สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๕

รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท หารือเรื่องการคุ้มครองผู้ใช้แรงงานและความปลอดภัยในการทำงาน โดยเรียกร้องให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใช้แรงงานที่ได้รับบาดเจ็บหรือป่วยจากการทำงาน

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ดิฉันได้แปรญัตติตัดงบประมาณของกระทรวงแรงงาน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานคะ ดิฉันตั้งใจที่จะดูว่ากระทรวงแรงงานมีหน้าที่จะต้องคุ้มครองทั้งสวัสดิการ ทั้งความเป็นธรรมในการทํางานให้กับผู้ใช้แรงงานทั้งหลาย เมื่อปีที่แล้วได้มีกฎหมาย ที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องแรงงานออกมาก็คือกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงาน ไปทําที่บ้าน ซึ่งจนป่านนี้ดิฉันไม่ทราบว่างบประมาณของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาทมีงบที่จะไปประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับผู้รับงานไปทําที่บ้านหรือไม่ และอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสําคัญ แล้วก็ยังคาราคาซังอยู่จนทุกวันนี้ ก็คือสภาได้ผ่าน กฎหมายเรื่องความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานออกมาแล้ว แล้วในนั้นตอนช่วงที่กําลังออกพระราชบัญญัติกันก็ได้มีการถกเถียงกันว่าฝ่ายแรงงานเอง ก็ได้เข้าชื่อกันแล้วเสนอกฎหมายเข้ามา แล้วก็มีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันกับกระทรวงแรงงาน ในการที่จะตั้งสถาบันความปลอดภัยนี้ขึ้นมา แล้วสุดท้ายในขณะที่กําลังพูดกันก็พบว่า ทางข้าราชการเองแล้วนักวิชาการหลายคนก็เห็นพ้องว่าจะให้ออกมาเป็นร่างที่ค่อนข้าง จะเป็นอิสระ สถาบันนี้ค่อนข้างจะเป็นอิสระ ประกอบไปด้วยนักวิชาการ ตัวแทนแรงงาน ตัวแทนนายจ้าง แล้วก็ตัวแทนฝ่ายต่าง ๆ เพื่อที่จะเข้ามาคุ้มครองดูแลเรื่องความปลอดภัย แล้วก็อาชีวอนามัย แล้วก็สภาพแวดล้อมในที่ทํางาน เพราะที่จริงกระบวนแรงงาน สถาบัน ได้เรียกร้องกฎหมายฉบับนี้มานานแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ ที่เกิดโรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ไหม้ ก็มีการเรียกร้องกันตลอดมาเกือบ ๒๐ ปี พอมาถึงตอนนี้ก็มีการตกลงกัน ด้วยความที่อาจจะ ไม่เข้าใจหรือเข้าใจไม่ตรงกัน ถูกสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากับกระทรวงแรงงาน บอกว่าก็ให้ตั้งเป็นองค์การมหาชน แล้วก็ไปร่างเป็นพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งภายหลัง แล้วกําหนดว่าจะต้องเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๕ ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ตอนนั้นได้มีการพูดคุยกันมากนะคะ เพราะว่าดิฉันเองก็ไม่เชื่อว่าถ้าราชการไปจัดการเองแล้ว พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจะออกมาเป็นรูปแบบไหน ก็มีการพยายามบอกว่าตกลงกันว่าต้องให้ ฝ่ายลูกจ้างเข้าไปด้วย นายจ้างด้วย ข้าราชการด้วย ดิฉันก็ติดตามมาตลอดนะคะ เพราะว่า ก็คงคิดว่าไม่เหมาะถ้าเราจะเข้าไปดูหรือเข้าไปร่วมในการยกร่างนั้นด้วย ก็พบว่าจนขณะนี้ มันเป็นปัญหาอย่างมากเลย เพราะว่าการยกร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งประกอบไปด้วย ข้าราชการของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นหลัก แล้วก็จะมีนายจ้างบ้าง แล้วก็ เอาลูกจ้างในส่วนที่ไม่ได้มายกร่างพระราชบัญญัติอันนี้เข้าไปด้วย ที่จริงต้องเป็นคนกลุ่มนี้ เข้าไป แม้จะมีส่วนอื่นบ้าง ส่วนที่นายจ้างหรือข้าราชการไว้ใจเป็นพวกตัวเองเข้าไปด้วยก็ได้ แต่ควรจะมีคนกลุ่มที่เข้ามาเป็นคณะกรรมาธิการเข้าไปด้วย เพราะ ๑. เขาเป็นคนรวบรวม แล้วก็ยกร่างกฎหมายฉบับนี้เสนอเข้าสู่สภา