สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๕

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องการปรับลดงบประมาณกระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานนี้ โดยวิพากษ์วิจารณ์ผลการสอบสวนที่ค้างอยู่และสอบสวนคดีพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการบริจาคเงินช่วยเหลือน้ำท่วมปี 2553 ซึ่งยังไม่ได้รับการดำเนินการ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้เสนอ ให้มีการปรับลดงบประมาณของกระทรวงยุติธรรมเอาไว้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ความจริงแล้วถ้าจะพูดถึง กระทรวงยุติธรรมนั้นก็เป็นกระทรวงซึ่งมีอํานาจหน้าที่ที่ต้องอํานวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้น ตามชื่อของกระทรวงยุติธรรม ในกระทรวงยุติธรรมนั้นความจริงมีหลากหลายหน่วยงาน แต่เนื่องจากว่าการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงานนั้นก็อาจจะมีประเด็นซึ่งคณะกรรมาธิการ ได้ไปติดตามตรวจสอบจนกระทั่งผมในฐานะผู้ปรับลดงบประมาณนั้นเห็นว่าน่าที่จะมี ความเหมาะสมกันอยู่บ้างแล้ว แต่มีหน่วยงานอยู่หน่วยงานหนึ่งในกระทรวงยุติธรรมซึ่งถือว่า เป็นหน่วยงานสําคัญ และผมคิดว่าคณะกรรมาธิการจําเป็นที่จะต้องทํางานหนัก ในการตรวจสอบหน่วยงานนี้ นั่นคือหน่วยงานที่เรียกว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ ชาวบ้านทั่วไปก็มักจะเรียกชื่อติดปากว่าดีเอสไอ (DSI) หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ต้องเรียนท่านประธานว่างบประมาณปีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษมีแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งขอผ่านสภานี้อยู่ที่ ๑,๑๓๖ ล้านบาท ผมคิดว่าการอนุมัติให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เงินจํานวนนี้ไปโดยง่าย ๆ แล้วไม่มีการตรวจสอบเรื่องการใช้อํานาจหน้าที่นั้น เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งครับ เหตุผลก็เพราะว่าดีเอสไอหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น เป็นหน่วยงานซึ่งมีอํานาจตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ค่อนข้างที่จะมากทีเดียว ท่านประธาน เป็น ส.ส. ในสภานี้คงจําได้เมื่อปี ๒๕๔๗ สภานี้ได้ออกพระราชบัญญัติสอบสวนคดีพิเศษ จัดให้มีกรมสอบสวนคดีพิเศษขึ้น วัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของการจัดตั้ง กรมสอบสวนคดีพิเศษนั้นมีเขียนเอาไว้ในท้ายราชกิจจานุเบกษาฉบับ ๑๙ มกราคม ปี ๒๕๔๗ ว่า ที่จัดตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อรับผิดชอบในการดําเนินการเกี่ยวกับ คดีอาญาบางประเภทที่กําหนดและอยู่ในอํานาจหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และคดีดังกล่าวจําเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นผู้ดําเนินการสืบสวนสอบสวน รวมทั้งกําหนดอํานาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเพื่อให้การป้องกันและปราบปราม การกระทําผิดอาญาดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เหตุผลที่ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด กับท่านประธานก่อนก็เพราะว่าเงินงบประมาณทั้ง ๑,๑๓๙ ล้านบาทนั้นกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะต้องไปใช้จ่ายโดยคํานึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ตั้งขึ้น นั่นประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่งก็คือจะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามหลักของการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดี ใน ๖ ข้อนั้น ในข้อที่ ๑ เขียนถึงหลักนิติธรรม และในข้อที่ ๒ นั้น เขียนถึงหลักคุณธรรม ทุกกรมทุกหน่วยงานจําเป็นจะต้องยึดตามหลักของการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดีทั้งสิ้นครับ โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งมีอํานาจหน้าที่สามารถที่จะไป จับกุมดําเนินคดีในคดีหลัก ๆ คดีใหญ่ ๆ คดีสําคัญ ๆ ได้ยิ่งต้องยึดครับ ในเอกสาร ประกอบการของบประมาณ ๑,๑๓๙ ล้านบาทนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีการเขียนถึง วิสัยทัศน์ของกรมสอบสวนคดีพิเศษในเรื่องของแผนการใช้จ่ายเงินงบประมาณปี ๒๕๕๖ ว่า เป็นองค์กรชั้นนําด้านการสืบสวนสอบสวนที่มีมาตรฐานในระดับสากลและได้รับความเชื่อมั่น ในการบังคับใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม ผมขีดเส้นใต้ในข้อหลังนะครับ บังคับใช้ กฎหมายด้วยความเป็นธรรม แต่สิ่งซึ่งผมกําลังจะเรียนกับท่านประธานต่อไปนี้ก็คือว่า ผมผิดหวังกับการทําหน้าที่ของคณะกรรมาธิการครับ ท่านไม่ได้ตรวจสอบวิสัยทัศน์ การปฏิบัติหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษตามวิสัยทัศน์ที่ชี้แจงไว้กับกรรมาธิการเลย เพราะยังมีข้อครหาคลางแคลงใจต่อกรณีที่เกิดขึ้นว่าไม่ได้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่ชี้แจงไว้ คือการบังคับใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม มีอย่างน้อยที่สุด ๒ กรณีครับท่านประธาน ซึ่งเป็น ๒ กรณีที่จะชี้ให้เห็นว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษนั้นไม่ได้บังคับใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม ที่สําคัญก็คือกรมสอบสวนคดีพิเศษอาจจะตกไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อที่จะเล่นงาน ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลผู้กํากับนโยบายในขณะนี้ด้วยซ้ําไป

