อภิสิทธิ์ ย้ำเปิดพื้นที่ทุกฝ่าย อภิปรายไม่ไว้วางใจ รักษาประชาธิปไตย-สังคมสงบสุข

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ย้ำว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อรักษาประชาธิปไตยและสังคมสงบสุข โดยชี้แจงว่าฝ่ายค้านได้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ยิ้มได้แล้วนะครับ ผมกลัวท่านนายกรัฐมนตรีจะตกใจท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ที่จริงผมกำลังจะกราบเรียนท่านประธานอยู่พอดีเลยครับว่าพวกกระผม ซึ่งอยู่ในสภากันมาเป็นเวลายาวนานพอสมควร พบว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ดูมันมีอุปสรรค มีความยากลำบากเหลือเกิน เป็นครั้งแรกนะครับที่สื่อมวลชน ประชาชน ต้องมาถามอยู่ตลอดเวลาว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะมาฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่อยากเห็นว่ากระบวนการทางการเมืองของเรา ยังจะต้องตั้งคำถามในเรื่องเหล่านี้และผมอยากเห็นกระบวนการทางการเมืองนั้นเปิดโอกาส ให้ทุกฝ่ายได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ เพื่อประโยชน์ในการรักษาระบอบประชาธิปไตย นี่ละครับ และเพื่อทำให้สังคมของเราสามารถเดินไปได้อย่างสงบสุข เพราะถ้าเราปิดกั้นพื้นที่ ทางการเมืองมากเท่าไรความอึดอัดในสังคมก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น แล้วสุดท้ายก็จะทำให้เกิด ปัญหากับระบบการเมืองของเรา ผมทราบดีครับว่าการอภิปรายครั้งนี้พวกเราก็ถูกปรามาส ถูกสบประมาทเยอะครับ บอกว่าเป็นเรื่องของการเอาข้อมูลจากสื่อมาตัดแปะอะไรทำนองนั้น แต่ผมคิดว่าท่านประธานก็ดี ท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี ถ้าท่านได้ติดตามการอภิปรายเมื่อวาน ผมคิดว่าเราได้พิสูจน์ให้เห็นนะครับว่าการทำงานของเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านได้ทำงาน อย่างละเอียด ศึกษาทั้งเอกสาร ไม่ว่าจะเป็นเอกสารของราชการ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจาก แหล่งต่าง ๆ รวมไปจนถึงการลงไปในพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลจริงมาเสนอต่อท่านประธาน ต่อรัฐบาลและต่อพี่น้องประชาชน แล้วก็ต้องกราบเรียนครับว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ฟังอยู่เมื่อวาน ผมเชื่อว่าท่านต้องคิดแล้วละครับว่ารัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องการทุจริต กรณีของท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะที่ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านต้องคิดจริง ๆ ครับว่าคำตอบ ของท่านรัฐมนตรีเมื่อคืนมันเป็นคำชี้แจงที่ตอบสาธารณชนได้จริงหรือไม่ เมื่อพรรคฝ่ายค้าน สมาชิกหลายท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขออนุญาตเอ่ยนาม คือคุณวิฑูรย์ นามบุตร ได้ชี้ให้เห็น ถึงกระบวนการความไม่ชอบมาพากลที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นเรื่องที่จะท้าทาย ภาวะความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีต่อไป เช่นเดียวกันกับกรณีของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม ซึ่งเมื่อวานถ้าท่านนายกรัฐมนตรีติดตามฟังอยู่จะทราบว่าตอบมาว่า ที่ไปเปลี่ยนระบบเป้าลวงในกองทัพเรือเอาของเก่าหรือรุ่นเก่ามาแทนรุ่นใหม่ ซึ่งราคาถูกกว่ากัน ท่านพูดเองนะครับเป็นร้อยล้านบาท แต่ลดราคาจริง ๑,๐๐๐ บาท มันเป็นคำตอบ ให้กับพี่น้องประชาชนได้หรือยัง สิ่งเหล่านี้ที่ผมอยากจะยืนยันกับท่านประธานและกับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็คือกระบวนการการอภิปรายไม่ไว้วางใจมันเป็นการทำหน้าที่ ในการตรวจสอบ และการทำหน้าที่ในการตรวจสอบของฝ่ายค้านมันมีประโยชน์กับสังคม วันที่พวกผมเป็นรัฐบาลพวกผมไม่เคยตั้งแง่ตั้งเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้นครับ ผมถูกอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ๓ ครั้ง ไม่มีครั้งไหนเลยครับที่จะต้องมาตั้งคำถามว่าผมจะมาฟังการอภิปราย จะมาตอบการอภิปรายในสภาหรือไม่ เพราะผมถือว่านั่นคือหน้าที่สำคัญ และผมกราบเรียนครับว่าไม่ใช่เฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ละครับ การที่รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบต่อผู้แทนปวงชนชาวไทยคือหัวใจ ของการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา กระทู้ถามสดเราแทบ ไม่เห็นนายกรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ถามสดเลยครับ แล้วระยะหลังถือโอกาสกราบเรียน ท่านประธานฟ้องไปยังท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ คนที่ท่านมอบหมายก็ไม่มาตอบ และตอนหลัง ยิ่งกว่านั้นอีกครับ กฎหมายของกระทรวงหนึ่งให้รัฐมนตรีอีกกระทรวงหนึ่งซึ่งไม่ได้ รักษาการแทนมาตอบ เพราะเป็นคนเดียวที่อยู่ในสภา ผมกราบเรียนว่าผมได้ยิน ท่านนายกรัฐมนตรีเวลาไปกล่าวปาฐกถาบรรยายในต่างประเทศ เวลาพยายามชี้แจงกับ พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในวันที่จะมีมวลชนมาชุมนุมว่าขอให้ทุกอย่างนั้นดำเนินการอยู่ใน ระบบรัฐสภา ผมเห็นด้วยครับ แต่ท่านต้องทำตัวเป็นตัวอย่างก่อนในการใช้ระบบรัฐสภา และผมหวังว่าปิดสมัยประชุมนี้ไปอย่างน้อยที่สุดท่านนายกรัฐมนตรีก็จะได้มีโอกาสทบทวน ท่าทีแนวทางการทำงานของรัฐบาลที่มีต่อกระบวนการของรัฐสภาเมื่อเปิดสมัยประชุมต่อไป ถ้าสภานี้ยังให้ความไว้วางใจท่านอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนว่าที่จริงแล้ว แม้กระทั่งการเปิดอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรียังมีข้อหาซึ่งบางทีมีคนไปพูดกันอีกว่า เสมือนกับว่าพรรคฝ่ายค้านรังแกท่าน ไม่มีละครับ และผมอยากจะกราบเรียน เป็นเบื้องต้นว่า ที่จริงผมถือว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนที่โชคดีคนหนึ่ง คือเมื่อชนะ การเลือกตั้งมามีเสียงในสภามีความมั่นคง ยังมีโชคดีอีกหลายด้าน ด้านแรกครับ สถานะของประเทศในวันที่มีการส่งมอบงานกัน เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ หลายประเทศ ยอมรับเลยครับว่าเราอยู่ในสถานะที่ดี

