สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๕

อภิรักษ์ โกษะโยธิน อภิปรายเรื่องการลดงบประมาณกระทรวงพาณิชย์ 8% และวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลที่ไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและประชาชน โดยเน้นการลดภาระค่าใช้จ่าย 36,000 ล้านบาทของโครงการร้านถูกใจ ซึ่งเป็นโครงการที่ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการช่วยเหลือผู้ประกอบการและเกษตรกรที่ส่งออกสินค้า

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม อภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้สงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๑๘ กระทรวงพาณิชย์ โดยตัดงบประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ จากงบประมาณในปี ๒๕๕๖ งบประมาณทั้งหมดประมาณ ๗,๔๓๐ ล้านบาท ประเด็นที่ผมได้อภิปรายที่จะตัดงบประมาณในเรื่องของกระทรวงพาณิชย์มี ๓ ประเด็น ที่มีความสําคัญก็คือ

ประการที่ ๑ การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ไม่สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ

ประการที่ ๒ ก็คือความล้มเหลวของนโยบายในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งถือว่ามีความสําคัญสูงสุดในทุกครั้งที่เรามีโอกาสได้พบปะ พูดคุยกับพี่น้องประชาชนว่าเป็นความเดือดร้อน รวมถึงปัญหาในเรื่องของราคาสินค้าเกษตรตกต่ํา ซึ่งเป็นความล้มเหลวของนโยบายของรัฐบาลและของกระทรวงพาณิชย์

ประการที่ ๓ ก็คือการจัดสรรงบประมาณไม่เหมาะสม ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่โปร่งใส ผมอยากอภิปรายถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการใน ๓ เรื่องด้วยกัน

เรื่องที่ ๑ คือในเรื่องของเศรษฐกิจปากท้องข้าวของแพง ที่เราเรียกกันว่า แพงทั้งแผ่นดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบกับพี่น้องประชาชนเป็นหลัก ถ้าท่านประธานได้ไป ตรวจสอบในเรื่องค่าครองชีพ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนก็จะพบว่าในรายจ่าย ครัวเรือนของพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหาอยู่วันนี้ ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะเป็นค่าใช้จ่าย ในเรื่องของอาหารการกิน ค่าเดินทาง เฉลี่ยประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาท ถึง ๑๖,๐๐๐ บาท ต่อเดือน ซึ่งจากการสํารวจโดยทีมงานพาณิชย์เงาของพรรคประชาธิปัตย์ และพบปะพูดคุย กับพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศก็จะพบว่ารัฐบาลได้มีนโยบายในเรื่องของการที่ได้หาเสียง แล้วก็เป็นนโยบายที่สําคัญที่ผลกระทบต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนในหลายประการ ด้วยกัน

ประการที่ ๑ ก็คือนโยบายในเรื่องของการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ซึ่งเป็นนโยบายที่ทําให้ราคาน้ํามัน ราคาก๊าซ หรือรวมไปถึงน้ํามันดีเซล ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุน ในเรื่องของการขนส่งสูงขึ้นซึ่งก็ส่งผลกระทบในเรื่องของค่าใช้จ่าย ในเรื่องของค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายในเรื่องของการปรับตัวของราคาสินค้าและบริการ ซึ่งตรงนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึง ค่าใช้จ่ายครัวเรือน ทั้งค่าอาหารและค่าเดินทางรวมกันประมาณ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ประการที่มีความสําคัญก็คือแม้ว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องของกระทรวงพาณิชย์โดยตรง