ในเรื่องที่ ๑ คณะกรรมาธิการผมเข้าใจว่าเท่าที่ปรากฏข่าวคราวผมติดตาม การทํางานท่าน ไม่ได้ซักถามการทําหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษในหลายเรื่องนะครับ ไม่นับเฉพาะคดีที่ค้างซึ่งส่อให้เห็นประสิทธิภาพของกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วย ผมชี้ให้ท่านประธานเห็นง่าย ๆ ครับว่าการดําเนินการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษนั้น ในช่วงระยะปีหลัง ๆ มามีคดีพิเศษที่สืบสวนสอบสวนเสร็จและอยู่ระหว่างการสืบสวน สอบสวนนั้นมากขึ้นค้างอยู่ทุกปีครับ ในปีแรก ๆ นั้น คดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวน ซึ่งข้ามปีงบประมาณ เช่นปี ๒๕๕๐ นี่มี ๑๑๓ คดี ปีงบประมาณ ๒๕๕๑ มี ๑๑๔ คดี ปี ๒๕๕๒ ๑๓๙ คดี แต่มาถึงปี ๒๕๕๓ นั้นค้างอยู่ ๓๙๒ คดี ปี ๒๕๕๔ ค้างอยู่ ๓๙๘ คดี มาถึงปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ๒๘๓ คดี ดูตัวเลขเผิน ๆ ก็เห็นแล้วว่าประสิทธิภาพ ในการทํางานนั้นมีปัญหาแน่ พอไปดูเอกสารชี้แจงปัญหาอุปสรรคนั้นผมเชื่อว่าท่าน ตรวจสอบเขียนไม่หมดนะครับ เพราะอะไรครับ

เพราะเรื่องที่ ๒ ที่ผมจะพูดต่อจากนี้ไปมันจะเกี่ยวโยงว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง รัฐบาล คดีพิเศษที่มากขึ้นในปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ เกี่ยวโยงกับการชุมนุมก่อความรุนแรง ในเมืองหลวงของประเทศไทยและอีกหลายจังหวัดนั้นมีคดีในการดําเนินการที่ค้างอยู่ ไม่ทราบด้วยเหตุผลกลใดที่กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ดําเนินการต่อให้แล้วเสร็จซึ่งสะท้อนถึง ประสิทธิภาพ แต่เรื่องใหญ่เป็นอย่างนี้ครับ เรื่องที่ ๑ ซึ่งสะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมาย ไม่เป็นธรรม นั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้นกับกรณีที่มีอดีตสมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่งคือนายเรืองไกร ประทานโทษเอ่ยนาม เรื่องนี้ไม่เสียหายกับเขาเพราะปรากฏเป็นข่าวครับว่ามีการไปยื่น กรมสอบสวนคดีพิเศษให้มีการสอบพรรคประชาธิปัตย์ ในกรณีที่มีการรับบริจาคเงิน ช่วยเหลือน้ําท่วมเมื่อปี ๒๕๕๓ ซึ่งเกิดน้ําท่วมครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในประเทศไทย ก่อนปี ๒๕๕๔ ในข้อกล่าวหานั้นมีข่าวปรากฏว่าบุคคลที่ไปยื่นดังกล่าว กล่าวหาบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นข่าวไปแล้วนะครับ คือบริษัท อีสท์ วอเตอร์ว่ามีหุ้นโดยรัฐและไม่สามารถบริจาค ให้พรรคการเมืองได้ น่าที่จะเป็นการกระทําผิดกฎหมายพรรคการเมือง มีการไปร้อง เมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้เองครับ แปลว่าไม่นานมานี้เองไม่กี่เดือนมานี้ครับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ จนกระทั่งถึงบัดนี้ยังไม่ได้รับเป็นคดีพิเศษเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่ามีการเชิญคนที่บริจาคเงินนี่ ไปให้ปากคํากับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทีแรกก็คิดว่าเชิญเฉพาะบริษัท อีสท์ วอเตอร์ เพราะทันที ที่บอกว่าบริษัท อีสท์ วอเตอร์บริจาคผิดกฎหมายนั้น ผมในฐานะที่เป็นอดีตรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรีกํากับดูแลหน่วยงานอย่างกองทุนผู้ประสบภัย สํานักนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาชี้แจงร่วมกับคนของพรรคว่าการบริจาคในปีนั้นไม่ได้เป็นการบริจาคให้พรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นการบริจาคผ่านทางรองนายกรัฐมนตรี แล้วในที่สุดก็นําเงินทั้ง ๓๖ ล้านบาทของ ผู้บริจาค ๑๙๑ คน ไปส่งมอบให้กับกองทุนผู้ประสบภัยสํานักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับเงิน และที่สุดแล้วกองทุนผู้ประสบภัยก็ออกใบเสร็จรับเงินให้กับผู้บริจาคทุกรายทั้ง ๑๙๑ ราย เป็นเงิน ๓๖ ล้านบาทเศษ เรื่องก็น่าจะเคลียร์เท่านั้นนะครับ แต่ปรากฏว่าวันดีคืนดีครับ ทั้ง ๆ ที่ยื่นมาเพียงแค่ ๒-๓ เดือน