สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๕

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีการสอบสวนชาวบ้านที่บริจาคเงินให้กับพรรคการเมือง และเรียกร้องให้มีการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยไม่ชอบตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษและเรียกร้องการปฏิบัติหน้าที่ตามวิสัยทัศน์และพันธกิจของกรม โดยเฉพาะกรณีที่มีหลักฐานครบถ้วนชัดเจน แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมาย

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ขอบคุณท่านประธานครับ ประชาชนทั้ง ๑๙๑ ราย ก็เหมือนคนไทยทั่วไป เห็นเพื่อนร่วมชาติคนไทยเดือดร้อนก็อยากจะช่วยเหลือ ครั้นจะเดินมาที่ทําเนียบรัฐบาล มาหากองทุนผู้ประสบภัย สํานักนายกรัฐมนตรีก็ลําบาก คนทั่วไปก็ไม่อยากจะเดินมาที่ทําเนียบรัฐบาลเพราะว่าจะต้องผ่านหลายด่าน ก็บริจาคผ่าน ท่านรองนายกรัฐมนตรีขณะนั้น เงินก็ถูกส่งมาที่กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยสาธารณะ สํานักนายกรัฐมนตรีทั้ง ๓๖ ล้านบาทเศษ แล้วออกใบเสร็จรับเงินโดยสํานักนายกรัฐมนตรี ครบถ้วนทั้ง ๑๙๑ ราย แต่วันดีคืนดีดีเอสไอซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยการบังคับใช้กฎหมาย อย่างเป็นธรรม ไปออกจดหมายเชิญชาวบ้านที่บริจาคทั้ง ๑๙๑ ราย ไม่ใช่แค่ บริษัท อีสท์ วอเตอร์บริษัทเดียว ชาวบ้านบริจาค ๔๐๐ บาท ท่านประธานครับ ๔๐๐ บาท คนไม่ใช่เป็นคนจะมีฐานะเยอะ แต่ว่าอยากจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ๔๐๐ บาท กรมสอบสวนคดีพิเศษออกหนังสือวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ หลังจากมีคนไปร้อง เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคม ๒ เดือน เชิญคนบริจาค ๔๐๐ บาท บอกว่ามีการบริจาคเงินโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ ชาวบ้านเห็นจดหมายก็ตกใจแล้วครับ ความรู้สึกของเขาก็คือไปบริจาคเงิน ช่วยเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก ทําไมต้องถือว่าเป็นการทําผิดกฎหมาย แล้วเรียกตัวไปสอบ ที่ดีเอสไอด้วย นี่แค่ ๔๐๐ บาทครับ ความจริงยังมีคนถ้าบริจาคแค่ ๑๐๐ บาทก็ยังเรียกเข้าไป ที่บางขุนเทียนผมโทรไปคุยเอง ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ต้องนั่งรถเข็นไปให้ปากคําดีเอสไอ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ บางคนอยู่ต่างจังหวัดบริจาค ๔๐๐-๕๐๐ บาท มาให้ปากคํา ดีเอสไอหมดเป็นพันบาท คําถามก็คือว่าท่านไปตั้งข้อหาว่ามีเรื่องร้องเรียนกล่าวโทษว่า มีการบริจาคเงินโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ผมจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่าเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ๑. คดีนี้ยังไม่เป็น คดีพิเศษ ถ้ายังไม่เป็นคดีพิเศษมีอํานาจอะไรไปดําเนินการสืบสวนสอบสวนเขา เพราะจะต้อง เป็นคดีพิเศษก่อน ครั้นจะอ้างว่าเป็นคดีอาญาอื่น ท่านประธานครับ ในเอกสารดีเอสไอชี้แจง กรรมาธิการท่านดูหรือเปล่าว่าถ้าท่านรู้กรณีอย่างนี้จะรู้ว่าดีเอสไอไปพูดข้อเท็จกับกรรมาธิการ เพราะอะไร ดีเอสไอชี้แจงบอกว่าอํานาจหน้าที่ท่าน การปฏิบัติงานคดีพิเศษเป็น การดําเนินการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ ปี ๒๕๔๗ และที่แก้ไขปี ๒๕๕๑ กําหนดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษมีอํานาจดําเนินการสืบสวน สอบสวนคดีความผิดอาญา ตามกฎหมายกําหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติจํานวนทั้งสิ้น ๓๖ ฉบับ ถ้าอ่านทั้งหมดเสียเวลา