แล้วก็อยู่ในคณะกรรมาธิการรู้เจตนารมณ์ ของกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็ต้องถามว่ากรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานงบประมาณ ที่ท่านตั้งขึ้นมา ๑. ให้ความรู้เรื่องกฎหมายใหม่ ๆ ที่ผ่านออกมากับพี่น้องประชาชนหรือเปล่า ซึ่งก็จะไม่ค่อยเห็น ก็จะเห็นองค์กรภาคประชาชนหรือองค์กรแรงงานไปรณรงค์ให้ความรู้กันเอง แล้วสถาบันความปลอดภัยที่คิดว่าเป็นเรื่องสําคัญที่พี่น้องแรงงานได้รวมกัน แล้วก็ได้รณรงค์ มาสัก ๒๐ ปีแล้ว สุดท้ายมาเหมือนถูกหลอกอยู่ดีค่ะท่านประธาน ดิฉันเห็นกลุ่มแรงงาน เขาก็พยายามที่จะขอเข้าพบท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แล้วเข้าไปเจรจาทั้งหลาย กลุ่มแรงงานเหล่านี้เขาพูดเรื่องสภาสถาบันความปลอดภัยอาชีวอนามัย เพราะพวกเขาเอง เป็นโรค เขาเองเจ็บป่วยจากการทํางาน เพราะฉะนั้นเขาได้ตั้งสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วย จากการทํางานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทยขึ้นมา เขาก็มีสมาชิกมากมาย แล้วก็ดู ซึ่งกันและกัน ก็อยากจะเรียนว่ากรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานน่าจะเจียดเงิน จํานวนหนึ่งเพื่อที่จะทํางานเรื่องนี้ให้มันจบสิ้น มีข้อครหา มีข้อเรียกร้อง มีเรื่องบ่น ๆ มาว่า เวลาที่ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและ สภาพแวดล้อมในการทํางานนี้นะคะ อํานาจหน้าที่ เครือข่ายของแรงงานเขาเสนอเข้าไปให้มีการบรรจุศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ราชการก็บอก มันเป็นการซ้ําซ้อนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นการเพิ่มขั้นตอนให้ชักช้า ถ้าซ้ําซ้อนกันท่านก็ส่งแยกกันออกไปให้มันชัดเจนสิคะ แล้วก็พูดถึงว่าเวลาเลือกตั้ง คณะกรรมการ หรือว่าการพิจารณาเรื่องต่าง ๆ กระทรวงเองก็ไปให้อํานาจกับกรรมการ ความปลอดภัยของกระทรวง ไปทําหน้าที่แทนในขณะที่ยังไม่มี ซึ่งที่จริงมันยังไม่จําเป็น เขาก็เห็นว่ากระทรวงกําลังจะรวบรัดแล้วก็จะยึดอํานาจไปใช่ไหม เพราะฉะนั้นสภาเครือข่าย เขาได้พูดถึงเนื้อหาหรือว่าข้อขัดแย้งในสาระสําคัญของหลักการของกระบวนการ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทํางานว่ามันเป็นปัญหาอยู่มาก ตั้งแต่สาระสําคัญ เช่น ๑. ตั้งคณะกรรมการติดตาม การแก้ไขปัญหาการเข้าถึงสิทธิในการเยียวยาสําหรับแรงงานและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์โรงงานระเบิดหรือจากสารเคมีรั่วไหล อย่างนี้ขอให้มีคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อที่จะไปพิจารณาโดยเร่งด่วน โดยให้เครือข่ายแรงงานและภาคประชาชนมีส่วนร่วม แล้วประเด็นข้อขัดแย้งสาระสําคัญในการร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันส่งเสริม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานก็ยังไม่ได้มีข้อยุติระหว่าง เครือข่ายแรงงานภาคประชาชนกับฝ่ายข้าราชการของกระทรวงแรงงาน ประเด็นสําคัญก็คือ อํานาจกระทําการตามวัตถุประสงค์และอํานาจหน้าที่ซึ่งต่างกัน โครงสร้างของ คณะกรรมการบริหารและการได้มาของกรรมการสถาบันก็ต่างกัน การให้อํานาจ คณะกรรมการความปลอดภัยในการทํางานแห่งชาติมาทําหน้าที่รักษาการในช่วงที่ ยังไม่มีการเลือกตั้งคณะกรรมการของสถาบัน เขาก็ไม่ได้เห็นด้วย เพราะฉะนั้นเขาก็มี ข้อเรียกร้อง ที่จริงเขาไปพบท่านรัฐมนตรี แล้วก็ตอนหลังมาเมื่อต้นเดือนเขาได้ไปพบ ท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แต่เขาก็คิดว่าเอกสารก็มาก ท่านเลขาธิการที่คุยกัน ก็คงยังไม่เข้าใจ เขาก็ยังไม่มีความหวังนะคะว่าการที่จะจัดตั้งนี้ การร่างพระราชกฤษฎีกา มันจะออกมาอย่างไร มันก็จะไม่มีข้อคิดเห็นต่าง ๆ ทั้งหลายของเขาเลย เขาได้ขอเรียกร้อง