ยิ่งลักษณ์ ยันเจตนารมณ์สามัคคี แก้ปัญหาขัดแย้งเพื่อพัฒนาประเทศยั่งยืน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตอบข้อกล่าวหาการบริหารราชการบกพร่อง โดยเน้นย้ำเจตนารมณ์ในการสร้างสามัคคีและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก่อนอื่นตามที่พรรคฝ่ายค้านและ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ยื่นอภิปรายญัตติถอดถอนแล้วก็อภิปรายไม่ไว้วางใจ ตัวดิฉันต่อท่านประธาน ดิฉันขอถือโอกาสนี้ในการตอบข้อซักถามแล้วก็ขอถือโอกาสนี้ ในการที่จะตอบข้อกล่าวหาที่ว่าดิฉันบริหารราชการบกพร่อง ล้มเหลว แล้วก็ยังมี หลาย ๆ หัวข้อด้วยกันนะคะ ก็ขออนุญาตเริ่มด้วยหลักการในการทำงาน หลักการบริหาร แล้วก็นโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมถึงในการที่จะขออนุญาตตอบถึงสถานะของ ประเทศไทยหลังจากที่ดิฉันได้รับตำแหน่งมานะคะ ก่อนอื่นก็ต้องเรียนว่าตลอดเวลาประเทศไทย ๖-๗ ปีที่ผ่านมา ประเทศของเรานั้นไม่ได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เดินไปที่ไหน หลาย ๆ คน อยากมีบรรยากาศที่จะลงทุน พ่อแม่พี่น้อง ผู้ปกครองอยากเห็นลูกหลานเรามีอนาคต แต่สิ่งที่เขาเห็นก็คือบรรยากาศที่แตกแยก การบริหารบ้านเมืองที่ไม่สามารถจะต่อเนื่องตลอด ๖-๗ ปีที่ผ่านมา ต่างประเทศอยากมาลงทุน ขาดความมั่นใจ นี่คือสิ่งที่เราเห็น ความขัดแย้ง ทางการเมือง เกิดความเหลื่อมล้ำ เกิดการเลือกปฏิบัติ เกิดการที่ไม่มีมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน นี่คือสิ่งที่ดิฉันเอง ก็เจตนารมณ์ของดิฉันเองที่เข้ามาทำงานนี้อยากเห็นประเทศของเรานั้น ก้าวไปข้างหน้า อยากเห็นประเทศของเรานั้นมีแต่ความรัก ความสามัคคี ให้อภัยกัน แล้วก็อยากเห็นความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว การเคารพในกติกา การเคารพในกฎหมายระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็น ระบอบที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ การที่จะทำอย่างไรนั้นในการช่วยกันแก้ไข สิ่งที่ไม่ถูกต้องให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างเสมอภาค ไม่มีแบ่งแยกพื้นที่ จังหวัด ไม่มีแม้กระทั่งสีเสื้อ ดังนั้นสิ่งที่ดิฉันได้เคยมุ่งหวังแล้วก็ได้เคยกราบเรียนพี่น้องประชาชน ตั้งแต่วันแรกว่าดิฉันปวารณาตัวเองในการทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน ต้องการที่จะมาแก้ไข แต่ไม่ได้แก้แค้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำวันนี้การทำงานทั้งหมดก็ต้องยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ยึดมั่นการทำงานแบบมืออาชีพ แล้วก็การทำงานที่มีความซื่อสัตย์ ยุติธรรม และสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ การทำงานก็ต้องเป็นทีม แล้วก็การที่ทำอย่างไรให้ประชาชนมีส่วนร่วมและดิฉันยินดี ในการที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็น และดิฉันยินดีที่จะรับฟังกับท่านสมาชิกทุกท่าน รวมถึง ข้อเรียกร้องของพี่น้องประชาชนและหน่วยราชการทุกท่านนะคะ

สิ่งแรกก็ขออนุญาตเรียนว่าหลักการในการทำงานนั้นเรายึดมั่นเป็นทีม เราทำงานถือว่าเราจะยึดหลักในการทำงานร่วมกันกับคณะรัฐมนตรี ซึ่งถือว่า เป็นหลักความรับผิดชอบภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ดิฉันขออนุญาตใช้เวลาเพียง เล็กน้อยว่าวิธีการทำงานของคณะรัฐบาลนี้ก็คือว่านายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ในฐานะกำกับ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กำกับโดยทั่วไปในการมอบนโยบายต่าง ๆ แล้วก็ กำกับทั่วไป สำหรับรองนายกรัฐมนตรีก็จะมีหน้าที่ในการกำกับบริหารราชการของ กระทรวงต่าง ๆ รวมถึงกระทรวงที่ได้รับมอบหมายด้วย ส่วนรัฐมนตรี รัฐมนตรีถือว่ามีหน้าที่ ในการเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบในการกำหนดนโยบายเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ ของงานในกระทรวง จากที่เห็นอย่างนี้ดิฉันไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบค่ะ ดิฉันไม่ได้ละเลย ดิฉันทำงานในการติดตามความสำเร็จของงานและติดตามในการทำงานในทุกระยะ แต่แน่นอนการทำงานมอบหมายก็ต้องมีการแบ่งขั้นตอนในความรับผิดชอบ การมอบหมาย ไม่ใช่การก้าวก่าย แต่ต้องเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกันในการทำงาน อย่างที่ท่านสมาชิก ได้กล่าวว่าดิฉันมีการเลือกปฏิบัติ อย่างเช่นบอกว่าตำรวจไม่เลือกข้าง ตำรวจจริง ๆ แล้ว ต้องเลือกประชาชน เลือกความถูกต้องและไม่เลือกปฏิบัติ สำหรับในเรื่องต่าง ๆ การทำงาน ดิฉันเองก็ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย และยึดมั่นในงานทางด้านของงานบริหาร และเคารพใน ๓ เสาหลัก ก็คือทางด้านของงานนิติบัญญัติ งานบริหารราชการแผ่นดิน และตุลาการ ทั้ง ๓ อำนาจนี้ก็ต้องทำงานอย่างสมดุลกันและให้มีเสถียรภาพ ฉะนั้นในส่วน ของงานนิติบัญญัติ ดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรีก็พร้อมที่จะผลักดันกฎหมายที่สำคัญ ที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน และก็เคารพต่อสภาในการที่จะเข้ามา แต่กราบเรียนว่า ลักษณะของการทำงานนั้นเป็นการทำงานที่เราได้มีการมอบหมาย ทุกครั้งที่มีการตั้งกระทู้ถาม