แต่ในฐานะ ที่กระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีหน่วยงานหลัก ไม่ว่าจะเป็นกรมการค้าภายในที่จะต้องดูแลในเรื่อง ของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้กับพี่น้องประชาชนกลับไม่ดําเนินการทํางาน เชิงรุกแล้วก็บูรณาการทํางานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้น ก็จะทําให้ราคาสินค้าได้ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งรัฐบาลก็ออกมา แถลงว่าเป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนคิดไปเอง เป็นเรื่องที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ําท่วม แต่ว่าถ้าเราไปสํารวจในเรื่องของราคาพืชผลทางด้านการเกษตร ไปสํารวจในเรื่องของราคาหมู ราคาไก่ ไข่ไก่ ผัก มะนาว ราคาข้าวแกง ซึ่งพี่น้องประชาชนที่ยากจนต้องบริโภคทุกวัน ก็จะพบว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่ได้มีมาตรการเชิงรุกในการเข้าไปแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง แต่กลับไปใช้นโยบายผลักดันในเรื่องของการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ นโยบายการแก้ไขปัญหาด้วยโครงการธงฟ้า แล้วก็ที่สําคัญที่ผมอยากที่จะอภิปราย เป็นประเด็นที่มีความสําคัญในการที่ตัดลดงบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ ๘ เปอร์เซ็นต์ ก็คือนโยบายโครงการร้านถูกใจซึ่งเป็นโครงการที่ริเริ่มโดยรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป้าหมายที่ได้แถลงไว้กับคณะรัฐมนตรีแล้วก็ทําให้พี่น้องประชาชน มีความหวังว่าโครงการร้านถูกใจจะเป็นนโยบายที่สําคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชนในภาพรวมทั้งหมด ซึ่งจะลดภาระค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท มีเป้าหมายที่จะเปิดร้านค้าโครงการถูกใจทั้งหมด ๑๐,๐๐๐ แห่ง หรือที่เรียกกันว่า ๑ ชุมชน ๑ ร้าน มีเป้าหมายที่แถลงไว้ในเดือนเมษายนว่าจะเปิดร้านค้าถูกใจให้ได้ ๑๐,๐๐๐ ร้าน ๒,๐๐๐ ร้านในกรุงเทพมหานคร และอีก ๘,๐๐๐ ร้านทั่วทั้งประเทศ แต่ท่านประธาน กรรมาธิการทราบไหมครับว่าทางคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจได้เรียนเชิญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์มาชี้แจง โครงการว่ามีความมั่นใจที่จะช่วยแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน โดยโครงการร้านถูกใจ ก็จะประกอบไปด้วยสินค้าทั้งหมดประมาณ ๒๐ กว่ารายการ เช่น ข้าว น้ํามัน น้ําตาล หมู เห็ด เป็ด ไก่ รวมไปถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจําเป็น แล้วขายที่ราคาถูกกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าหลังจากที่โครงการดําเนินการผ่านไปแล้ว ทางกรรมาธิการได้ลงพื้นที่ ตรวจสอบก็จะพบว่าระยะเวลาผ่านไปแล้วเกือบ ๒ เดือน ถึงเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นเป้าหมายว่า จะเปิดให้ครบ ๑๐,๐๐๐ ร้าน กลับมีร้านเปิดได้เพียงแค่ ๑ ร้าน และ ๑ ร้านที่เปิด ก็คือร้านที่เปิดอยู่ในกระทรวงพาณิชย์ที่สนามบินน้ํา จังหวัดนนทบุรี แน่นอนครับ ท่านประธาน เข้าไปดูก็จะพบว่ามีสินค้าที่ครบถ้วนตามที่ได้แถลงไว้ เพราะเป็นร้านค้า ต้นแบบ แต่ว่าล่าสุดทางคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจได้เรียนเชิญทาง กรมการค้าภายในมาแถลงถึงผลความคืบหน้าของโครงการ ก็พบว่างบประมาณที่ขอไว้ ๑,๓๐๐ ล้านบาทเป็นงบประมาณที่ไม่ได้สามารถที่จะไปใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องของ เศรษฐกิจปากท้องข้าวของแพงให้กับพี่น้องประชาชน แต่เป็นงบประมาณที่ตรงกับชื่อของ โครงการที่เรียกว่าโครงการร้านถูกใจ เพราะว่าร้านค้าถูกใจครับท่านประธาน ทําไมร้านค้า ถูกใจ เพราะว่าร้านค้าได้เงินทั้งหมดที่ไปช่วย ๑๐๐ ล้านบาทสําหรับค่าใช้จ่ายที่ไปช่วย ในเรื่องของการปรับปรุงตกแต่งร้าน ร้านค้าได้รับเงินอีกทั้งหมด ๔๕๐ ล้านบาท สําหรับ ร้านค้าทั้งหมด ๑๐,๐๐๐ กว่าร้าน โดยจ้างพนักงาน ๑ คน วันละ ๓๐๐ บาท ก็แปลว่า เงินงบประมาณทั้งหมด ๑,๓๐๐ กว่าล้านบาท ที่มีนโยบายล้มเหลวในการแก้ไขปัญหา โดยการเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาด ซึ่งถ้าเราไปสอบถามร้านค้าที่อยู่ข้างเคียงก็จะได้รับเสียงบ่น ตําหนิว่าการที่ทางกระทรวงพาณิชย์โดยรัฐบาลผลักดันโครงการแบบนี้ก็ส่งผลกระทบกับ ร้านค้าทั่วไปที่เขาจําหน่ายสินค้าราคาปกติ แล้วร้านค้าทั้งหมด ๑๐,๐๐๐ กว่าร้านที่เคยแถลงไว้ว่า จะเปิดให้ได้ภายในเดือนพฤษภาคม ท่านประธานครับ ตอนนี้เดือนสิงหาคมเปิดไปได้ทั้งหมด เพียงแค่ประมาณ ๗,๐๐๐ กว่าร้าน ๑,๑๐๐ ร้านอยู่ในกรุงเทพมหานคร แล้วก็ ๕,๐๐๐ กว่าร้านอยู่ในต่างจังหวัด ในกรุงเทพมหานครนะครับผมเองมีโอกาสที่จะลงพื้นที่ หาร้านค้าถูกใจไม่เจอครับท่านประธาน มีพี่น้องประชาชนจํานวนมากที่ได้สอบถามเข้ามาว่า หาร้านค้าไม่เจอ หรือถ้าหาร้านเจอก็จะมีสินค้าที่น้อยมาก เพราะฉะนั้นงบประมาณ ที่ได้จัดสรรทั้งหมดประมาณเกือบ ๖๐๐ ล้านบาท ก็เป็นงบประมาณที่ทําให้ร้านค้าถูกใจ แต่พี่น้องประชาชนไม่ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการนี้ที่ได้แถลงไว้ตอนต้นว่า จะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายลดภาระได้ทั้งหมด ๓.๖ หมื่นล้านบาท ผมอยากสอบถามท่านคณะกรรมาธิการว่าท่านได้เคยเรียกท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์มาสอบถามเรื่องนี้ไหม แล้วงบประมาณที่ขอไว้ ๑,๓๐๐ กว่าล้านบาทนี้รวมไปถึง การมอบหมายให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จํากัด เป็นผู้จัดส่งสินค้าและบริการให้กับร้านค้า ทั่วทั้งประเทศ แต่วันนี้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จํากัด บอกว่าทําไม่ได้ ตอนนี้ก็ต้องไปมอบให้ บริษัทเอกชนมาส่งของให้ แล้วก็ต้องไปขอร้องให้ห้างแม็คโครมาช่วยแพค (Pack) ของให้ ก็แปลว่านโยบายที่ได้เคยแถลงว่าจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเป็นโครงการเดียว ที่เป็นความหวังของพี่น้องประชาชนที่จะมาแก้ไขปัญหาแพงทั้งแผ่นดินไม่เกิดขึ้นครับ ท่านประธาน นอกจากนั้นนอกเหนือจากความล้มเหลวของโครงการร้านค้าถูกใจแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสําคัญก็คือว่าทางกระทรวงพาณิชย์เองมักจะแถลงเรื่องดัชนี ผู้บริโภคว่าราคาสินค้าและบริการไม่ได้แพงขึ้น แล้วก็ถูกกว่าสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว ถ้าจะสูงขึ้น ก็แค่ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์น้อยมาก แต่ถ้าไปตรวจสอบแล้วท่านประธานจะพบว่าราคาสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่จําเป็นที่พี่น้องประชาชนจะต้องจับจ่ายซื้อของเป็นรายวัน ราคาอาหารตามสั่งข้าวแกง กระเพราไก่ไข่ดาวที่กระทรวงพาณิชย์มีความพยายามที่จะมา ควบคุมราคาสินค้า ๗ รายการ ให้ขายไม่เกิน ๒๐ บาทบ้าง ๒๕ บาทบ้าง แต่ว่าถ้าพี่น้อง ประชาชนได้สะท้อนมายังคณะกรรมาธิการและทางพรรคประชาธิปัตย์ไปตรวจสอบก็พบว่า ร้านค้าส่วนใหญ่ถ้าจะขายตามที่กระทรวงพาณิชย์จะควบคุมเขานี่เขาก็จะลดปริมาณ แต่แทนที่กระทรวงจะมีมาตรการที่จะไปแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาในเรื่องของต้นทุนปัจจัยการผลิต ยกตัวอย่างถ้าเป็นในเรื่องของ ราคาสุกร ราคาไก่ ราคาไก่ไข่ ก็จะพบว่าต้นทุนปัจจัยการผลิตส่วนใหญ่ที่พี่น้องเกษตรกร ร้องขอก็คือในเรื่องของต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอาหารสัตว์ ซึ่งจะเป็นต้นทุนที่สูงถึง ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ในกรณีของไก่ไข่ แล้วก็ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในกรณีของสุกร หรือถ้ารวมไปถึงราคาผักผลไม้พี่น้องเกษตรกรก็อยากให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขในเรื่องของ ต้นทุนปัจจัยการผลิตก็คือราคาปุ๋ย ราคายา อันนี้ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลว ของรัฐบาลและความเป็นมืออาชีพในการบริหารจัดการของกระทรวงพาณิชย์ แต่ที่แย่ ไปกว่านั้นที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานก็คือการทํางานในลักษณะที่ทางรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายกรัฐมนตรีมักจะพูดว่าต้องทํางานแบบบูรณาการ ต้องทํางาน แบบต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา แต่ว่านโยบายของรัฐบาลเองที่นั่งอยู่ในกระทรวง อยู่ใน ครม. เดียวกันกลับไม่ทํางานเชื่อมโยงกันเช่นกระทรวงพลังงานก็จะผลักดัน ในเรื่องของการปรับโครงสร้างราคาพลังงานทําให้ราคาน้ํามันสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงเปิดเทอม ท่านประธานทราบดี พ่อแม่ผู้ปกครอง จําเป็นที่จะต้องดูแลค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าชุดนักเรียน ค่าเดินทาง ค่าโดยสาร แทนที่กระทรวงพาณิชย์หรือรัฐบาลจะออกมาคอยดูแลในเรื่องของมาตรการที่จะช่วยเหลือ ลดผลกระทบให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน กลับไปปรับขึ้นราคาค่าโดยสารรถเมล์ ในช่วงเปิดเทอม กลับไปปรับขึ้นในเรื่องของค่าเอฟที (Ft) ค่าไฟ กลับไปปรับขึ้นในเรื่องของ การลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟรีจาก ๙๐ หน่วยเป็น ๕๐ หน่วยทําให้พี่น้องประชาชนที่ยากจน ที่เคยใช้ไฟฟ้าฟรี ๙,๐๐๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือนในสมัยปีที่แล้วของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ลดลงเหลือเพียงแค่ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ผมอยากสอบถามท่านประธานไปยัง ประธานคณะกรรมาธิการกับรัฐบาลว่ามาตรการในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ที่รัฐบาลเคยแถลงไว้ แล้วก็บอกเป็นนโยบายที่จะแก้ไขก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลว สะท้อนให้เห็นการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เหมาะสม สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้จ่าย งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่โปร่งใส

ประการที่ ๒ ที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานไปถึงประธานคณะกรรมาธิการ ก็คือในเรื่องของปัญหาราคาพืชผลทางด้านการเกษตรตกต่ําที่เขาเรียกกันว่าถูกทั้งแผ่นดิน มาตรการหรือนโยบายที่กระทรวงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นกรมการค้าภายใน ไม่ว่าจะเป็น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในเรื่องของการค้าต่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก ที่มีมาตรการหลักในเรื่องของนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายรับจํานําข้าว และมันสําปะหลัง ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปในรายละเอียดหลายท่านแล้ว แต่สิ่งที่ผม อยากกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าถ้าไปตรวจสอบในเรื่องของราคาพืชผลการเกษตร ในช่วงที่ผ่านมาก็จะพบว่าสินค้าเกษตรทุกชนิดถูกทั้งแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาสินค้าเกษตรที่พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบเป็นอย่างยิ่งก็คือ ราคายางพารา ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้เคยอภิปรายว่าราคายางพาราล่าสุดวันนี้ก็อยู่ที่ ประมาณ ๗๐ กว่าบาท หลังจากที่รัฐบาลได้เคยพยายามแถลงที่จะผลักดันราคาให้เกิน ๑๐๐ บาท ขึ้นไปถึง ๑๒๐ บาท ซึ่งสิ่งที่เป็นผลกระทบโดยตรงของนโยบายที่ล้มเหลว ขาดประสิทธิภาพในเรื่องของการเข้าไปดูแลในเรื่องของปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ํา ไม่รวมถึงในเรื่องของนโยบายรับจํานําข้าวที่มีความล้มเหลวรั่วไหลทําให้ยอดการส่งออก ของข้าวในช่วงต้นปีที่ผ่านมาจนถึงเดือนกรกฎาคมลดลงไปถึง ๔๖ เปอร์เซ็นต์ ทําให้ ยอดการส่งออกที่ประเทศไทยได้เคยเป็นอันดับ ๑ ในการส่งออกลดลงมาเหลืออันดับ ๓ รองจากประเทศอินเดียและประเทศเวียดนาม และส่งผลแนวโน้มถึงผลกระทบกลไกตลาด ในระยะยาวไม่นับปัญหาของพี่น้องเกษตรกรที่ถูกโกงตาชั่ง ความชื้น ปัญหาการสวมสิทธิ ราคาที่ประกาศว่าจะได้ ๑๕,๐๐๐ บาท ก็ได้เพียง ๑๐,๔๐๐ กว่าบาท อันนี้ก็เป็นประเด็น ที่มีความสําคัญ ถ้ารวมไปถึงราคาพืชผลการเกษตรตัวอื่นนะครับท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของมันสําปะหลังที่อยู่แค่ประมาณ ๑.๑๕ บาทถึง ๒ บาทต่อกิโลกรัม ราคาปาล์มน้ํามัน ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการทํางานร่วมกันระหว่างรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการที่กํากับดูแลภาพรวมของ เศรษฐกิจก็คือท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ในฐานะประธาน กปน. ที่ดูแลในเรื่องของ การแก้ไขปัญหาราคาน้ํามันปาล์มกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่มีนโยบายที่สวนทางกัน แปลว่า ครม. ได้เคยมีมติที่จะให้นําเข้าปาล์มน้ํามัน ๔๐,๐๐๐ กว่าตัน ในขณะที่ คณะกรรมการ กปน. ก็มีมาตรการที่ให้ไปแก้ไขปัญหาไม่ให้กระทบกับพี่น้องชาวสวนปาล์ม แต่ว่าสิ่งที่ทางรัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ได้ดําเนินการก็คือการนําเข้าน้ํามันปาล์ม ๑๐,๐๐๐ กว่าตัน ซึ่งพี่น้องเพื่อนสมาชิกได้เคยอภิปรายไว้บ้างแล้ว แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึง ความล้มเหลวของนโยบายและการทํางานร่วมกันแบบบูรณาการที่ทางรัฐบาล หรือตัวนายกรัฐมนตรีได้เคยแถลงไว้ก็เป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แล้วก็ไปกระทบถึงราคา น้ํามันปาล์มของพี่น้องเกษตรกรซึ่งได้เคยออกมาเรียกร้องว่าราคาปาล์มซึ่งเคยสูงถึงประมาณ ๘ บาท ถึง ๙ บาทในรัฐบาลชุดที่แล้วลดลงต่ําถึงประมาณ ๔ บาท แล้วก็อาจจะขึ้นมาถึง ประมาณ ๕ บาท แต่สิ่งที่เป็นผลกระทบก็คือกลไกที่ดําเนินการต้องไปนําเข้าปาล์ม จากต่างประเทศซึ่งก็ไปบิดเบือนราคาแล้วก็ต้องมาของบประมาณจากรัฐบาลในการที่จะไป ชดเชยทั้งหมดอีก ๒๓ ล้านบาทในเรื่องของการขาดทุน อันนี้ก็เป็นประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึง ความไร้ประสิทธิภาพและไม่มีความเป็นมืออาชีพในการบริหารจัดการและทํางานร่วมกัน

