เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ แปรญัตติงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข โดยระบุว่าปัญหาคือการขาดกำลังคนและงบประมาณที่ไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังระบุว่าระบบการบริหารจัดการแบ่งแยกอำนาจทําให้ไม่มีเอกภาพในด้านการบริหาร จึงเรียกร้องการลดการเสียหายของระบบสาธารณสุข
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก ผมขอแปรญัตติ งบประมาณในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขที่มียอดเงิน ๑๐๐,๑๕๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดังต่อไปนี้นะครับ โดยผมแปรญัตติงบประมาณไว้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เหตุผลจากการที่ผม ปรับลดงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขลงนั้น เนื่องจากเห็นว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขที่ทําหน้าที่ในด้านการดูแลรักษาพี่น้องประชาชนทางด้านสุขภาพ ทางด้านป้องกันโรค ส่งเสริมสุขภาพนี่นะครับ ยังมีปัญหามากมายที่พี่น้องประชาชน ไม่สามารถที่จะได้รับสิ่งที่คาดหวังได้ การดําเนินการของกระทรวงที่ผ่านมาติดขัดหลายเรื่อง เรื่องที่สําคัญก็คือเรื่องเกี่ยวกับกําลังคนที่ผมได้เคยพูดไปแล้ว ก็คือกําลังคนของ กระทรวงสาธารณสุขทางด้านการแพทย์ซึ่งมีตั้งแต่แพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ เทคนิคการแพทย์ รังสีวิทยา และกายภาพบําบัด ในส่วนนี้เป็นส่วนที่รับภาระหนักมาก อัตรากําลังที่บรรจุไว้ไม่เพียงพอกับงานบริการที่ภาครัฐบาล โดยเฉพาะพรรครัฐบาลปัจจุบัน ที่เป็นผู้เริ่มโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยผ่านทางกองทุนที่เรียกว่า สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เหตุที่กําลังคนขาดก็เพราะว่าการบรรจุอัตราตําแหน่ง รวมทั้งคนที่เกษียณอายุไม่ได้รับการบรรจุเหมือนเดิม ทั้ง ๆ ที่ต้องทํางานตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมงกับการดูแลพี่น้องทั้งสิ้นประมาณ ๖๕ ล้านคน ในส่วนที่เป็นภาระหนักที่สุดก็คือ ที่เรียกว่าบริการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ดูแลพี่น้องประมาณ ๔๘,๓๐๐,๐๐๐ คนเศษ ในส่วนบัตรทองนี้ ผลจากการที่ขาดกําลังคนอย่างรุนแรงก็ทําให้งานบริการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะในเชิงของการป้องกันโรคก็ดี ด้านส่งเสริมสุขภาพก็ดี ด้านการรักษาพยาบาล และฟื้นฟูสุขภาพ มีปัญหาตลอดระยะเวลายาวนานและรุนแรงขึ้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่ ที่มีการปรับเปลี่ยนการดูแลสุขภาพประชาชน ตั้งแต่มีการจัดตั้งกองทุนหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ ซึ่งตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕ ณ เวลานี้ก็ครบ ๑๐ ปี ตลอดระยะเวลา ๑๐ ปี เราคงจะได้เห็นว่าเริ่มแรกดูเหมือนกับว่าจะไปได้ดี แต่ต่อมาผลจากการที่ทางฝ่ายการเมือง มอบสิทธิให้กับพี่น้องประชาชน แล้วก็ทําประชาสัมพันธ์ให้กับพี่น้องประชาชนไปใช้บริการ อย่างมากมายทําให้อัตรากําลังซึ่งมีอยู่แล้วไม่เพียงพอ และที่สําคัญที่สุดก็คือว่าหลักการแบ่งแยกการบริหารนะครับ จากการที่มีการตั้งคณะกรรมการ สป.สช. ในการดูแลหลักกองทุน ซึ่งขณะนี้โตถึงประมาณ ๑,๘๐๐ ล้านบาทเพิ่มขึ้นทุกปี คือปัญหาสําคัญที่ผมเรียนให้ทราบก็คือว่าในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ จนกระทั่ง ถึงขณะนี้นะครับก็คือปี ๒๕๕๕ งบประมาณโดยรวมเพิ่มขึ้นทุกปี ตั้งแต่เริ่มแรกก็ประมาณ ๑,๒๐๐ บาทเศษก็เพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ จน ณ ขณะนี้อัตราของปี ๒๕๕๕ ได้รับงบประมาณ อยู่ที่ ๒,๘๙๖.๖๐ บาทต่อหัวนะครับ ที่น่าแปลกใจก็คือปีนี้คือปีงบประมาณ ๒๕๕๖ ที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้งบประมาณต่อหัวต่อปีของผู้ป่วยบัตรประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่เรียกว่าบัตรทองควรจะตกอยู่ที่อัตรา ๓,๑๒๓.๔๗ บาท แต่มติคณะรัฐมนตรีให้ลดลง ประมาณ ๔.๙ เปอร์เซ็นต์ หรือลดลง ๑๔๑ บาทต่อหัวเหลือเพียง ๒,๗๕๕.๖๐ บาทต่อหัวต่อปี นี่แหละครับคือปัญหาที่กระทรวงสาธารณสุขจะเจอกับการให้บริการพี่น้องประชาชน อันที่ ๑ กําลังคนขาดแคลนอย่างรุนแรง อันที่ ๒ งบประมาณต่อหัวไม่เพียงพอ อันที่ ๓ ระบบการบริหารจัดการแบ่งแยกอํานาจจาก สป.สช. ออกจากสํานักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุข ทําให้ไม่มีเอกภาพในด้านการบริหารนะครับ ผมเรียนท่านประธานดังนี้ครับว่า งบที่บอกว่าให้พี่น้องประชาชนในปี ๒๕๕๖ เพียงแค่ ๒,๗๕๕.๖๐ บาทต่อหัวนะครับ เป็นงบที่ลดลงถึง ๔.๙ เปอร์เซ็นต์ คือในปี ๒๕๕๕ ได้ ๒,๘๙๖.๖๐ บาท การที่งบประมาณ นอกจากจะลดแล้วนะครับ มันสวนทางครับท่านประธานครับ สวนทางกับอะไรครับ ๑. ภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นนะครับ โดยเฉลี่ยเงินเฟ้อก็เกิดขึ้นประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ เงินที่เรียกว่าต่อหัวนะครับจะต้องจ่ายเป็นค่าน้ํา ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าขยะ ค่าทําความสะอาดจิปาถะนะครับ รวมทั้งเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างพนักงาน ที่จะต้องเพิ่มอีกโดยเฉลี่ยก็ประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์ บวกกับนโยบายของรัฐบาลที่เพิ่ม ค่าแรงลูกจ้าง ๓๐๐ บาทต่อวันนะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทําให้ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล แต่ละแห่งเพิ่มขึ้น รวมทั้งนโยบายผู้ที่จบปริญญาตรีได้เงินเพิ่มเป็น ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน นี่แหละครับคือปัญหาที่งบประมาณที่เราคิดว่าให้พี่น้องประชาชนในปี ๒๕๕๖ ๒,๗๕๕.๖๐ บาท ลดลงไปเกือบ ๕ เปอร์เซ็นต์ยิ่งไม่พอใหญ่ครับ เพราะฉะนั้นปัญหาก็คือปัญหาด้านการเงิน ทําให้นโยบายรัฐบาลต้องปรับจากการที่ไม่เคยเก็บเงิน ๓๐ บาทต่อครั้งของผู้มาใช้บริการ จําเป็นที่จะต้องดําเนินนโยบายเรียกเก็บเงิน ๓๐ บาทต่อครั้งที่ไปบริการจะเริ่มวันที่ ๑ กันยายน นี่คือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ปรากฏออกตามสื่อต่าง ๆ ผมอยากเรียน ให้ท่านประธานทราบว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่แตกต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยทําไว้ อยู่เดิม นั่นก็คือนโยบายที่ให้มีการจ่ายเงิน เรียกว่าจ่ายเงินเพื่อบํารุงโรงพยาบาล ระบบบริหารราชการเหมือนเดิมไม่มีการแบ่ง สป.สช. ออกไป เพราะฉะนั้นระบบด้าน ค่าต้นทุนการดําเนินงาน การบริหารก็จะเป็นอัตราที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนะครับ แต่ว่าในระบบที่เราเรียกว่าให้บริการกับพี่น้องประชาชนในลักษณะที่เรียกว่า ซื้อประกันประมาณ ๕๐๐ บาทต่อคนมันเป็นหลักการที่เรียกว่ามีส่วนร่วมอยู่อย่างถาวร
- ๓๓๗/๑ แล้วก็ทําให้ระบบสาธารณสุขก็ดําเนินมาได้ด้วยดีอย่างยั่งยืน โรงพยาบาลต่าง ๆ ไม่มีปัญหา ในเรื่องของการขาดทุน ระบบใหม่เป็นระบบที่มีการตรวจสอบมาก ตรวจสอบละเอียด กว่าจะได้เบิกเงินแต่ละครั้งจะต้องทํางานที่เรียกว่างานด้านเอกสารเป็นจํานวนมากนะครับ ประกอบกับกําลังคนที่ขาดแคลนอยู่หรือจะต้องจ้างคนมาดําเนินการอีก ก็ทําให้ค่าใช้จ่าย สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุครับ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่างานที่เรียกว่างานระบบวิจัยสาธารณสุข น่าจะทําหน้าที่นี้ครับ เพราะท่านมีข้อมูลอยู่แล้วว่าตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีนี้มันมีปัญหาใด