ดิฉันก็ได้มอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนั้นมาตอบคำถามกับสมาชิกโดยตรง ส่วนงานสภาดิฉันเองก็มีภาระในการทำงานในฐานะผู้นำประเทศในงานบริหารก็ต้องทำงาน บริหารด้วย ขณะเดียวกันดิฉันก็พยายามที่จะทำงานให้เกียรติสภา แล้วก็ทำงานอย่างเต็มที่ ก็ต้องกราบเรียนว่างานบริหารราชการแผ่นดินวันนี้นอกจากจะต้องแก้ปัญหาหลังจากที่ ได้รับมอบหมายแล้วในเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ก็ต้องมาดูเรื่องของการแก้ปัญหาอุทกภัย การวางแผนบริหารราชการแผ่นดินที่จะเตรียมอนาคตของประเทศไทย การที่จะทำอย่างไร ในการเร่งรัดนโยบายที่มีการแถลงไว้ต่อรัฐสภา ดิฉันทำงานไม่ได้หยุดค่ะ ทำงานตลอด ๗ วัน ก็ต้องเรียนว่าทุกอย่างก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่ ยืนยันค่ะว่าดิฉันมีความตั้งใจในการทำงาน แล้วก็ให้เกียรติทั้งในส่วนของนิติบัญญัติและระบบรัฐสภาค่ะ

สำหรับในเรื่องของสถานะของประเทศ เมื่อเข้ามาก็ตามที่ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้เรียนว่าดัชนีความมั่งคั่งของประเทศก็จะเป็นข้อมูลของปี ๒๕๕๓ กับปี ๒๕๕๔ ซึ่งก็แน่นอนก็ต้องเรียนว่าสถานการณ์ตั้งแต่ที่เข้ารับตำแหน่งมา สืบเนื่องจาก รัฐประหารปี ๒๕๔๙ การเมืองก็มีความขัดแย้งที่รุนแรง การเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้งก็ต้อง มีผลกับโครงการต่าง ๆ ที่หยุดชะงักลง นโยบายโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ก็ไม่ถูก ต่อเนื่อง ความขัดแย้งที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำในสังคมจากพื้นที่ต่าง ๆ ความเป็นอยู่ของ พี่น้องประชาชนก็ทำให้มีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราก็ต้องเข้ามาแก้ไข ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราก็จะเห็นว่าจากการที่เราไม่ได้รับการยอมรับ จากต่างประเทศเท่าที่ควร งานต่าง ๆ ข้อกฎหมายต่าง ๆ ก็มีงานค้างที่จะต้องเข้ามาทำงาน ในการแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ให้มากขึ้น รวมถึงความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก และความไม่สมดุลของเศรษฐกิจในประเทศ ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกวันนี้ไม่ใช่ เป็นแค่การเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจต่าง ๆ แต่เหตุการณ์ทุกอย่างความไม่สมบูรณ์นั้นเข้ามา เร็วกว่าที่เห็น ทางด้านสมาชิกก็คงจะเห็นว่าความผันผวนทางเศรษฐกิจทั้งเศรษฐกิจในยุโรปและ สหรัฐอเมริกาก็มีผล แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสของการเคลื่อนย้ายมาสู่ภูมิภาค เอเซียแปซิฟิก มีโอกาสและมีสิ่งที่เราต้องฉกฉวย แต่ขณะที่ประเทศยังไม่ได้มีการพัฒนา และเตรียมพร้อมตลอด ๖-๗ ปีที่ผ่านมา เราจะทำอย่างไรในการที่จะฉกฉวยโอกาสนี้ให้เต็มที่ นั่นก็คือมาตรการต่าง ๆ ที่เราต้องมาเตรียมรองรับ บางครั้งโอกาสมาถ้าเราไม่ได้เตรียม พื้นฐานสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะเป็นสิ่งที่เราก็ต้องเร่งในการดำเนินงานทุกอย่าง รวมถึงความ เปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศหรือความขัดแย้งที่รุนแรงของภูมิภาค การที่ทรัพยากร มีจำกัดในขณะที่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นทุกวัน นั่นก็มีผลถึงความผันผวนทางด้านของสินค้า ราคาหรือแม้กระทั่งความมั่นคงของพลังงาน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เราต้องมาวาง อนาคตให้กับประเทศ เราต้องวางว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้โดยเฉพาะการที่จะทำอย่างไร ให้เศรษฐกิจในประเทศมีความเข้มแข็ง เราจะเห็นว่ารายได้ของประเทศส่วนใหญ่แล้วพึ่งพา การส่งออกถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศไทยมีพื้นฐานทางเกษตรกรรมต้องมานั่ง ปรับปรุงในส่วนของการเพิ่มผลผลิต ทำอย่างไรให้พี่น้องเกษตรกรนั้นลืมตาอ้าปากได้ ทำอย่างไรให้เขามีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในขณะที่สังคมไทยก็พบว่าปัญหายาเสพติด เติบโตมากขึ้นทุกวัน การศึกษาที่จะเป็นความหวังของเยาวชนที่จะเป็นความหวังของพ่อแม่ เราจะทำอย่างไรในการรองรับ และในปี ๒๐๑๕ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เราจะเตรียมตัวบุคลากรของเราได้อย่างไร ภาครัฐ ภาคเอกชน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือ สิ่งที่รัฐบาลต้องเข้ามาเตรียมพร้อม ในขณะที่รัฐบาลวันแรกที่เข้ามาก็ต้องเผชิญกับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน ท่านสมาชิกคงจะจำได้ช่วงปลายปี ๒๕๕๔ วิกฤติอุทกภัยที่ไม่เคยเห็นพายุ ๕ ลูกมาติดต่อกัน ปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ ๖๐ ปี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่มีใครเคยคาดคิด เพราะวันที่ดิฉันเข้ามารับตำแหน่งทุกคนก็คงทราบดีว่า น้ำได้เต็มเขื่อนแล้ว น้ำเต็มทุ่ง ในขณะที่ระดับน้ำทะเลหนุนสูงจะระบายไปทางไหน นั่นจึงเป็นที่มาของการที่น้ำต่าง ๆ นั้นไหลทะลักเข้าเขตเศรษฐกิจ ซึ่งตรงนี้แหละค่ะ เป็นสิ่งที่เราต้องมาเตรียมพร้อม แม้กระทั่งวันนั้นไม่มีใครที่จะมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ขาดแคลน อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการรองรับ การบริหารราชการก็ไม่ได้ถูกรองรับในยามวิกฤติ ข้อกฎหมาย ข้อบังคับต่าง