อีกประเด็นหนึ่งก็คือในเรื่องของการทํางานเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ทางกระทรวงเองต้องรู้ดีว่าในแต่ละฤดูกาลจะมีพืชผลการเกษตรตัวไหนจะเป็นผลไม้ จะเป็นพืชผักต่าง ๆ ที่จะออกตามฤดูกาล ผมยกตัวอย่างผลไม้ของเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ที่เคยอภิปรายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกซึ่งจะมีผลไม้ คือ เงาะ มีมังคุด มีทุเรียน มีสับปะรดที่จะออกตามช่วงฤดูกาลต่าง ๆ ซึ่งถ้ากระทรวงพาณิชย์รัฐบาลจะใส่ใจ พี่น้องเกษตรกรชาวสวน แล้วก็ลงพื้นที่ไปมีมาตรการเชิงรุกก่อนที่จะเปิดฤดูกาล ประมาณ เดือนมีนาคมผมมีโอกาสที่เดินทางไปพบปะกับพี่น้องเกษตรกรในภาคตะวันออก ที่จังหวัดระยอง พี่น้องเกษตรกรชาวสวนก็เรียกร้องว่าปีนี้อยากให้รัฐบาลมาดูแลในเรื่องของ ผลผลิตทางด้านการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของราคาเงาะ ซึ่งในที่สุดแล้วรัฐบาล ก็ไม่มีมาตรการเชิงรุกออกมา พี่น้องเกษตรกรชาวสวนเงาะต้องขายอยู่ที่แค่ประมาณ ๔ บาท ถึง ๕ บาทต่อกิโลกรัม ชาวสวนสับปะรดต้องออกมาปิดถนนในเรื่องของการที่จะเรียกร้องให้ รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหา พี่น้องเกษตรกรชาวไร่ที่ปลูกหอม กระเทียมก็เป็นปัญหาซ้ําซาก ที่เกิดขึ้น ผมอยากสอบถามว่ากรรมาธิการได้เคยเรียกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มาชี้แจงในเรื่องนี้อย่างไร แล้วงบประมาณที่ท่านขอมาไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการรักษา เสถียรภาพสินค้าเกษตร ท่านได้ดําเนินการมากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็เป็นสาเหตุที่ผมต้องเสนอ ตัดงบประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่ผมอยากเสนอกระทรวงพาณิชย์และรัฐบาล ก็คือมาตรการที่เข้าไปดูแลในเรื่องของการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเข้าไปส่งเสริมในเรื่องของการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การพัฒนาและทํางานร่วมกับกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพพืชผลทางด้านการเกษตร การทํางานแบบมืออาชีพให้สมกับเป็นฝ่ายการตลาดของประเทศไทย ในการที่จะหาตลาดใหม่ ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ในการสร้างแบรนด์ (Brand) ในการที่จะไปพัฒนาสินค้าและบริการ ที่มีนวัตกรรมที่ประเทศไทยเองอยากเป็นครัวโลกทําให้อาหารไทยและพืชผักผลไม้ไทย สามารถที่จะขายไปได้ทั่วโลกรองรับการเดินเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก ๓ ปีข้างหน้า แล้วในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรของไทยไม่ต้องราคาตกต่ําแล้วต้องรอให้ พี่น้องเกษตรกรมาปิดถนนมาเรียกร้องถึงมีมาตรการที่จะออกมาช่วยเหลือประกันราคา ทั้งสับปะรด ทั้งราคาเงาะหรือแม้แต่รวมไปถึงสินค้าเกษตรตัวอื่นในพื้นที่ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๒ อยากที่จะกราบเรียนไปถึงท่านกรรมาธิการว่าเป็นเหตุผลหลักที่ผมจําเป็นต้องตัดงบประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์

อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสําคัญก็คือในเรื่องของแนวทางที่จะเดินหน้าไปสู่ การบริหารจัดการผลกระทบเศรษฐกิจในภาพรวมของรัฐบาล เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมากนะครับ ท่านประธานที่รัฐบาลออกมาประกาศว่าปีนี้จะมียอดเป้าส่งออก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ผลกระทบที่เกิดขึ้น ในวิกฤติยุโรปถือว่าเป็นเรื่องน้อยมากรัฐบาลสามารถดูแลได้ เพราะว่าสินค้าไทยส่งออกไป ยุโรปเพียงแค่ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าถ้าท่านประธานไปดูถึงรายละเอียดของผลกระทบ ที่เกิดขึ้นในวิกฤติหนี้ยุโรปที่ส่งผลจากประเทศกรีซไปประเทศสเปนไปประเทศอิตาลี ส่งผลกระทบในเรื่องของยอดการส่งออก จนกระทั่งครึ่งปีแรกยอดการส่งออกสินค้าเกษตร ลดไปถึงประมาณ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ยอดสินค้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ยางไปประเทศยุโรป ลดถึง ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ประเด็นที่เกิดขึ้นก็คือว่ายอดส่งออกของประเทศไทย ๓ อันดับแรก ก็คือ ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่นและประเทศสหรัฐอเมริกา ๓ ประเทศนี้เป็นประเทศคู่ค้าของ สหภาพยุโรปที่มีผลกระทบโดยตรง ก็แปลว่าผลกระทบตรงจากประเทศไทยส่งไปสหภาพยุโรป อาจจะไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าผลกระทบโดยอ้อมจากประเทศจีน ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่นจะส่งผลกระทบในเรื่องนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่รัฐบาล ไม่ได้มีความกระตือรือร้นในการที่จะมีมาตรการเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการ แล้วในที่สุด ก็จะส่งผลกระทบถึงพี่น้องเกษตรกรผู้ประกอบการที่ส่งออกในเรื่องนี้

อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสําคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็คือในเรื่องผลกระทบ ของการที่ส่งเสริมและเตรียมความพร้อมในเรื่องของการผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้า เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นนโยบายหลักและยุทธศาสตร์ของ กระทรวงพาณิชย์โดยตรง ผมอยากกราบเรียนสอบถามท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าได้เรียนเชิญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มาชี้แจงในเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ของการเตรียมความพร้อมในเรื่องของการเชื่อมโยงภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ เกี่ยวข้องในเรื่องของอาเซียน คอนเนกทิวิตี (ASEAN connectivity) ที่จะเตรียมความพร้อม ในเรื่องของการผลักดันเรื่องโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องของมาตรการต่าง ๆ ที่เป็นกฎระเบียบ ที่จะทําให้ผู้ประกอบการสามารถที่จะมีความพร้อมในการปรับตัวที่จะเดินหน้าเข้าสู่ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ความเชื่อมโยงของการพัฒนาพื้นที่พิเศษ การพัฒนาในเรื่องของ การค้าเศรษฐกิจชายแดน เมื่อ ๓ วันที่ผ่านมาผมมีโอกาสที่จะเดินทางไปที่อําเภอแม่สอด มีโอกาสไปเดินอยู่ที่บริเวณริมแม่น้ําเมย ก็เห็นสภาพความเงียบเหงาของพื้นที่ซึ่งโดยปกติจะมี ความคึกคัก แล้วประเด็นที่มีสําคัญก็คือว่าทางท้องถิ่นได้เคยผลักดันในเรื่องของการยกระดับ พื้นที่เมืองแม่สอดให้เป็นแม่สอดมหานครที่มีสถานะเป็นเมืองพิเศษเพื่อที่จะเชื่อมโยงกับ เมืองเศรษฐกิจหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษเมืองเมียวดีของประเทศเมียนมาร์หรือประเทศพม่า ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของมหานครแม่สอด อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อม และความละเลยของการเตรียมความพร้อมในการเดินหน้าเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นแค่จุดเล็ก ๆ ในพื้นที่ แต่ว่าตรงนี้ก็อยากฝากท่านประธานไปถึงกรรมาธิการว่า