เกียรติ สิทธีอมร หารือเรื่องข้อมูลทางการเกษตรที่กรมชลประทานและสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรบันทึกไว้ โดยขอให้นายกรัฐมนตรีอธิบายความไม่ตรงกันของข้อมูลนี้ และยังถามถึงข้อมูลการส่งออกข้าวที่กรมศุลกากรบันทึกไว้ นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการควบคุมข้าวของนายกรัฐมนตรีและระบายความไม่พอใจเกี่ยวกับการบริหารโครงการรับจำนำข้าว และเรียกร้องให้กรมการค้าต่างประเทศให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการ
แล้วอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรี ตั้งใจฟังประเด็นนี้ให้ดีนะครับ เพราะท่านจะต้องชี้แจงให้ได้ว่าทำไมข้อมูลมันขัดแย้ง กับที่ท่านพูด ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ชัดเจนนะครับ มีการบันทึกข้อมูล ของราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาแต่ละเดือนทุกเดือน เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม จนถึงเดือนธันวาคม สำหรับปี ๒๕๕๔ ท่านทราบไหมครับ ท่านเห็นไหมครับว่าข้าวเปลือกเจ้าความชื้น ๑๔-๑๕ เปอร์เซ็นต์ ราคาเฉลี่ยทั้งปีเลย ๙,๑๔๕ บาทต่อตัน ถ้าเป็นข้าวเปลือกหอมมะลิ ๑๓,๐๓๔ บาทต่อตัน นี่ปี ๒๕๕๔ นะครับ ลองมาดูปี ๒๕๕๕ ครับ มีข้อมูล ๑๐ เดือนครับ รายเดือนเหมือนกันนะครับ ข้อมูลรายเดือน ชัดเจนนะครับ ต่ำสุดก็อยู่ ๙,๔๐๐-๙,๕๐๐ บาท สูงสุดก็คือ ๑๐,๕๐๐ บาท เฉลี่ย ๑๐ เดือนหรือครับ ๑๐,๐๘๒ บาท นี่คือราคาที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นา ในหนังสือท่านบอกเขาได้ ๑๕,๐๐๐ บาท กับ ๒๐,๐๐๐ บาท ท่านโกหกเขาหรือเปล่า เอกสารนี้เป็นเท็จหรือเปล่า เป็นโฆษณาชวนเชื่อ หรือเปล่า แต่อันนี้เป็นข้อมูลทางการนะครับ ข้อมูลทางการครับ ท่านก็ต้องอธิบายให้ได้ว่า ทำไมข้อมูลทางการมันต่างกับที่ท่านใช้ในการเผยแพร่ให้สังคมรับทราบ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ๑๔,๙๗๐ บาท แปลกไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีทราบไหมครับว่าจริง ๆ แล้ววันนี้ราคาข้าว ในต่างประเทศเท่าไรครับ ไปเปิดเว็บไซต์ดูก็ได้ครับ มีราคาข้าวชัดเจน ที่ผมเสียใจที่สุด ก็คือว่าท่านใช้เงินไปเยอะแยะมากมาย ถามว่าเกษตรกรราคาที่ได้ที่ไร่นามันได้ราคาอะไร ท่านนายกรัฐมนตรีทราบไหมครับว่าราคาตลาดวันนี้ถ้าทอนจากดอลลาร์ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเองเมื่อกี้ครับ ท่านอธิบายว่าราคา ๖๗๙ เหรียญใช่ไหมครับ ท่านทอนมาสิครับ ๖๗๙ เหรียญท่านทอนมาเป็นราคาข้าวเปลือกที่ไร่นาสิครับ มันก็คือ ๑๑,๐๐๐ บาท ท่านใช้เงินไป ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการขาดทุนเยอะแยะ แต่เกษตรกร ที่ไร่นาได้เท่าราคาตลาดเป๊ะเลยครับ ไม่ได้ราคาตามที่ท่านรับปากไว้ ที่หนักไปกว่านั้นข้าวหอมมะลิ ท่านไปดูสิครับ ราคาข้าวหอมมะลิที่ประกาศ ณ วันนี้เลยครับ ๑,๐๐๐ กว่าเหรียญสหรัฐอเมริกาครับ ๑,๐๐๐ กว่าเหรียญสหรัฐอเมริกาอันนี้ข้าวสารที่สีแล้ว หมายความว่าอย่างไรครับ ทอนมาเป็นข้าวเปลือกครับ ราคาตลาดควรจะอยู่ที่ประมาณ ๑๘,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ อยู่แล้ว แต่เพราะท่านไปดำเนินโครงการของท่านนี่ละครับ ใช้เงินไป ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กดราคาตลาดที่มีการซื้อที่ไร่นาเหลือ ๑๔,๐๐๐ ข้าวหอมมะลิ แปลกไหมครับ แปลกมากเลยครับ จริง ๆ ในกระบวนการถ้าไม่ยุ่งเลยแค่ดูแลว่าอย่าให้มี การเอาเปรียบเรื่องความชื้น สิ่งปลอมปน อย่าโกงน้ำหนักกัน เกษตรกรต้องขายได้ที่ไร่นา ๑๘,๐๐๐ แต่พอรัฐบาลเข้าไปทำโครงการเหลือ ๑๔,๐๐๐ คำถามก็มีอยู่ว่าไอ้ส่วนต่าง มันหายไปไหน ถามว่าชีวิตเกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้นไหม ทุกสำรวจแม้กระทั่งสำรวจล่าสุด ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเขาบอกชาวนาหนี้เพิ่มครับ จาก ๑๐๓,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน ตอนนี้ ๑๑๐,๐๐๐ บาท ขึ้นไป ๗ เปอร์เซ็นต์ การส่งออกข้าวท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พูดชัดเจนว่าถดถอยรุนแรง ผมคงไม่พูดซ้ำในประเด็นนั้น ตัวเลขค่อนข้างชัดเจนนะครับ ที่ผมสงสัยผมก็เข้าไปตรวจสอบนะครับ มีการบอกว่าขายจีทูจีไป ๑.๔ ล้านตัน ขายของเอกชน ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ๕.๗ ล้านตัน ของเอกชนผมไม่ติดใจ จีทูจีผมติดใจครับ ผมไปไล่ดูตัวเลขของกรมศุลกากร ท่านประธานถ้าอยากเห็นนะครับ ผมมีตัวเลขหมดเลย รายเดือน แล้วตัวเลขที่ดีที่สุด ที่ตรงที่สุด ที่เชื่อถือได้มากที่สุดคือตัวเลขของกรมศุลกากร ไม่ใช่ตัวเลขของกระทรวง ในอดีตตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์และทุกกระทรวงล้อกับตัวเลข ของกรมศุลกากรทั้งนั้น แต่ปีนี้ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ปีนี้ตัวเลขของกรมศุลกากรไม่ตรงกับ ตัวเลขที่ประกาศโดยกระทรวงอื่น ๆ ท่านประธานทราบไหมครับว่าเราบอกว่าขายข้าวไป ก็ชื่อ ๔-๕ ประเทศ จีทูจีมีประเทศจีน มีประเทศโกตดิวัวร์ มีประเทศอินโดนีเซีย มีประเทศฟิลิปปินส์ มีประเทศบังกลาเทศ รวมแล้วจนถึงสิ้นเดือนกันยายนมีส่งออกไป เท่าไรท่านประธานทราบไหมครับ ๖๔๙,๐๐๐ ตัน ๖๔๙,๐๐๐ ตัน ทั้ง ๆ ที่ท่านประกาศ แถลงข่าว ๑,๔๐๐,๐๐๐ ตันไปแล้ว นี่ตัวเลขกรมศุลกากรนะครับ ถ้าไม่เชื่อกรมศุลกากร แล้วจะไปเชื่อตัวเลขใคร อันนี้ท่านก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าจีทูจีของท่านมันเกิดอะไรขึ้น แล้วตัวเลขการส่งออกข้าวทั้งระบบของกรมศุลกากร ณ สิ้นเดือนกันยายน ๔,๗๐๐,๐๐๐ ตัน ไม่ใช่ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าตันอย่างที่พูดครับ แล้วตัวเลขกรมศุลกากรต้องเป็นตัวเลขจริง เพราะเขาจะบันทึกเมื่อมีใบขนเท่านั้น ข้อสันนิษฐานอาจจะเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการบอกว่า ส่งออกครับ แต่ข้าวนั้นมันวิ่งเที่ยวเล่นในประเทศไทยเสียก่อนไปท่าเรือ ไปเวียนเทียน ในบางคลัง ๒-๓ รอบก่อนไปท่าเรือเป็นไปได้ไหมครับ เดี๋ยวผมจะพิสูจน์ให้ดูว่า มันเกิดอย่างนั้น ท่านบอกว่ามีการให้สัมภาษณ์โดยท่านนายกรัฐมนตรีเองพูดในหลายครั้ง บอกว่าการที่จะไปขายจีทูจีนั้นจะทำให้ราคาดีขึ้น ท่านให้สัมภาษณ์เองครับ ในเมื่อท่านบอกว่าเรื่องราคาเป็นเรื่องลับผมจะไม่พูดเรื่องราคา แต่ผมกำลังจะบอกท่านว่า มันไม่เป็นจริงอย่างที่ท่านพูดครับ ทุกสัญญาที่ท่านไปเจรจาจีทูจีอยู่นี่ราคาต่ำกว่าราคาตลาด ราคาตลาดท่านบอกเอง ๖๐๐ กว่าเหรียญสหรัฐอเมริกา เอาเป็นว่ามีอยู่สัญญาหนึ่ง ผมไม่บอกประเทศ ไม่บอกปริมาณ ๔๐๐ กว่าเหรียญสหรัฐอเมริกา ท่านพูดท่านให้สัมภาษณ์ ชัดเจนท่านบอกทำจีทูจีต้องได้ราคาดี ผมก็ต้องถามเจ้าหน้าที่ บางท่านบอกว่าทำไมราคา มันถึงแย่กว่าราคาตลาดด้วยซ้ำ เขาบอกเป็นราคามิตรภาพ ใครให้สิทธิครับ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีไปขายในราคามิตรภาพต่ำกว่าราคาตลาด ทั้ง ๆ ที่ท่านรับปากเองว่า จะต้องได้ราคาสูงกว่าราคาตลาด อันนี้ท่านต้องอธิบายให้ได้
ประการต่อไป ท่านบอกว่าท่านดึงผลผลิตข้าวมาควบคุมโดยรัฐบาลแต่ผู้เดียว อันนี้เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังสือนะครับคือเป้าหมาย ท่านทำได้จริงนะครับ วันนี้ท่านทราบไหมครับว่าทั้งตลาดถ้าใครอยากจะได้ข้าว แม้กระทั่งเป็นโรงสี ถ้าอยากจะได้ข้าว ติดต่อคนเดียวเจ๊ ด แล้วบริษัทที่เป็นตัวละครที่ใกล้ชิดกับเจ๊ ด คือบริษัท ส วันนี้ถึงมี คำศัพท์ใหม่ในวงการข้าวครับ ท่านไปถามพ่อค้าข้าวทุกคน ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ทราบรู้จัก คำนี้หรือเปล่า ท่านนายกรัฐมนตรีรู้จักคำว่าเปาเกาไหมครับ ถ้าท่านจะเป็นประธานดูแลข้าว ท่านไม่รู้จักคำว่าเปาเกา ท่านไม่รู้จริงครับ ตอนนี้เปาเกาไปทั่วประเทศไทยแล้ว หมายความว่าอย่างไรครับ โรงสีโรงไหน พ่อค้าคนไหนอยากได้ข้าวไปติดต่อเพียง ๒-๓ บริษัท เท่านั้น แล้ว ๒-๓ บริษัทนี้ใกล้ชิดกับเจ๊ ด เขาทำอย่างไรครับ ทำหน้าที่ร่วมส่งมอบ ให้เสร็จเลยนะครับ จัดการหาข้าวให้ ไม่ต้องสีข้าวส่งคลังหลวงทำแทนให้กำไรโรงสี ๑ บาทต่อกิโลกรัม เป็นอย่างนี้ครับ ท่านไปพูดกับพ่อค้าคนไหน โรงสีโรงไหน เป็นจริงอย่างนี้ ท่านคงต้องอธิบายให้ได้ ถ้าถามว่าผมทราบหรือเปล่าว่าความสัมพันธ์ของท่านกับเจ๊ ด เป็นอย่างไร ผมทราบแต่ผมไม่พูดเพราะวันนี้ผมไม่ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจเจ๊ ด ผมอภิปราย ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ที่สำคัญในช่วง ๑ ปีกว่าเกือบ ๒ ปีที่ผ่านมาคนเตือนท่าน เยอะมากเลยครับ เตือนแล้วไม่ฟังครับ บทความสื่อสิ่งพิมพ์ที่เตือนท่านนายกรัฐมนตรี มีทั้งหมด ๓,๕๐๐ กว่าบทความในประเทศครับ ๓,๕๐๐ กว่าบทความ ต่างประเทศ ๓๕๖ บทความ ถ้าท่านอยากเห็นผมมีหมดเลยครับว่าเขาเขียนไว้อย่างไรบ้าง เตือนทั้งนั้น เตือนด้วยความหวังดีด้วยนะครับ ไม่กระแนะกระแหนเตือนว่าจะเกิดอะไรขึ้น กับประเทศไทย ตัวอย่างบางตัวอย่างเท่านั้นนะครับ ทุกคนไปในทิศทางเดียวกันบอก ใช้เงินมาก เสียหายมาก หนี้ประเทศจะเพิ่ม เกษตรกรไม่ได้ประโยชน์อย่างที่ตั้งใจไว้ ไอเอ็มเอฟ (IMF) กองทุนการเงินระหว่างประเทศบอกโครงการล้มเหลวคอร์รัปชันสูง เตือนท่านไว้ตั้งแต่ต้นละครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประเทศสหรัฐอเมริกาพูดไว้เลยนะครับ บอกว่านโยบายนี้จะนำไปสู่หายนะข้าวไทย นักวิชาการในประเทศไทยไม่ต้องพูดถึง เพราะท่านไม่ฟังเขาอยู่แล้ว เตือนหลายรอบท่านก็ต่อว่าต่อขานเขา ลิ่วล้อท่านก็ออกมา ต่อว่าต่อขานเขาอย่างไม่เป็นธรรมเท่าไร แต่ผมอยากจะยกตัวอย่างท่านหนึ่งซึ่งผมคิดว่า ให้ทัศนคติที่น่าสนใจอย่างมาก ท่านพูดไว้ ๓ ข้อ บุคคลท่านนี้คืออดีตประธานธนาคารโลก ประจำประเทศไทย อยู่เมืองไทยหลายปี ปัจจุบันไปอยู่สถาบันคาร์นิกกี้ นี่ครับท่านพูดไว้ ผมสรุปให้ฟังนะครับ อันนี้มันเป็นภาษาอังกฤษแต่มาจากสถาบันคาร์นิกกี้ที่ผมอ้างถึง และมีการพูดไว้ข้อเตือนใจมีอยู่ ๓ ข้อ
ข้อ ๑ รัฐบาลจะสูญเสียงบประมาณเกือบ ๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ทั้งประเทศ คำพูดเขาชัดเจนนะครับ
ข้อ ๒ อันนี้น่าสนใจนะครับ สมาชิกในสภาฟังดี ๆ นะครับ แล้วเดี๋ยวจะมี ของแถมต่อมาอีก แทบจะไม่แปลกใจเลยที่มีโรงสีเกิดขึ้นใหม่หลายแห่งในประเทศไทย เขาเขียนนะครับ เขาเขียนนะครับ ผมไม่ได้พูดนะครับ ผมแปลให้ฟังเฉย ๆ นะครับ สมาชิกหลายคนของพรรคเพื่อไทยในสภาเป็นเจ้าของโรงสี ซึ่งอาจจะอธิบายถึงการสนับสนุน นโยบายนี้อย่างกระตือรือร้น เขาพูดอย่างนั้นนะครับ ข้อความอยู่ตรงนี้ครับ แล้วเดี๋ยว มันก็จะโยงต่อ
ข้อ ๓ เขาบอกว่าคนไทยที่เสียภาษีด้วยอภินันทนาการของรัฐบาล กำลังช่วยสร้างราคาให้ผู้ผลิตข้าวในประเทศอื่น ตรงกับที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้อภิปรายไปชัดเจน น่าเสียดายครับว่า ๑ ใน ๕ ของเงินอุดหนุนถึงมือเกษตรกรที่ยากจน เขาบอก ๑ ใน ๕ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ครับถึงมือเกษตรกรที่ยากจน ที่เหลือตกอยู่กับโรงสี เจ้าหน้าที่รัฐที่โกงกินและชาวนารายใหญ่ หน่วยงานรัฐเองเตือนท่านไหม เตือนชัดเจนครับ นี่คือเอกสารของกระทรวงการคลัง ลงวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๕ เป็นเอกสารที่ใช้ประกอบการ พิจารณาการขอวงเงินในการรับจำนำในปีต่อไปที่ ครม. นำไปพิจารณาด้วย ข้อมูลนี้ชัดเจน หากกรณีระบายผลผลิตที่รับจำนำได้ใน ๓ ปีจะมีภาระการบริหารการปรับโครงสร้างหนี้ เฉลี่ยปีละ ๒๒๔,๕๕๓ ล้านบาท แล้วเขาบอกต่อไปด้วยครับ ซึ่งกระทบต่อการระดมทุน ในตลาดเงินที่มีสภาพคล่อง ตึงตัว ทั้งในด้านต้นทุนการกู้เงินที่สูงขึ้น และเป็นภาระ งบประมาณเพิ่มสูงขึ้นต่อไป ถามว่าท่านละลายได้ใน ๓ ปีหรือเปล่าที่ท่านทำเข้ามา จนถึงวันนี้ยังไม่มีความมั่นใจเลยว่า ๓ ปีท่านจะทำได้ เพราะจนถึงวันนี้ตัวเลขกรมศุลกากร ก็ไม่ตรงกับที่ท่านพูดแล้วตัวเลขที่ดีที่สุดที่ท่านพูดออกมาก็คือว่าที่เป็นสัญญาแล้ว คือ ๗.