ๆ ก็ต้องเตรียมพร้อมสำหรับงานต่าง ๆ ระบบบริหารจัดการน้ำที่ต้องเตรียมทั้ง ในส่วนของวิกฤติก็ไม่ได้ถูกเตรียมพร้อม นี่คือสิ่งที่ทำไมรัฐบาลถึงตัดสินใจ สิ่งที่ต้องทำ อย่างเร่งด่วนก็คือ ณ วันนั้นเราไม่มีงบประมาณ เราทำได้อย่างเดียวค่ะก็คือการตัดสินใจ ในการตัดงบจากปกติมาเป็นงบกลาง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะทราบอย่างเดียวว่า สิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเข้ามาคือจะทำอย่างไรต้องเยียวยาชีวิตและทรัพย์สินพี่น้องประชาชน จะทำอย่างไรต้องใช้เงินก้อนหนึ่งในการปกป้องจังหวัดอื่นที่ยังไม่ได้ น้ำท่วมให้เสียหายน้อยลง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เร่งด่วนที่เราต้องตัดสินใจเข้ามา ขณะเดียวกันงบประมาณปกติ ที่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลไม่สามารถเบิกจ่ายได้ รัฐบาลนี้มีเวลาในการเบิกจ่ายเพียง ๘ เดือนในการใช้จ่ายงบประมาณ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่รัฐบาลนี้ประสบ แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความพร้อมเพรียงกัน ด้วยความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องประชาชน หน่วยงาน ทุกหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชนในการทำงาน ก็จะเห็นว่าจากผลของจีดีพี (GDP) ที่เราเห็น ตามที่ท่านสมาชิกได้เห็นนั้นสามารถที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจกลับมาภายใน ๖ เดือน จะเห็นว่า แน่นอนค่ะถ้าสำรวจอยู่ในช่วงนี้สิ่งที่เป็นความมั่นใจของทุกประเทศก็ต้องตกไป เพราะว่า จากสถานการณ์ต่าง ๆ ในมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น แต่ขณะเดียวกันจากไตรมาส ๑ เราก็ทำให้ เศรษฐกิจจีดีพีกลับมาอยู่ที่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์และ ๔.๔ เปอร์เซ็นต์ในไตรมาส ๒ นั่นคือ ใช้เวลาเพียง ๖ เดือนในการที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจกลับมา นอกจากนี้ถ้าดูในเรื่องของ ในการทำงานต่าง ๆ นั้น รัฐบาลก็ได้มีการปรับปรุงในส่วนอื่น ๆ นอกเหนือจากงบประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือการตั้งศูนย์ซิงเกิล คอมมานด์ (Single Command) เพื่อที่จะบูรณาการการสั่งงาน แบบรวมจุดเพื่อเตรียมพร้อมที่จะรองรับในเรื่องของวิกฤติต่าง ๆ และประกาศศูนย์ส่วนหน้า ในทุกจังหวัด ซึ่งในส่วนของ กบอ. นั้นก็จะมีรองนายกรัฐมนตรีปลอดประสพ เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งในส่วนนี้เองเราก็ได้มีการปรับปรุงระเบียบขั้นตอนตาม พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขึ้นใหม่ และระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้รองรับสภาวะปกติ แล้วก็บนสภาวะยามวิกฤติ ก็ขออนุญาตใช้เวลานี้ในการถือโอกาสชี้แจงในส่วนของ งบประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ทางท่านสมาชิกได้ตั้งข้อสงสัยว่ากระบวนการต่าง ๆ นั้น หลังจากที่เราได้ตัดงบประมาณจากงบปกติเข้ามา ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ดิฉันก็ได้ให้ หน่วยงานกระทรวงการคลังโดยคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุในการที่จะทำอย่างไรให้ดู เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน ก็ได้มีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ในการยกเว้นการตั้งคณะกรรมการร่างทีโออาร์และยกเว้นการอุทธรณ์ผลการพิจารณา เสนอราคาโดยลดระยะเวลาในการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุทุกประการ จาก ๘๕ วัน เหลือ ๒๘ วัน นอกจากนั้นดิฉันเองก็ได้มีหนังสือแทนที่จะจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ ก็แทนด้วยวิธีการจัดหาพัสดุโดยใช้อีออกชันด้วยเช่นกัน ขั้นตอนต่าง ๆ ในการขออนุมัติ โครงการก็ต้องมีการผ่านการกลั่นกรอง เราได้มีการตั้งอนุกรรมการ ๓ อนุกรรมการด้วยกัน ในการที่จะกลั่นกรองข้อมูลทั้งหมดเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีก็จะมีตั้งแต่อนุกรรมการ ของด้านคุณภาพชีวิตโครงสร้างพื้นฐานและด้านเศรษฐกิจ จากนั้นก็ไปผ่านคณะกรรมการ ที่หลาย ๆ ท่านคงจะคุ้นเคยคือ กฟย. คณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งมีท่านรองนายกรัฐมนตรียงยุทธ เป็นผู้ที่รับผิดชอบในขณะนั้น ซึ่งวันนี้ได้เปลี่ยนไปหลังจากที่มี กบอ. ตั้งก็จะอยู่ ในการกลั่นกรองของคณะกรรมการของ กบอ. ซึ่งจะประกอบไปด้วยสำนักงบประมาณ และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ทางด้านของกรมชลประทาน เพื่อที่จะประสานงานตรงนี้ ซึ่งในการทำงานก็จะมีการผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และรายงานผลให้กับคณะรัฐมนตรีติดต่อกันวันนี้ ๓๓ สัปดาห์แล้วค่ะ ซึ่งวงเงินทั้งหมด จาก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท จากวงเงินที่ขอจริง ๆ แล้ว ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คณะรัฐมนตรีก็มีการอนุมัติ ๑๒ ครั้งด้วยกัน ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และจัดสรร งบประมาณทั้งหมดประมาณ ๑๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งในการติดตามตรวจสอบเร่งรัด ทุกสัปดาห์นี้ก็ทำให้มีเงินเหลือส่งคืนกลับเข้าสู่คลังด้วยอีก ๖,๒๐๐ ล้านบาท