สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๕

ประกอบ รัตนพันธ์ วิพากษ์วิจารณ์การจัดงบประมาณของรัฐมนตรีและประธานสภา โดยระบุว่าการจัดงบประมาณนั้นเป็นการเมืองมากกว่าการเน้นคุณภาพการศึกษา และมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการที่ไม่มีความเหมาะสม โดยเลือกบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคเพื่อไทย มากกว่าความสามารถในการดํารงตําแหน่งเป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาการศึกษาของชาติ

นายประกอบ รัตนพันธ์ นครศรีธรรมราช

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีมากครับ ที่ท่านนั่งฟัง จริง ๆ ผมกราบเรียนว่าผมศรัทธาท่าน เพราะท่านเป็นศาสตราจารย์ เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยท่านมีอุดมการณ์ในการสร้างคุณภาพทางการศึกษา แต่สิ่งที่ผมเสียดายและผมไม่ไว้วางใจในเรื่องการจัดงบประมาณ ผมไม่คิดเลยว่าท่านกําลัง ให้เรื่องการเมืองนําการศึกษา การศึกษาเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เป็นเรื่องที่จะเอาอะไรมาแตะต้องไม่ได้ แต่วันนี้ท่านทําให้การศึกษาไปปะปนกับการเมือง ท่านหวังผลทางการเมืองมากกว่าคุณภาพ ทางการศึกษา เป็นประการแรก ท่านประธานครับ ที่ผมไม่ไว้วางใจและผมจําเป็นต้องตัด งบประมาณ เพราะผมไม่ไว้ใจในการกํากับดูแลงบประมาณของท่านรัฐมนตรี ผมไม่มั่นใจว่า ท่านรัฐมนตรีจะนํางบประมาณที่ไปซ่อนไว้ในหน่วยงานต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์ในทาง การเมืองหรือไม่ อย่างไร