แต่ผมยกตัวอย่างเช่นกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงิน ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า กฎหมายว่าด้วย ธนาคารพาณิชย์ กฎหมายว่าด้วยการเล่นแชร์เหล่านี้เป็นต้น และใน ๓๖ กฎหมายที่เขียนไว้ ท้ายพระราชบัญญัติไม่มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง คุณเอาอํานาจอะไร ไปสอบสวนเขา เป็นการรับลูกตามนโยบายการเมืองหรือเปล่า ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นวิสัยทัศน์ ที่ท่านบอกว่าบังคับใช้โดยกฎหมายด้วยความเป็นธรรม และต้องบริหารโดยหลักของ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีใน ๒ ข้อแรก คือนิติธรรมกับคุณธรรมก็ขาดไร้โดยสิ้นเชิง สมควรจะต้องตัดงบประมาณมากกว่านี้ด้วยซ้ําไป นอกจากนั้นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง หน่วยงานซึ่งรับผิดชอบ โดยตรงอยู่แล้วคือคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. ซึ่งบุคคลเดียวกันนี้ก็ไปร้องที่ กกต. และมีการสอบแล้ว แต่ที่สําคัญชาวบ้านซึ่งถูกเรียกไปให้ปากคํานั้นกลับมาพูด ในทางเดียวกัน มีผู้สูงอายุคนหนึ่งอายุเกือบ ๙๐ ปีเล่าให้ฟังทั้งน้ําตาว่าเขารู้สึกว่าเจ้าหน้าที่ ข่มขู่คุกคามเขาด้วยคําถามว่าทําไมคุณต้องบริจาคให้พรรคประชาธิปัตย์ เขาผิดตรงไหนครับ คนที่เห็นความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนอยากช่วยผิดหรือครับ ครั้นมีผู้ไป ให้ปากคําคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวบ้านบริจาคหลักร้อย ถามทางเจ้าหน้าที่ที่สอบสวนบอกว่า ทีพรรคการเมืองอื่นอย่างพรรคเพื่อไทยทําไมคุณไม่สอบ เขาตอบง่ายมากครับไม่มีคนร้อง ความรู้สึกนี้คือ ๒ มาตรฐาน และมันยิ่งกว่าการข่มขู่คุกคาม เพราะถ้าความรู้สึกนี้เกิด ต่อไปนี้ เหตุการณ์ทุกข์ยากเกิดขึ้นในบ้านเมืองคนจะบริจาคต้องเลือกหรือครับ ต้องเลือกสีหรือครับ เวลาบริจาค บริจาคกับฝ่ายอื่นก็กลัวเสียหายหรือครับ ผมถึงถามว่านี่คือการบังคับใช้ กฎหมายอย่างเป็นธรรมตามวิสัยทัศน์ พันธกิจของดีเอสไอหรือเปล่า และเรื่องนี้มีแนวโน้ม ที่จะเป็นการใช้อํานาจโดยไม่ชอบตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องมีการดําเนินการทางกฎหมาย ต่อไป แล้วดีเอสไอไม่หยุดนะครับ ในเวลาคดีอื่นค้างครับ คดีที่มาจากการชุมนุมปี ๒๕๕๒ คดีมาจากการชุมนุมปี ๒๕๕๓ ลมเปลี่ยนทิศ ขั้วอํานาจเปลี่ยน คนในดีเอสไอเปลี่ยนเลยครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นบ้านเมืองมันอยู่ไม่ได้ครับ งบประมาณภาษีประชาชนต้องการเห็นความเป็นธรรม จากหน่วยงานที่บังคับใช้ตามกฎหมาย ภาษีที่มาจากหยาดเหงื่อชาวบ้านไม่ใช่ให้ข้าราชการ ตกเป็นเครื่องมือการเมืองแล้วไปกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม และเอาชาวบ้านมาเป็นเครื่องมือ ผมถึงเรียนถามคณะกรรมาธิการด้วยความผิดหวังว่ากรณีเช่นนี้ครับท่านจําเป็นที่จะต้อง ตรวจสอบเรื่องประสิทธิภาพ หลักของคุณธรรม นิติธรรม และหลักของการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี แต่กรรมาธิการไม่ทํา ผมจึงติดใจและสงวน แล้วจําเป็นจะต้องมาปรับลด เรื่องของดีเอสไอลง