ในจำนวนนี้ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเงินที่ใช้ในการเยียวยาประชาชนและเกษตรกร ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้นดิฉันยังไม่ได้ไว้วางใจ ดิฉันเองก็พยายามในการที่จะทำอย่างไรให้การจัดซื้อนั้น เป็นไปอย่างมีการติดตามประสิทธิภาพประสิทธิผลและโปร่งใส เราก็ได้มีการจัดทำ ระบบพีม็อก (PMOC) ซึ่งจริง ๆ แล้วจะเป็นระบบในการรายงานข้อมูล ณ พื้นที่ โดยเราได้ ว่าจ้างมหาวิทยาลัยทั้งหมด ๑๖ มหาวิทยาลัยทั่วประเทศในการสุ่มตรวจสอบและใช้ ระบบจีพีเอส (GPS) รายงานเข้ามาในพีม็อก ก็ขออนุญาตเรียนท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรผ่านท่านประธานว่าเว็บไซต์ ไม่ทราบว่าท่านได้ใช้เว็บไซต์นี้หรือเปล่า เว็บไซต์นี้จะมีข้อมูล ๑๒๐,๐๐๐ ล้านทั้งหมด รวมถึงภาพถ่ายแล้วก็การติดตาม การเคลื่อนไหวตลอดเวลาว่า ณ วันนี้สถานะของงานก่อสร้างความคืบหน้าอย่างไร ตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้ ก็คือเว็บไซต์ เวิลด์ ไวด์ เว็บ พีม็อก ฟลัด ดอท คอม (www.pmocflood.com) ตรงนี้ก็สามารถที่จะเข้าดูข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ได้ จากนั้นก็ได้มี การแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการตรวจสอบอีก โดยท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมที่จะให้ เข้าไปตรวจสอบในเรื่องของงบประมาณในการใช้จ่ายของ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยเช่นกัน ส่วนนี้ก็เรียนว่าจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สิ่งที่เห็นก็คือสิ่งที่ดิฉันได้รายงานว่าทุกอย่างนั้นเราก็ทำ อย่างเต็มที่ แล้วก็มีการติดตาม นี่คือส่วน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท และสิ่งที่เราได้มี ประสบการณ์ต่าง ๆ จากที่ผ่านมาเราก็ได้มีการเสนอออกพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังในการกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องกราบเรียนว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นว่าประเทศไทยเรายังไม่มีระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งจริง ๆ แล้วก็อยู่ในส่วนของนโยบายของรัฐบาลในการเชื่อม ๒๕ ลุ่มน้ำในการที่จะ บริหารจัดการน้ำ ซึ่งเราอยากเห็นการบริหารจัดการน้ำของประเทศนั้นได้สามารถที่จะ ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ดูแลทั้งในส่วนของน้ำท่วมและน้ำแล้ง จะเห็นว่าความไม่สมดุล ของทรัพยากรธรรมชาติบางพื้นที่อาจจะพูดถึงน้ำท่วม อีกบางพื้นที่พูดถึงน้ำแล้ง สิ่งนี้ละค่ะ ด้วยงบประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้จะได้ช่วยกันในการที่จะทำอย่างไรแก้ปัญหา อย่างยั่งยืน ซึ่งภายใต้งบประมาณนี้ก็มีท่านรองนายกรัฐมนตรีปลอดประสพเป็นประธาน คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ หรือ กบอ. แล้วก็มีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดอกเตอร์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในฐานะเป็นรองประธานคณะกรรมการในการพิจารณาคัดเลือก กรอบแนวคิดเพื่อออกแบบการบริหารงานทั้งหมดในส่วนของการบริหารจัดการน้ำ อย่างยั่งยืนค่ะ เรียนท่านประธานที่เคารพ นอกจากนี้ดิฉันเองก็ขออนุญาตได้เรียนว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปในส่วนตลอดระยะ ๑ ปีนั้นภายใต้ยุทธศาสตร์ ต่าง ๆ ที่ดิฉันเรียนว่าปัญหาต่าง ๆ ที่ได้รับมาอย่างแรกเราได้เริ่มในการที่จะสร้าง ความเชื่อมั่นให้กับนานาประเทศ ระหว่างที่ดิฉันเข้ารับตำแหน่งจนถึงวันนี้ดิฉันได้เดินทาง ไปเยือนต่างประเทศแล้วถึง ๒๓ ประเทศค่ะ ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มอาเซียน ๑๐ ประเทศ แล้วก็กลุ่มเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศอินเดีย ประเทศออสเตรเลีย แล้วก็มหาอำนาจอีก ๓ ประเทศในยุโรป แล้วก็ได้มีการเปิดตลาดใหม่ ๆ ในตะวันออกกลางอีกด้วยนะคะ ซึ่งผู้นำก็ได้มาเยือนประเทศไทยทั้งหมด ๑๑ ประเทศ ด้วยกัน แล้วก็มีการประชุมนานาชาติถึง ๑๒ ครั้งค่ะ นั่นแสดงให้เห็นว่านานาประเทศนั้น เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย แล้วก็ให้ความไว้วางใจในฐานะของประเทศไทยนั้นเป็น ศูนย์กลางในการเชื่อมโยงสู่ภูมิภาคอาเซียน นั่นคือสิ่งที่เราเคยพูดกันว่าคอนเนคทิวิตี้ (Connectivity) และบทบาทของประเทศไทยเราได้รับการยอมรับในการมีบทบาทในเวทีโลก มากขึ้น เช่น เราเป็นผู้ประสานงานความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนจีน เราเป็นผู้ประสานงาน กรอบความร่วมมือเอเชียหรือเอซีดี (ACD) และยังมีบทบาทที่เราได้มีการร่วมคิด ร่วมส่งเสริม บทบาท ริเริ่มในบทบาทระดับภูมิภาค เช่นการปราบปรามยาเสพติดซึ่งเป็นวาระแห่งชาตินั้น เราได้ยกระดับความร่วมมือเป็นวาระของภูมิภาคซึ่งรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม ท่านเป็นผู้รับผิดชอบเช่นกัน แล้วก็งานบริหารจัดการลุ่มแม่น้ำโขงค่ะ เป็นสิ่งจำเป็นว่า เราบริหารจัดการน้ำของเราประเทศเดียวเราก็ควรจะมีการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยเช่นกันนะคะ เราก็มีการสร้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ในทุกระดับ รวมถึง การส่งเสริมภาคเอกชนค่ะ มีการลงนามต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความคืบหน้า แล้วก็จากการที่เรา ได้มีการส่งเสริมและสร้างความเชื่อมั่นในต่างประเทศก็จะเห็นว่าตัวเลขซึ่งเป็นตัวเลข คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนตุลาคมนะคะ จะเห็นว่าตั้งแต่ ปีที่ผ่านมานั้นอยู่ที่ประมาณ ๖๓๘,๐๐๐ ล้านบาท ณ วันนี้ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนตุลาคมมีคำขอประมาณ ๘๖๒,๐๐๐ ล้านบาท นั่นจะเห็นว่าหลาย ๆ ประเทศ ให้การยอมรับประเทศไทย ดิฉันถึงเรียนว่าเราอยากเห็นบรรยากาศของประเทศไทยนั้น ก้าวไปข้างหน้า วันนี้เราต้องมาเรียกรวมกันในการที่จะเรียกความเชื่อมั่นค่ะ