ๆ บ้าง ข้อมูลจะต้องเป็นข้อมูลของการวิจัยระบบสาธารณสุขอย่างมีมาตรฐาน เพื่อที่จะตอบ กับสังคมได้ว่าตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้เราเดินมาถูกทางหรือเปล่าในเรื่องของ การดูแลพี่น้องประชาชน ผมเรียนให้ทราบว่าในรัฐบาลชุดที่แล้วที่มีท่านอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี งบประมาณรายหัวเพิ่มขึ้นนะครับ โดยเฉพาะในปี ๒๕๕๓ งบจ่าย รายหัวต่อปีเพิ่มขึ้น ๙ เปอร์เซ็นต์ งบปี ๒๕๕๔ เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๓ อีก ๖ เปอร์เซ็นต์ครับ และงบปี ๒๕๕๕ ได้อนุมัติงบประมาณไว้เพิ่มขึ้นอีก ๑๓.๘ เปอร์เซ็นต์ต่อหัว แต่เนื่องจากว่า รัฐบาลได้ลาออกเมื่อเดือนพฤษภาคม การจัดทํางบประมาณของปี ๒๕๕๕ ที่เราเรียกว่า เป็นการจัดทํางบประมาณประจําปี เรียกว่าลักษณะสมดุลนะครับ ที่เกิดขึ้นน้อยครั้งมาก ในประเทศไทย ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพราะมีการเปลี่ยนรัฐบาล จนกระทั่งรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มาทํางบประมาณปี ๒๕๕๕ ก็จะมีการให้สิทธิต่าง ๆ แล้วก็ มีการกู้เงินต่าง ๆ มากมายนะครับ ผมเรียนท่านประธานย่อ ๆ ว่าในนโยบายที่รัฐบาล ทําประชานิยม ถ้าเราตัดประชานิยมให้น้อยลงแล้วเอาผลเงินที่จะได้นั้น ยกตัวอย่างก็คือ เช่นรถยนต์คันแรกอย่างนี้นะครับ ถ้าเราไม่มีภาระเกี่ยวกับการให้ประชานิยมเกี่ยวกับ รถคันแรกของพี่น้องประชาชน เราก็เอารายได้ที่ไม่ควรจะเสียไปจากภาษี ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อคัน เอามาให้กับกองทุนนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์กว่า เพราะกองทุนนี้คือกองทุนช่วยเหลือ ความทุกข์ยากด้านเจ็บไข้ได้ป่วยของราษฎรนะครับ ท่านประธานครับ ผมจึงเห็นว่า นโยบายที่ทํามาตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีเป็นนโยบายที่สุ่มเสี่ยงมากต่อการที่จะทําให้ระบบ สาธารณสุขของประเทศล้มเหลว และเนื่องจากยังมีการเปิดสังคมที่เรียกว่าสังคมของ สังคมอาเซียนในอีก ๒-๓ ปีข้างหน้านี้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกําลังคน ในเรื่องของเงิน และที่สําคัญก็คือว่าเมื่อโรงพยาบาลรัฐบาล ประชาชนขาดศรัทธาแล้วคนที่มีโอกาสไปใช้โรงพยาบาลเอกชนก็จะเพิ่มมากขึ้น โรงพยาบาลเอกชนแนวโน้มสดใสครับ เพราะฉะนั้นดูเหมือนกับว่ารัฐบาลจะผลักดัน พี่น้องประชาชนให้แบ่งแยกทางด้านสถานะออกไป คนรวยกลัวตายก็รักษาที่โรงพยาบาล เอกชน คนจนกลัวตายเหมือนกันแต่ไม่มีเงินก็จําใจต้องมารักษาที่โรงพยาบาลรัฐจัดให้ แล้วก็ด้วยข้อจํากัดทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมได้เรียนให้ท่านประธานทราบ ก็ทําให้ผลสัมฤทธิ์ ในด้านการรักษาพยาบาลซึ่งมีความเสี่ยงและมีความไม่แน่นอนมากอยู่แล้วกลับมีความเสี่ยง และความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นผมจึงเห็นว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ท่านน่าจะเรียก สป.สช. ตั้งแต่ท่านเลขาธิการ ปลัดกระทรวงมาซักไซ้ไล่เลียงในเรื่องเกี่ยวกับ คุณภาพการรักษาพยาบาล ในเรื่องของงบประมาณต่อหัวที่ได้ว่าจะทําอย่างไรที่จะให้พี่น้อง ของเรามีความสุขเพราะเราเป็นคนเริ่มโครงการ แต่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เสียอีกที่ไม่ใช่ เป็นผู้ริเริ่มโครงการแต่กลับอนุมัติเพิ่มเงินงบประมาณต่อหัว เพิ่มขึ้นทุกปี ๆ ดังที่ผมได้เรียน ให้ท่านประธานทราบนะครับ ผมจึงเห็นว่าสมควรที่จะตัดงบประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ และขอฝากให้สํานักงานวิจัย ระบบสาธารณสุขท่านจะต้องทําเอกสารเปิดเผยต่อสังคมให้รับทราบว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา เราเดินไปในทิศทางใด และทิศทางนั้นเป็นทิศทางที่ลงเหวหรือขึ้นสวรรค์ ขอบคุณครับ