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ถ้ารองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่ออกมาให้สัมภาษณ์เล่นงานทางฝ่ายทหารก่อนเรื่องก็คงไม่ปรากฏหรอกครับ แต่ยิ่งชี้ให้เห็นว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษนั้นไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามวิสัยทัศน์ พันธกิจที่บังคับใช้ กฎหมายด้วยความเป็นธรรม แต่ย่อหย่อนด้อยประสิทธิภาพและยังมีปัญหาในเรื่องของ การปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมอีกด้วย วันดีคืนดีมีการออกไปพูดโดยรองอธิบดีกรมสอบสวน คดีพิเศษปรากฏเป็นข่าวในทํานองว่าจะมีการเรียกทหารสไนเปอร์ ในภาพชุดซึ่งปรากฏ เมื่อการชุมนุมปี ๒๕๕๓ มาสอบสวน โฆษกของกองทัพบกออกมาบอกว่า เขาชี้แจงว่า กรณีที่พูดว่าจะเรียกทหารสไนเปอร์ในภาพชุดมาสอบสวนนั้นยืนยันว่าคลิปดังกล่าว เป็นภาพชุดพลระวังป้องกันถืออาวุธประจํากายปืนเอ็ม ๑๖ อยู่ในท่าตรวจการณ์ ด้วยกล้องที่ติดอยู่กับตัวปืน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตามท้องตลาดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในด้าน การมองเห็น ไม่ใช่อาวุธสไนเปอร์แต่อย่างใด แต่ประเด็นนี้ยังไม่ใช่เป็นประเด็นที่ชี้ให้เห็นถึง ความบกพร่องเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพนะครับ ประเด็นก็คือการให้สัมภาษณ์ของโฆษกกองทัพบกนั้นได้พูดถึงกรณีหนึ่งครับว่ากรณีชายชุดดํา ที่นั่งรถตู้สีขาวเข้ามาบริเวณสี่แยกคอกวัวและใช้อาวุธสงครามยิงใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่จนทําให้มี ผู้บาดเจ็บจํานวนมากและเสียชีวิต กองทัพให้รายละเอียดข้อมูลทั้งหมดกับพนักงานสอบสวนไปแล้ว ทั้งทะเบียนรถ ชื่อเจ้าของรถ เชื่อว่าน่าจะเชื่อมโยงผู้กระทําความผิดได้ แต่เรื่องกลับเงียบหายไปอีก เขาให้ปี ๒๕๕๓ ครับ ผ่านมา ๑ ปี ปี ๒๕๕๔ ปีนี้ปี ๒๕๕๕ กรมสอบสวนคดีพิเศษทําอะไรอยู่ครับ แต่นายเรืองไกรไปร้อง ๒ เดือนเรียกชาวบ้านบริจาค ๑๐๐ บาท ๔๐๐ บาท มาสอบทันที แต่กรณีซึ่งมีหลักฐานครบถ้วนชัดเจน มีภาพถ่ายเป็นวิดีโอ เป็นรถตู้ มีทะเบียน มีชื่อเจ้าของรถ ปรากฏกรมสอบสวนคดีพิเศษจะอ้างว่าใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรมได้อย่างไรครับ ๒ ปีกว่าไม่ทําอะไร ผมถึงบอกว่าผิดหวังกรรมาธิการครับ แล้วถ้าเป็นอย่างนี้มันยิ่งสะท้อนว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษเชื่อถือไม่ได้นะครับ เงิน ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทเราจะให้ทั้งหมดเลยครับ หรือว่าถ้าเป็นรัฐบาลพอใจ เพราะว่าทําตามที่ฝ่ายนโยบายต้องการได้ ที่สําคัญครับท่านประธาน ในการให้สัมภาษณ์ของโฆษกกองทัพบกนั้นมีอีกกรณีหนึ่งก็คือกรณีที่ศาลตัดสินกรณีที่มี ผู้กระทําความผิดถูกจับกุม ๓ ราย ยิงอาวุธปืนสงครามขึ้นไปบนเฮลิคอปเตอร์ที่มีการโปรย ใบปลิว ประเด็นในการให้สัมภาษณ์โฆษกกองทัพบกก็คือว่าศาลตัดสินบอกไม่มีพยานหลักฐาน แต่กองทัพบกเขายืนยันอย่างนี้ครับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีการยึดของกลางเป็นปืนอาวุธสงคราม เอ็ม ๑๖ ปืนอาก้า กระสุนปืนความเร็วสูงเป็นพันนัด ซึ่งส่งหลักฐานให้พนักงานสอบสวนไปแล้ว แปลว่าอะไรครับ กําลังมีการตั้งข้อสังเกตว่าพยานหลักฐานเหล่านี้หายครับ อย่างนี้หรือครับ กรมสอบสวนคดีพิเศษที่เราจะไว้วางใจใช้งบ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพื่ออํานวยความเป็นธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนคนไทย ผมพูดตรงนี้นะครับ ไม่อยาก ให้ข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจในกรมสอบสวนคดีพิเศษต้องน้อยใจหรือ เสียใจนะครับ ผมทราบหลายคนที่นั่นเป็นคนดีตั้งใจทํางาน แต่หลายคนที่นั่นก็ยอมเป็น ร่างทรงของเผด็จการในรัฐสภาหรือเปล่า นี่คือคําถามของผม ผมจึงติดใจกรมสอบสวน คดีพิเศษ และเรียนท่านประธานว่าผิดหวังกับการทํางานกรรมาธิการในการพิจารณา งบประมาณของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และยังติดใจที่จะปรับลด และเรื่องนี้คงต้องมี การติดตามกันต่อไปอีกครับ