แล้วดูในส่วนของตัวเลขการท่องเที่ยวบ้าง การท่องเที่ยวซึ่งตัวเลข การท่องเที่ยวนั้นวันนี้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มจาก ๑๙.๒ ล้านคนในปี ๒๕๕๔ เป็น ๒๐.๘ ล้านคน นั่นก็คือตัวเลข แม้ว่าการท่องเที่ยวนี้เราจะมีปัญหาช่วงของอุทกภัยก็ตามแต่เราได้ร่วมกัน ในการเร่งฟื้นฟูแก้ไขต่าง ๆ แล้วสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างประเทศ ก็จะเห็นว่าจำนวน นักท่องเที่ยวนั้นเพิ่มขึ้นค่ะ ก็เชื่อมั่นว่าเป้าหมายที่เรามีการตั้งไว้ก็เชื่อว่าตรงนี้ก็น่าจะ เป็นไปได้อย่างที่วางไว้นะคะ

ส่วนเรื่องของแผนการลงทุน อย่างที่ดิฉันได้เรียนว่าประเทศไทย ๖-๗ ปี ขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นจากตัวดัชนีนะคะ ตัวเลขจากไอเอ็มดี เวิลด์ คอมเพททิทีฟเนส เยียร์บุค (IMD World Competitiveness Yearbook) ก็จะเห็นว่า ที่ผ่านมาในประเทศไทยเราอยู่ที่ลำดับที่ ๓๙ จาก ๕๙ ประเทศที่เขาเทียบมาทั้งหมด วันนี้เราตกอยู่ลำดับที่ ๔๙ แล้วค่ะ ซึ่งรองจากประเทศมาเลเซียและประเทศสิงคโปร์ นั่นคือทำไมรัฐบาลถึงมีแผนงานในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งสิ่งนี้แหละค่ะเป็นสิ่งที่จะเรียกความเชื่อมั่น แล้วสิ่งนี้แหละค่ะจะเป็นการแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจในระยะยาว

สำหรับมาตรการอื่น ๆ ดิฉันเองก็ขออนุญาตเน้นย้ำลงไปในบางนโยบาย ที่ท่านสมาชิกได้กล่าวถึง ก็คือเรื่องของระบบรับจำนำข้าว ก็เรียนว่าระบบรับจำนำข้าวนั้น เป็นนโยบายที่ต้องการสร้างความมั่นคงของรายได้ให้แก่เกษตรกรให้มีรายได้มากขึ้น แน่นอน ระบบรับจำนำข้าวนั้นเป็นทางเลือกของเกษตรกรค่ะ เพราะว่าถ้าเกษตรกรสามารถที่จะ ไปขายยังร้านค้าหรือขายที่อื่นทั่วไปได้ราคาดีกว่าก็เป็นทางเลือก แต่รัฐบาลมีทางเลือก ในการที่จะมีโครงการรับจำนำข้าว นั่นก็จะเห็นว่าทำไมเราตั้งงบประมาณไว้ต่อข้าวทุกเมล็ด ๔๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่จริง ๆ แล้ววันนี้มารับจำนำอยู่ประมาณ ๒๑ ล้านตัน ซึ่งก็ต้อง เรียนว่าจะเห็นว่าด้วยโครงการนี้ทำให้สามารถที่รักษาเสถียรภาพของราคาได้ ณ วันนี้ ราคาข้าวเปลือกในตลาดได้ปรับตัวสูงขึ้นถึง ๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอันนี้เป็นภาพรวมค่ะ เพราะว่า ราคาต่าง ๆ นั้นก็ขึ้นอยู่กับระดับความชื้นที่จะมีการวัด แล้วก็จากที่เรียนว่าวงเงินนะคะ ซึ่งวงเงินที่ใช้ต่อการรับจำนำต่อ ๑ รอบปี ก็คือนาปีและนาปรัง เป็นวงเงินที่รวมทั้ง มันสำปะหลังและยางพาราด้วย อยู่ใน ๔๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ณ วันนี้ใช้จริง ๓๕๙,๑๖๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่รวมพืชผลเกษตรอื่น ๆ ด้วย แล้วก็ต้องเรียนว่ายังคงมีการทยอยในการที่จะรับ รายได้ตั้งแต่ปลายไตรมาสนี้ แล้วก็จะจบตามรอบเอ็มโอยู (MOU) ที่ได้มีการคุยกันนั้น ต่อ ๑ รอบปี ณ สิ้นปี ๒๕๕๖ ก็คาดว่าจะมีเงินนำส่งเข้าระบบอยู่ที่ประมาณ ๒๔๐,๐๐๐-๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือเป็นวงเงินที่จะเป็นวงเงินที่หมุนรอบเข้ามาค่ะ นี่เรียกว่าเป็นวงเงินต่อรอบนะคะ ซึ่งก็จะมีรายได้เข้า ซึ่งก็อยากเรียนว่าเราต้องดูในส่วนของ รายได้เข้าซึ่งกำลังจะทยอยเข้ามา ซึ่งตรงนี้ตัวเลขจะอยู่ที่ทางกระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตามดิฉันก็ได้ให้นโยบายกับทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในฐานะที่ ดิฉันมอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติทุกครั้งว่าการทำงาน ทุกอย่างนั้นโดยเฉพาะในส่วนของการระบายข้าวต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใส และที่สำคัญต้องไม่ให้ขาดทุนเกินกว่าการประกันราคาข้าวในปีที่ผ่านมาค่ะ อันนี้ก็ได้เน้นย้ำไป แล้วก็นอกจากนี้เองต้องให้เป็นธรรมและตรวจสอบได้ ก็ต้องเรียนว่าสำหรับนโยบายนี้ นอกจากเรามองว่าเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรแล้ว ก็อยากให้มองอีกมุมหนึ่งว่านโยบายนี้ นอกจากจะช่วยเหลือเกษตรกร เพราะว่าจริง ๆ แล้วเกษตรกรถ้ามีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นนั่นเขาก็สามารถที่จะเอาเงินตรงนี้แหละค่ะไปจุนเจือครอบครัว ไปใช้จ่าย ถามว่าถ้าผู้ที่มีรายได้น้อย จากรับมา ๑๐๐ บาท ก็ต้องใช้หมด ๑๐๐ บาท ท่านสมาชิก ลองคิดดูนะคะว่าจาก ๑๐๐ บาทที่ใช้ไปทั้งหมดนั้นจะหมุนเวียนกลับเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจ อย่างไร จะกลับมาเป็นภาษีคืนกับประเทศอย่างไร นั่นคือสิ่งที่ดิฉันเรียนว่าเราต้องสร้าง ความแข็งแรงให้กับประเทศ สร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรกร สุดท้ายแล้วมีเงินเหลือ เกษตรกรก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ให้เถอะค่ะ พี่น้องชาวนาถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ถ้าเราไม่ส่งเสริมภาคการเกษตร เราไม่สามารถทำให้เกษตรกรของเราได้ยั่งยืน นี่คือรายได้ ที่เราจะต้องสร้างขึ้นมาในอนาคต สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ต้องเรียนว่าหลาย ๆ ท่านอาจจะมี ข้อกังวลมากมายว่าการตรวจสอบเป็นอย่างไร จริง ๆ แล้วดิฉันเองก็ได้ให้มีการติดตาม การตรวจสอบต่าง ๆ ว่าต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ก็มีการปรับระบบในจุดโรงสีต่าง ๆ มีการปรับด้วยว่าอย่างไรต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอด ๒๔ ชั่วโมง ปรับคณะกรรมการ มีภาคประชาชนเข้ามากขึ้น แล้วในระยะยาวก็จะมีการติดตั้งกล้องซีซีทีวี ณ จุดรับจำนำเพื่อให้สาธารณชนได้ตรวจสอบ รวมถึงการที่จะส่งเสริมให้มีการสร้างระบบไซโลในการเก็บรักษาข้าวสามารถที่จะเก็บไว้ นานขึ้น แล้วก็ยังจะให้นำเอาระบบไอทีหรือระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการเก็บข้อมูล ทุกขั้นตอน ซึ่งตรงนี้เราจะเก็บตั้งแต่ขั้นตอนของการขึ้นทะเบียนที่เกษตรกร การออกใบรับรอง หรือแม้กระทั่งการที่อยู่ที่จุดโรงสี ธ.ก.ส. แล้วก็คลังสินค้ากลาง หรือว่ากรมการค้าต่างประเทศ และรวมถึงผู้ส่งออก ถ้าเราเก็บทุกขั้นตอนมีการตรวจตามหลักบัญชีที่เรียกว่าการตรวจ เรคคอนไซล์ (Reconcile) ต่าง ๆ นั้นเราจะลดความซ้ำซ้อน เราจะลดการทุจริตได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รัฐบาลก็อยู่ในแผนในการที่จะปรับปรุงในการเพิ่มความเข้ม แล้วก็เราเอง ในส่วนของเชิงรุกก็ได้มอบให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมในการที่จะร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ และในโครงการของรัฐบาลเรื่องของการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ก็ได้เปิดให้กับพี่น้องประชาชนที่จะแจ้งแหล่งเบาะแส แล้วเราก็ส่งเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบ ตลอดเวลาค่ะ จากตรงนี้เองก็เรียนว่าผลการสำรวจ ถามว่าหลาย ๆ ท่านก็อาจจะบอกว่า นโยบายดีหรือไม่ดี สิ่งที่เราอยากถามก็คือผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงก็คือพี่น้องประชาชน จากผลสำรวจของสถาบันต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนิด้าโพลล์ (Poll) เองก็ดี สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยหอการค้า อีสานโพลล์ พบว่าส่วนใหญ่แล้วพี่น้องประชาชนพึงพอใจกับ นโยบายรับจำนำข้าว ซึ่งทุกโพลล์เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แล้วก็แน่นอนถ้าให้ประชาชน มีความสุขรัฐบาลก็ต้องมีความสุขนั่นคือความกินดีอยู่ดีของพี่น้องประชาชน

มีคำถามอีกคำถามหนึ่งบอกว่าประเทศไทยจะเสียแชมป์หรือเปล่า ก็ขออนุญาตใช้ชาร์ทนี้ก็จะได้เห็นว่าจากชาร์ทนี้แน่นอน ถ้าเราดูจากปริมาณการส่งออกข้าว ช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนตุลาคม ประเทศไทยเป็นที่ ๓ รองจากประเทศเวียดนาม และประเทศอินเดีย ประเทศไทยเราเป็นที่ ๓ แต่ถ้ามาดูในราคาเฉลี่ยที่หลายท่านกังวลว่า เราจะขายราคาถูกหรือเปล่า ราคาเฉลี่ยของประเทศไทยอยู่ที่ ๖๗๙ เหรียญสหรัฐอเมริกาต่อตัน ในขณะที่เบอร์ ๑ ก็คือประเทศเวียดนามอยู่ที่ ๔๔๕ ถ้ามาดูมูลค่าการส่งออกก็อยู่ที่ ๓,๘๙๗ เราเป็นที่ ๑ ถ้าถามในฐานะที่เป็นคนไทยดิฉันคงอยากเห็นจำนวนเงินมากกว่า จำนวนตันค่ะ

ในส่วนประเด็นอื่น ๆ ที่ได้มีความกังวลในเรื่องของการแต่งตั้งก็ดี ในส่วนของ งานราชการก็ดีว่าดิฉันเองละเลย หรือดิฉันเองให้ผู้อื่นมาแทรกแซง ก็ต้องกราบเรียนว่า ตามนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งเราถือว่ามีการมอบหมายเป็นขั้นตอน แล้วก็เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้ปฏิบัตินั้นต้องปฏิบัติตามหน้าที่ของตนเอง อย่างในกรณีของ ท่านสุกำพล จริง ๆ แล้วดิฉันเองก็ต้องเรียนว่าได้เน้นย้ำในส่วนของท่านส่งข้อมูลไปทาง ท่านสุกำพลแล้วในการที่จะดูให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อผลออกมาจาก คณะกรรมการ คณะกรรมการมีอำนาจของคณะกรรมการ และกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจกับ นายกรัฐมนตรีในการเข้าไปแทรกแซง แน่นอนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีเพียง ๑ เสียง ดิฉันก็ต้องเคารพการตัดสินใจของคณะกรรมการค่ะ

แล้วก็ประเด็นในเรื่องของข้อมูลทางด้านข้อเสนอของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรผ่านทางสภา ดิฉันขออนุญาตเรียนว่ารัฐบาลก็ได้รับ หนังสือจากทาง ป.ป.ช. ก็ต้องเรียนว่าเราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะว่าจริง ๆ แล้ว ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้นมีจุดมุ่งหมายอยากเห็นในเรื่องของการแก้ไขปัญหาทุจริต ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้วเรายินดี แล้วก็สิ่งไหนที่จะเป็นประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านี้คณะรัฐมนตรีก็ได้มีการพิจารณาข้อเสนอของ ป.ป.ช. ในวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๔ คณะรัฐมนตรีมีมติเร่งรัดให้ทุกหน่วยงานทำข้อมูล จัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะราคากลางและการคำนวณราคากลางทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้เป็นไปตามระเบียบ อันนี้คือข้อที่เสนอส่งมาของทาง ป.