ในส่วนที่ ๒ ที่ต่อเนื่องกัน หน่วยงานที่เราหวังที่สุดว่าเป็นหน่วยงานที่ใช้ สติปัญญาความรอบคอบในการกําหนดทิศทางในการศึกษาของชาติ หน่วยงานที่ต้องแนะนํา รัฐบาลในการพัฒนาแผนการพัฒนาของชาติหน่วยงานนี้สําคัญมากครับคือสภาการศึกษา ท่านเชื่อไหมครับ คณะอนุกรรมาธิการสภาการศึกษาควรจะสรรหา ควรจะคัดสรรบุคคล ที่มีความเหมาะสมทั้ง ๑๑ คณะ แต่ปรากฏว่าท่านรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นประธาน คณะกรรมการสภาการศึกษาของชาติท่านไม่มองอย่างนี้ ท่านมองเรื่องการเมืองอยู่เหนือ เรื่องการศึกษา ท่านครับผมจําเป็นที่จะขออนุญาตท่าน แล้วก็เพื่อที่จะให้คณะกรรมาธิการ ได้ตระหนักว่าสิ่งนี้กรรมาธิการท่านได้สอบถามกระทรวงศึกษาธิการหรือไม่ ได้สอบถาม เลขาธิการสภาการศึกษาหรือไม่ว่าท่านทําอย่างไร ที่ผมกราบเรียนตรงนี้เนื่องมาจากว่า ทาง ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ลงนามแต่งตั้งอนุกรรมาธิการ สภาการศึกษา ๑๑ คณะ ใน ๑๑ คณะนั้นแทนที่ท่านจะคัดสรรคนที่มีคุณภาพที่มีความรู้ มีประสบการณ์ในเรื่องต่าง ๆ ท่านไม่ทําครับ ท่านกลับคัดเลือกแต่งตั้งบุคคลที่ทํางาน การเมืองให้กับพรรคเพื่อไทย ต้องกราบขออภัยผมพูดตรงไปตรงมาว่าได้ตั้งคนเสื้อแดง เพื่อตอบแทนทางการเมือง สิ่งที่ผมพูดเป็นจริงครับ ตามคําสั่งสภาการศึกษา ที่ ๑/๒๕๕๕ เรื่องการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสภาการศึกษา มีรายชื่อต่อไปนี้ครับ ตัวอย่างเช่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ เป็นอนุกรรมการ ท่านรองศาสตราจารย์วรพล พรหมิกบุตร คนนี้เคยขึ้นปราศรัยเวทีเสื้อแดงเป็นกรรมการครับ มีนายไกรสิน โตทับเที่ยง ลงสมัครรับเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย จังหวัดตรังครับ มีนายสมาน เลิศวงศ์รัฐ อดีตนายทะเบียน พรรคไทยรักไทย มีนายสิงห์ทอง บัวชุม ผู้สมัคร ส.ส. กทม. พรรคเพื่อไทย มีนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ผมกราบเรียนท่านประธานรู้จักคนนี้ดี คณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณรู้จักบุคคลนี้ดี เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่นั่งที่นี่รู้จักดีว่า คนนี้มีเจตนคติต่อการจัดการศึกษาของชาติต่อบ้านเมืองไปทิศทางใด นายอุดมเกียรติ ปานมี อันนี้คู่แข่งของผมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคเพื่อไทย นางสาวเยาวเรศ ชินวัตร ท่านประธานรู้จักดี นี่ครับผมอยากให้ท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ตรงนี้นะครับ ท่านได้ช่วยพินิจวิเคราะห์ ดูว่าบุคคลเหล่านี้มีความรู้ความสามารถเหมาะสมที่จะมาดํารงตําแหน่งเป็นที่ปรึกษา เพื่อที่จะนําพาการศึกษาของชาติให้สู้กับอารยประเทศได้ ผมกราบเรียนว่าท่านไม่ได้ มองอะไรนอกเหนือจากผลทางการเมือง สิ่งเหล่านี้น่าละอายมาก ผมกราบเรียนว่าไม่มียุคใด สมัยใดที่เอาการเมืองมาเหนือการศึกษา ไม่มียุคใดครับที่เอาการเมืองมานําการศึกษา ตรงนี้ละครับคณะกรรมาธิการได้สอบถามไหม เพราะว่ากระทรวงศึกษาธิการนั้น เป็นกระทรวงหลัก สภาการศึกษาเป็นหัวใจที่สุดในการพัฒนาการศึกษาของชาติ ในการวางแผนของชาติ ในการที่จะกําหนดนโยบายเป็นที่ปรึกษาทางการศึกษาให้กับรัฐบาล น่าเสียใจมากครับ ท่านประธานครับ นอกจากนี้แล้วกระทรวงศึกษาธิการยังไม่เอาใจใส่ ยังไม่คิดเรื่องที่สําคัญ เรื่องที่จะต้องไปแข่งขันในระดับนานาชาติ ที่ผมกราบเรียนตรงนี้ ก็คืออุดมศึกษา อุดมศึกษาวันนี้เราจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนใน ๓ ปีข้างหน้า เราต้องการ ให้ประเทศไทยของเรานั้นเป็นศูนย์กลางการศึกษาของอาเซียน แต่วันนี้เราไม่ได้เตรียมตัว มากเท่าที่ควร ถ้าเราไปดูงบประมาณในการจัดสรรให้ปี ๒๕๕๖ ก็ไม่ได้เป็นตัวชี้อย่างชัดเจน ว่าเราจัดงบประมาณเพื่อที่จะรองรับให้ประเทศไทยนี่เป็นศูนย์กลางทางการศึกษาก็ไม่มี ก็กราบเรียนว่าในเรื่องของอุดมศึกษานั้น ในส่วนของมหาวิทยาลัยวิจัยซึ่งเป็นโครงการ ที่มีความสําคัญ เราต้องการที่จะให้นักวิจัยของไทยนั้นสู้กับนักวิจัยของนานาชาติได้ ในสมัยรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้งงบประมาณสนับสนุนมหาวิทยาลัยวิจัย ๙ มหาวิทยาลัย เพื่อให้เป็นมหาวิทยาลัยหลักในการส่งเสริมโครงการวิจัยและผลิตนักวิจัย ให้งบประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท โดยทยอยจัดสรร ๓ ปี ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๔ ๒,๐๐๐ ล้านบาท สมัยพรรคประชาธิปัตย์อนุมัติให้เต็มที่เลยครับ ๒,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมงานวิจัย เพราะถือว่างานวิจัยนั้นเป็นงานที่มีความสําคัญยิ่ง ของประเทศชาติ ปี ๒๕๕๕ ให้อีก ๒,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยอนุมัติ ๘๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ ในแผน ๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่เมื่อปี ๒๕๕๕ ให้ ๘๐๐ ล้านบาท ยังขาดอยู่ ๑,๒๐๐ ล้านบาท รวมกับปี ๒๕๕๖ ควรจะอนุมัติ ๒,๒๐๐ ล้านบาท ปีนี้ให้เท่าไรครับ ๕๐๐ ล้านบาท แสดงว่ารัฐบาลไม่เห็นความสําคัญเรื่องงานวิจัย ก็กราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องตัวอย่าง เป็นหนังตัวอย่าง ถ้าให้ผมพูดทั้ง ๙๑ หน่วยงานนั้นก็คงจะไม่มีเวลา ก็กราบเรียนท่านประธานว่า ๒ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่เอาใจใส่ และเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจตนคติของท่านรัฐมนตรีซึ่งกํากับ กระทรวงศึกษาธิการ ท่านไม่ได้เล็งเห็นถึงความสําคัญของการศึกษา แต่ท่านกลับมุ่งเน้น เรื่องการเมืองนําการศึกษา ผมจําเป็นที่จะต้องตัดงบประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ กระทรวงศึกษาธิการ ขอบพระคุณมากครับ