดัง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ มิหนําซ้ําชาวนาส่วนใหญ่ที่ได้ประโยชน์คือชาวนา ที่มีฐานะในเขตชลประทาน ก็คือ ภาคกลาง พี่น้องภาคเหนือ ภาคอีสานไม่ได้ประโยชน์ครับ พ่อค้าส่งออกรายใหญ่ได้เปรียบพ่อค้าส่งออกข้าวรายอื่น ๆ การแทรกแซงยังก่อให้เกิด พฤติกรรมการแสวงค่าเช่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการทุจริตในทุกระดับของการแทรกแซง ผลที่ตามมาก็คือความเสียหายต่อการใช้ทรัพยากรและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้นรัฐบาลจึงควรยกเลิกโครงการรับจํานําข้าวเปลือกครับท่านประธาน นี่คือผลสรุปของ ทีดีอาร์ไอ ซึ่ง ป.ป.ช. จ้างให้วิจัยออกมา ผมเชื่อครับ แต่ผมคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ยังไม่เชื่อ ก็ยังดื้อดัน ยังดึงดันที่จะดําเนินการตามนโยบายรับจํานําต่อไป โดยใช้ ๒ องค์กรหลัก ที่ผมเรียนท่านประธานตั้งแต่เบื้องต้น คือ อ.ต.ก. และ อคส. ผมคิดว่าทั้ง ๒ หน่วยงานนี้ไม่ได้ พัฒนาไปในทางที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนเลยครับท่านประธาน มีแต่การทุจริต มีแต่ความเสียหายตามมาโดยตลอด เขาก็บอกอยู่ในรายงานด้วยนะครับว่าการใช้ระบบ ส่วนต่างเป็นระบบที่เกิดประโยชน์ที่สุด ซึ่งพรรคผมก็ดําเนินการมาในช่วงที่เป็นรัฐบาล เราคิดว่าเราเดินมาถูกทาง มีสมาชิกหลายท่านอภิปรายก่อนหน้า ผมเน้นในส่วนที่เกี่ยวกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้ชี้แจงรายละเอียดในส่วนต่าง ๆ ไปมากพอสมควร ผมก็ถือเอารายงาน ๓ ฉบับนี้ เรื่องลําไย เรื่องมันสําปะหลัง เรื่องข้าว เป็นหลักเพื่อที่จะติติง รัฐบาลและติติงหน่วยงานทั้ง ๒ หน่วยงานให้รีบเปลี่ยนนโยบายในการดําเนินการ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร วิกฤติของพี่น้องเกษตรกรกลายเป็นโอกาสของพ่อค้า กลายเป็นโอกาสของนายทุน กลายเป็นโอกาสของนักการเมือง ของรัฐบาลที่มีพฤติกรรม ในการทุจริตคอร์รัปชัน ดังนั้นผมจึงขอปรับลดงบประมาณ จริง ๆ แล้วเติมเลขศูนย์ไม่ทัน ท่านประธานครับ จะตัด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เขียนไว้ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