ป.ช. นะคะ ซึ่งปัจจุบันนี้จากการที่ มตินี้คณะรัฐมนตรีก็ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่อยู่ภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินนั้น รับเรื่องนี้ไปพิจารณา แล้วก็แต่เนื่องจากมันมีปัญหาในส่วนของข้อคิดเห็นของทาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพิ่มเติมในเรื่องของประเด็นข้อกฎหมาย ซึ่งอาจจะเป็น ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดินหรืออาจจะต้องไปปรับแก้ข้อกฎหมาย ก็จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงการคลังเพื่อที่จะ รับไปพิจารณา ต่อมานะคะได้มีการนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ก็เห็นว่าสิ่งไหนที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลก็จึงมีมติในการที่จะมอบหมายให้กระทรวงการคลัง และหน่วยงานหลักก็คือหน่วยงานสำนักงบประมาณและ ก.พ.ร. ไปหารือร่วมกับ ป.ป.ช. เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงหาวิธีการแนวทางในการปฏิบัติเพื่อที่จะป้องกัน และปราบปรามการทุจริตตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลและ ป.ป.ช. ค่ะ และยังได้กล่าวว่า หากมีความจำเป็นที่จะแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ก็ให้นำกลับมาเสนอคณะรัฐมนตรีค่ะ ก็จะขอกราบเรียนท่านประธานสภาว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลยในการที่จะป้องกัน แล้วก็ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันหรือปฏิเสธข้อเสนอของ ป.ป.ช. ก็ถือว่าการทำงานนี้ ยังอยู่ในกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุดค่ะ

สำหรับมาตรการในเรื่องของการเน้นย้ำในส่วนของการป้องกันการทุจริต คอร์รัปชันนั้น ดิฉันเองก็ได้มีการตั้งคณะทำงานแล้วก็มีการทำงานหลาย ๆ ส่วนด้วยกัน ก็ขออนุญาตกราบเรียนดังนี้ค่ะ

เรื่องแรก ก็คือการพัฒนาองค์กร ซึ่งรัฐบาลก็มองว่าการที่เราจะต่อต้าน โครงการคอร์รัปชันต่าง ๆ นั้นต้องมองว่าการที่เราจะรับจากข้างนอกมา แต่ขณะเดียวกัน ในบ้านของเราเรายังไม่ได้เตรียมความพร้อมเลย นั่นจึงเป็นที่มาของโครงการภายใต้ชื่อว่า ๑ กรม ๑ ป้องกันการโกง ก็คือเป็นส่วนริเริ่มให้หน่วยราชการคิดริเริ่มแก้กระบวนการต่าง ๆ ที่เป็นช่องว่าง ที่เป็นจุดเสี่ยงของการทุจริตนั้นให้ดีขึ้น เพื่อที่จะได้ปรับปรุง ถ้าบ้านเรา มีความแข็งแรงสิ่งไหนกลับมาแล้วก็รวมถึงการที่จะรณรงค์สร้างจิตสำนึกในส่วนภายใน ก็เชื่อว่าตรงนี้จะทำงานร่วมกับภาคเอกชนนะคะ แล้วก็สิ่งนี้เราก็ได้มองว่าเราก็ทำงาน ถือว่าการทำงานนั้นต้องสะท้อนจากข้างในได้น้อมนำหลักการทรงงานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เรียกว่าต้องระเบิดจากข้างใน ก็คือการทำสิ่งใดต้องสร้างฐาน แล้วก็การพัฒนาของระบบราชการให้ปลอดภัยและโปร่งใสอย่างยั่งยืน สิ่งนี้เราก็ได้มาเป็น ที่มาของโครงการ ๑ กรม ๑ ป้องกันการโกง แล้วก็รวมถึงการรณรงค์ปลูกจิตสำนึก ในการสร้างความตระหนักเรียนรู้ แล้วก็รวมถึงโครงการในการสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม เพื่อจังหวัดใสสะอาด ในการสนับสนุนคนดีนะคะ แล้วก็ยังมีการประสานงานกับเครือข่ายค่ะ เครือข่ายทุกเครือข่ายที่มีการทำงาน ทางรัฐบาลโดยท่านรัฐมนตรีนิวัฒน์ธำรง ก็ได้ประสานงานกับทุกหน่วยงานในการทำความร่วมมือนี้ ในการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านทุจริต คอร์รัปชันแบบบูรณาการขึ้น ซึ่งเราก็จะรับเรื่องราวร้องทุกข์ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ผ่าน ๓ ช่องทาง ช่องทางแรกก็มีสายฮอตไลน์ (Hotline) เป็นสายด่วน ๑๒๐๖ แล้วก็มี ตู้รับเรื่องราวร้องทุกข์ ๗๖ จังหวัด แล้วก็ยังมีเว็บไซต์ สตอป คอร์รัปชัน ดอท จีโอ ดอท ทีเอช (Web site stop corruption.go.th) ด้วย ตั้งแต่เราได้เปิดศูนย์นี้วันนี้เราได้รับร้องเรียน ทั้งหมด ๑,๕๕๕ ราย มีทั้งส่วนของการแจ้งเบาะแสด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ในส่วนของ การตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ยังให้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านทุจริต คอร์รัปชันในทุกกระทรวงเป็นลักษณะของการบูรณาการเรื่องราวข้อมูลจากทุกกระทรวงนั้น ก็มีหลายโครงการทีเดียวที่เราได้รับเรื่องราวจากของกระทรวงศึกษาธิการก็ดี จากหลาย ๆ กระทรวงก็ดี อันนี้ก็ได้รับเรื่องราวทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบซึ่งการตรวจสอบนั้น ก็มีท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมเป็นประธาน แล้วก็ภายใต้การกำกับของกระทรวงยุติธรรม ก็คือท่านประชา พรหมนอก นอกจากนี้เราก็ยังมีการตั้งคณะอำนวยการพิเศษขึ้นมา ในหลาย ๆ เรื่องที่พี่น้องประชาชนห่วงใยก็คือการที่ให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม เป็นประธานอำนวยการในการตรวจสอบเรื่องป้องกันทุจริตเกี่ยวกับรับจำนำข้าว มีคณะกรรมการเยียวยาฟื้นฟูแล้วก็ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการใช้จ่าย เงินงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยค่ะ อันนี้ก็เป็นกระบวนการทั้งหมด ที่เรามีทั้งเตรียมพร้อมแล้วก็ตั้งรุก