ถ้าเราลงไปดูในงบประมาณในแต่ละกระทรวงก็จะพบว่าในแต่ละกรมของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นกรมเจรจาการค้าต่างประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือแม้แต่กรมส่งเสริมการส่งออก กรมทรัพย์สินทางปัญญาแทบจะทุกกรม รวมไปถึงสํานักงานปลัดกระทรวงจะมีงบประมาณ ที่ใส่ไว้ในเรื่องของการที่จะส่งเสริมการพัฒนาในเรื่องของการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่ว่าถ้าเราไปสอบถามทําวิจัยหรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ก็จะพบว่า ขาดการเตรียมความพร้อมไม่มีหน่วยงานหลัก ซึ่งแม้ว่าจะมีกรมเจรจาการค้าต่างประเทศ ที่จะเป็นหน่วยงานที่จะไปเจรจา แต่ก็จะไม่มีจุดศูนย์รวมที่จะให้ข้อมูลในการที่จะให้ ผู้ประกอบการโดยเฉพาะอย่างยิ่งเอสเอ็มอีมีความพร้อมและความเข้าใจในการที่จะเข้าไป เปิดตลาดในประเทศเวียดนาม ไปเปิดตลาดในประเทศพม่า ซึ่งวันนี้ก็มีความพร้อมในการที่จะส่งเสริมในเรื่องของการลงทุนจากต่างประเทศ หรือแม้แต่ ในเรื่องของการผลักดันการค้าเศรษฐกิจชายแดนในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นที่อําเภอแม่สอด ที่ผมพูดไปแล้ว ที่จังหวัดกาญจนบุรีที่จะเตรียมความพร้อมในเรื่องของการเชื่อมโยงกับ โครงการท่าเรือน้ําลึกที่ทวายกับที่แหลมฉบัง ในพื้นที่อําเภอแม่สาย ที่จังหวัดหนองคาย จังหวัดมุกดาหาร ที่อําเภอสะเดา หรือแม้แต่แนวนโยบายเชิงรุกที่รัฐบาลได้เคยประกาศไว้ เสมอว่าจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ก็คือเสียงเรียกร้องจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่อยากเห็นการยกระดับเป็นเมืองพิเศษ หรือเป็นมหานครของจังหวัดที่มีความพร้อม และสามารถจะเป็นศูนย์กลางของกลุ่มพื้นที่เป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ที่จะเชื่อมโยงกับพื้นที่ ในทางเศรษฐกิจในภาคเหนือของจีนตอนใต้ ก็คือการยกระดับจังหวัดเชียงใหม่เป็นเชียงใหม่ มหานคร การผลักดันในการยกระดับจังหวัดในพื้นที่ที่มีความพร้อมในภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็น จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุบลราชธานี หรือแม้แต่จังหวัดนครราชสีมาหรือโคราช ในภาคใต้ รวมไปถึงจังหวัดภูเก็ตหรือแม้แต่หาดใหญ่ที่จะมีความพร้อมในการที่จะเป็นศูนย์กลาง ทางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งอันนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงการขาดวิสัยทัศน์และการมอง ไปข้างหน้าของรัฐบาล

อันนี้ก็เป็นประเด็นหลักทั้ง ๓ เรื่อง ที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธาน ในเรื่องของความล้มเหลวของการบริหารจัดการในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ข้าวของแพงของรัฐบาล สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของแนวนโยบายในการรับจํานําข้าว สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการดูแลราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ํา และสะท้อนให้เห็นถึง แนวยุทธศาสตร์ในการเดินหน้าในเรื่องของนโยบาย ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ ปัญหาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนต่อไป เพราะฉะนั้นผมอยากขอกราบเรียนท่านประธาน สุดท้ายว่าไม่อาจที่จะเห็นด้วยกับการแปรญัตติในเรื่องงบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ และขอเสนอที่จะตัดลดงบประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