ให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนปัจจุบันชะลอกระบวนการเห็นชอบ ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทํางานที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานแห่งชาติ ซึ่งอันนี้เป็นคณะกรรมการของกรมสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงาน แล้วก็จะมาพิจารณาการออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันส่งเสริม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานตรงนี้ ซึ่งเขาไม่เห็นด้วยว่า อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีชะลอไว้ก่อน แล้วข้อสําคัญเขาบอกว่าเวทีรับฟังความคิดเห็น จัดการรับฟังประชาพิจารณ์ร่างกฎหมายเมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ จัดโดย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอยากจะให้ชะลอไว้ก่อน เพราะการรับฟังคราวนั้น ถูกอ้างว่าไม่มีความชอบธรรม ขาดกระบวนการมีส่วนร่วม เขาบอกว่าในการรับฟังครั้งนั้น ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นข้าราชการของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ระดมกันมา ทั้ง ๗๗ จังหวัดกว่า ๓๐๐ คน แต่องค์กรลูกจ้าง นายจ้างจะมีจํานวนประมาณ ๑๐๐ คน ซึ่งเขาก็รู้สึกไม่สบายใจ ก็อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีได้คํานึงถึงความโปร่งใสในหลักธรรมาภิบาล ขอให้พิจารณาจัดกระบวนการรับฟังหรือจัดประชาพิจารณ์ร่างพระราชกฤษฎีกานี้เสียใหม่ โดยเขาเสนอว่าขอให้เป็นองค์กรอื่น องค์กรกลาง อาจจะเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ของดอกเตอร์คณิต ณ นคร หรือว่าอาจจะเป็นองค์กรอื่นที่มาเป็นผู้จัดการรับฟังความคิดเห็น ในครั้งนี้ แล้วก็นําข้อคิดเห็นเหล่านั้นไปสรุป เพราะฉะนั้นงบประมาณของกรมสวัสดิการสังคม และคุ้มครองแรงงาน ถ้าไม่มีกระบวนการเหล่านี้ก็ควรจะตัดลดลง ท่านจะต้องไปให้ความรู้ กับประชาชนกับกระบวนการแรงงาน เพราะว่าที่ผ่านมาในการประชุมของสมัชชาสุขภาพ เขาก็ได้บอกเอาไว้ด้วยว่า ที่ผ่านมาสิ่งที่กระทรวงแรงงานยังขาดอย่างมากก็คือขาดการให้ความรู้ความเข้าใจทั้งกับ ลูกจ้างและกับนายจ้างเกี่ยวกับหลักการข้อกําหนดของกฎหมาย หรือการให้บริการ ด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย ทําให้เกิดปัญหาการเข้าถึงสิทธิของลูกจ้าง เพราะฉะนั้น การที่จะจัดตั้งสถาบันนี้ขึ้นมาดิฉันอยากจะให้รอบคอบ เพราะในคณะกรรมาธิการ ก่อนที่จะออกกฎหมายนั้นมาพูดถึง เราก็ต้องทิ้งเอาไว้ว่าให้คณะกรรมการ ให้กระทรวง ไปดําเนินการแล้วก็ให้เชิญกลุ่มต่าง ๆ มาพูดคุยกันในการที่จะออกพระราชกฤษฎีกา จัดตั้ง เพราะฉะนั้นก็ร้องเรียนมายังท่านรัฐมนตรีว่าขอให้เจียดงบประมาณจํานวนหนึ่ง ไปให้ความรู้กับพี่น้องประชาชน แล้วก็ไปรับฟังความเห็นให้ถูกต้องให้ครบถ้วน ในกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชน ไม่ใช่เอาคนมานั่งในห้องประชุม ๑ วัน แล้วก็ถือว่าเป็นการรับฟังความเห็นแล้ว ก็เรียกร้องท่านรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งนะคะ อยากจะให้ท่านให้ความสําคัญกับแรงงาน กับชีวิต กับความปลอดภัย แล้วก็กับ ความเป็นธรรมที่แรงงานจะได้รับ ขอให้ท่านดูแลคณะทีมงานของท่าน คณะที่ปรึกษา ที่มาช่วยดูแลให้มาดูแลเรื่องนี้ด้วย ให้ทุกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ระมัดระวังอย่าให้คณะทีมงานของท่านมัวแต่สนใจที่จะไปต่อรองเรื่องค่าหัวคิวคนงาน ที่จะส่งไปต่างประเทศ ที่หลายคนเขากําลังครหาท่านอยู่ กรุณาดูแลเขาให้สมกับที่เป็น กระทรวงแรงงาน ดิฉันทํากฎหมายแรงงานมานาน จนกระทั่งดิฉันยังเคยคิดว่าถ้าเป็นไปได้ จะเสนอให้เปลี่ยนชื่อกระทรวงนี้เป็นกระทรวงนายจ้าง เพราะฉะนั้นขอเรียกร้องไปยัง ท่านรัฐมนตรีดูแลแรงงานให้ดีด้วย