๓ ล้านตัน ๗.๓ ล้านตันส่งปีหน้าครับ ทั้งหมดนี้ส่งถึงปีหน้า สิ้นปี ๒๕๕๖ หมายความว่าความสามารถในการที่ท่านจะส่งมอบและชำระเงิน ขาย ส่งมอบ และได้รับเงินเข้ามาใน ๒ ปีครับปีละ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าตันเท่านั้นเอง นั่นคือขีดความสามารถที่ท่านแสดงให้เห็น ณ วันนี้ ป.ป.ช. เตือนท่านด้วย ป.ป.ช. เตือน ซึ่งผมอยากจะแค่อธิบายข้อสำคัญ ๆ ที่ ป.ป.ช. เตือนข้อ ๑ บอกว่าการกำหนดราคา รับจำนำข้าวเปลือกแต่ละชนิดให้เหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เกษตรกร รับภาระอยู่ โดยอยู่บนพื้นฐานของความสมเหตุสมผลและไม่บิดเบือนกลไกตลาด นี่ข้อเตือนข้อที่ ๑ เรื่องการขึ้นทะเบียนและการรับรองเกษตรกรบอกให้ใช้เทคโนโลยี สารสนเทศมาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการให้ความช่วยเหลือกับเกษตรกรที่ไม่ได้ปลูกข้าวจริง และสุจริต และต้องมีการกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมจริงจังกับเกษตรกรที่ไม่สุจริต การระบายข้าวต้องเป็นระบบ การปิดบัญชีโครงการต้องชัดเจน หลักเกณฑ์ วิธีการ รายละเอียดในการระบายข้าวหรือจำหน่ายข้าวต้องประกาศโดยเปิดเผย เป็นที่ทราบแก่บุคคลทั่วไป และดำเนินการด้วยความโปร่งใส ถามว่าท่านทำแต่ละเรื่องหรือไม่ ไม่มีเลยครับ ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะในที่สุด ป.ป.ช. อาจจะเป็นผู้เช็กบิล (Check bill) ท่าน แต่วันนี้ถ้า ป.ป.ช. เป็นครูตรวจข้อสอบ ที่บอกให้ทำการบ้าน ๓-๔ ข้อ ไม่ทำสักข้อ ก็ไม่เป็นไรครับ ในที่สุด ป.ป.ช. มีอำนาจตรวจสอบทุกคน รวมทั้งนายกรัฐมนตรี ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ นอกจากนั้นที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีเอง และบุคคลที่เกี่ยวข้องในเรื่องข้าวมีพฤติกรรมที่ปกปิดบิดเบือนข้อมูลไม่ให้ความร่วมมือ ต่อการตรวจสอบเลย ที่ผมพูดอย่างนี้ได้ผมยกตัวอย่างเลยนะครับ ผมเป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา ยื่นหนังสือ ไปกรมการค้าต่างประเทศ ๕ ครั้ง เชิญมา ๕ ครั้ง มาครั้งที่ ๕ อันนั้นไม่เป็นไร ยังพอไหว มาครั้งที่ ๕ แต่ผมว่าแย่มากครับ เหตุผลไม่ดีเลย ที่สนุกกว่านั้นครับ องค์การคลังสินค้า อคส. เชิญไปทั้งหมด ๗ ครั้ง ไม่มาแม้แต่ครั้งเดียว ผมสอบถามผ่านเจ้าหน้าที่นะครับว่าเหตุผลเป็นอย่างไรกันแน่ ก็ไม่ต้องดูเอกสารที่ตอบมา อันนั้นมันตอบเพื่อเลี่ยงบาลีครับ แต่คำตอบของเจ้าหน้าที่บอกว่าผู้ใหญ่สั่งไม่ให้มา ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกำกับดูแลนโยบายข้าวเคยมีคำสั่งไหมครับ ว่าไม่ต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของสภา องค์กรที่เกี่ยวข้องอย่าไปยุ่ง อย่าไปให้ความร่วมมือ อย่าไปให้ข้อมูล เคยมีไหมครับ ตอบให้ชัดครับ ทำไมเจ้าหน้าที่หลายครั้งหลายหน ก็บอกชัดเจนว่าผู้ใหญ่สั่ง