ส่วนสุดท้าย ก็ขออนุญาตเรียนในส่วนของนโยบายเรื่องของ การสร้างความปลอดภัยในส่วนของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ต้องเรียนว่าการแก้ปัญหา ชายแดนภาคใต้นั้น วันนี้เราได้น้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ก็รวมถึงการสร้างความเข้าใจอันดีของหน่วยราชการ แล้วก็ประชาชน เราเองก็มีการส่งเสริมการเรียนรู้ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนอัตลักษณ์ แล้วก็ส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ ของทุกศาสนาแล้วรวมถึงภาคประชาชน องค์กร แล้วก็เอกชนต่าง ๆ ก็ต้องเรียนว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่รัฐบาลทำเราได้รับการสะท้อน จากประชาชนผ่านประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ๕ จังหวัด ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สนับสนุนรัฐบาลว่าเราได้มีการขับเคลื่อนนโยบายยุทธศาสตร์ ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็ตอบสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งก็มีจดหมายว่าเราได้มีการน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา แล้วก็เกิดการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างภาครัฐกับประชาชน แล้วก็รวมถึง การลดเงื่อนไขของความไม่ยุติธรรมในสังคม การส่งเสริมกิจกรรมศาสนา กิจการฮัจญ์ แล้วก็การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ผู้นำศาสนา องค์กร แล้วก็เครือข่ายศาสนา วัฒนธรรมต่าง ๆ รวมถึงการสร้างโอกาสการศึกษาให้กับเยาวชนและการดูแลเยียวยา ประชาชนที่ประสบความเดือดร้อน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ดิฉันขออนุญาตนำหนังสือนี้ ส่งมอบผ่านทางท่านประธานสภาค่ะ

สำหรับการบริหารจัดการที่ท่านมองว่าเกรงว่าการทำงานนั้น จะเกิดการสับสนหรือเปล่า จริง ๆ แล้วเรามีการบูรณาการในการจัดตั้ง ศปก.กปต. คือ ศูนย์ปฏิบัติการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ วันนี้ดิฉันเป็นประธานค่ะ แล้วก็มีท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม ท่านรองนายกรัฐมนตรีพงศ์เทพ แล้วก็ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมร่วมด้วย ถามว่าจัดตั้งศูนย์นี้เพื่ออะไร ศูนย์นี้จะเป็นศูนย์ในการบูรณาการการทำงาน เพื่อที่จะเสริมต่อและขับเคลื่อนงานต่าง ๆ ซึ่งวันนี้อย่างไรสายการบังคับบัญชายังอยู่ค่ะ กอ.รมน. ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ศอ.บต. ก็อยู่ในส่วนของนายกรัฐมนตรีซึ่งตรงนี้แหละค่ะ ที่ทุกหน่วยงานนั้นต้องการการบูรณาการในการทำงานที่เกิดเอกภาพ แทนที่ทุกหน่วยงาน จะลงไปที่ทาง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะทำให้การทำงานนั้นต้องเกิดการพะวักพะวง สิ่งต่าง ๆ คณะกรรมการชุดนี้จะช่วยกันในการขับเคลื่อนโดยเฉพาะเน้นในเรื่องของ การพัฒนา ก็จะเห็นว่ารัฐบาลนี้ได้มีการจัดสรรงบประมาณในการแก้ไขปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราเพิ่มจำนวนเงินงบประมาณในการพัฒนาเพิ่มขึ้น จะสังเกตเห็นว่า ถ้าดูจากด้านพัฒนา ในปี ๒๕๕๔ งบประมาณอยู่เพียง ๓,๖๙๖ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๕ เราเพิ่มงบประมาณส่วนนี้ไปเป็น ๗,๖๕๑ ล้านบาทค่ะ แล้วก็ ๗,๙๓๘ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๖ ค่ะ อันนี้ก็เป็นภาพในส่วนของงบประมาณเกี่ยวกับงานพัฒนา แล้วก็ยังเน้น ในเรื่องของการสร้างความมั่นคงและปลอดภัย ก็มีการเพิ่มกล้องซีซีทีวีตามจุดสำคัญต่าง ๆ แล้วก็ด่านตรวจ ถ้าดูจากภาพรวม จำนวนสถิติการเสียชีวิตก็จะเห็นว่าจำนวนสถิติ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ก็มีการเพิ่มขึ้นแล้วก็เริ่มอยู่ในระดับ ณ วันนี้อยู่ที่ ๑.๔๙ คนต่อวันก็คือ สถิติการเสียชีวิตค่ะ สิ่งที่เราต้องเร่งก็คือว่าเร่งลดการสูญเสีย การเสียชีวิตของผู้คน แล้วก็ขณะเดียวกัน ก็เพิ่มกระบวนการในการสร้างความเข้าใจ การมีส่วนร่วมของชุมชน แล้วก็การที่ทำอย่างไร ให้ชุมชนนั้นดูแลตัวเอง แล้วก็งบการพัฒนาต่าง ๆ ให้ลงไปให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ก็มี การตั้งคณะกรรมการในการเยียวยาผู้รับผลกระทบจากความไม่สงบอย่างเป็นธรรม โดยมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ซึ่งส่วนนี้ก็ได้มีการใช้งบประมาณ ไปแล้วทั้งสิ้น ๒,๐๘๐ ล้านบาท ก็ขออนุญาตเรียนเพื่อทราบนะคะ ทั้งหมดนี้ก็ขออนุญาต เรียนท่านประธานคร่าว ๆ ว่านี่คือส่วนหนึ่งของการทำงานของรัฐบาล ก็เรียนว่าทางรัฐบาลเอง ก็ยินดีที่จะทำงานเพื่อให้เกิดความเข้าใจ แล้วก็ทำงานเพื่อให้เกิดการยอมรับในการมีส่วนร่วม แล้วก็การทำงานเพื่อให้เกิดความเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน และที่สำคัญเราต้องช่วยกัน แก้ปัญหาในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ถูกก็ขอให้ได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกันและมีมาตรฐาน เดียวกันค่ะ ก็ขออนุญาตชี้แจงทางที่ประชุมนะคะ นอกเหนือจากนี้ในส่วนของรายละเอียด ซึ่งก็มีทางรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ก็ขออนุญาตท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๘ ที่จะมอบหมายให้รัฐมนตรีในการที่จะช่วยตอบข้อซักถามเพิ่มเติมค่ะ ขอบคุณค่ะ