ประการที่ ๑ เราผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจมาได้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เริ่มขยายตัวเร็วขึ้น เราไม่มีปัญหาการว่างงานเหมือนอีกหลายภูมิภาคในโลก สำคัญที่สุด ก็คือเราผ่านพ้นมาได้โดยมีสถานะทางการเงินและการคลังที่ถือว่าแข็งแกร่งพอสมควร ทำให้รัฐบาลมีช่องทาง มีเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเงินการคลังในการรับมือ กับความผันผวนทางเศรษฐกิจหรือการที่จะตั้งหน้าตั้งตาในการพัฒนาประเทศ

ประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนว่าที่ท่านนายกรัฐมนตรีโชคดีกว่าผม คือท่านมีฝ่ายค้านที่ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและไม่ขัดขวางการทำงานของท่าน ท่านนายกรัฐมนตรีไปให้สัมภาษณ์นะครับว่าท่านเดินทางไปได้ทั่วทุกภูมิภาค ก็ถูกต้องครับ ในพื้นที่ซึ่งท่านไม่มีผู้แทนราษฎร มีผู้สนับสนุนไม่มาก มีผู้ที่สนับสนุนฝ่ายค้านมาก ฝ่ายค้านนี่แหละครับเป็นคนยืนยันกับพี่น้องประชาชนมาโดยตลอดว่าจะชอบใครไม่ชอบใคร แต่ทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนเองได้ และพวกผมก็ยืนยันครับว่าพวกเราทำงานกันตาม วิถีทางของประชาธิปไตย เคารพกฎหมาย และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการทำงาน ในสิ่งที่เป็นวิกฤติของประเทศ ผมไม่เคยเกี่ยงเลยครับ วันที่สภาหอการค้าเครือข่ายต่อต้าน คอร์รัปชันบอกอยากเห็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อยากเห็นนายกรัฐมนตรี ไปร่วมกันเดินรณรงค์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันผมก็ไป ท่านก็คงจำได้ วันที่รัฐบาลบอกว่า อยากจะเชิญฝ่ายค้าน ส.ส. ในพื้นที่ไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของปัญหาความไม่สงบ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พวกผมก็ไป แต่วันนี้สิ่งที่ผมจำเป็นจะต้องมาอภิปรายไม่ไว้วางใจท่าน ก็เพราะการบริหารราชการแผ่นดินของท่านกำลังสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับ ประเทศชาติและอนาคตของลูกหลานคนไทย แล้วผมกราบเรียนว่าที่เจาะจงอภิปรายนายกรัฐมนตรีในหลายเรื่อง ก็เพราะมันเป็น ความรับผิดชอบของท่านจริง ๆ ไม่สามารถปฏิเสธได้ และวันนี้หลังจากที่เราไม่ได้มีโอกาสฟัง ผู้นำประเทศนายกรัฐมนตรีอธิบายกับประชาชนถึงแนวคิดที่แท้จริงของนายกรัฐมนตรี ในเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ ๆ จะเป็นเรื่องข้าว จะเป็นเรื่องการปราบปรามการทุจริตหรือเรื่องอื่น ๆ วันนี้แหละครับฝ่ายค้านให้โอกาสท่านในการที่จะมาชี้แจงถึงแนวคิดของท่าน ต่อเรื่องเหล่านี้ เราอภิปรายท่านเพราะท่านคือประธานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เราอภิปรายท่านในเรื่องที่ท่านมีความรับผิดชอบตามกฎหมาย นี่คือสิ่งที่ผมยืนยันว่าเราไม่ได้ มีการเฉพาะเจาะจงว่าจะต้องอภิปรายนายกรัฐมนตรี แต่เป็นไปตามสภาพของเนื้องานของ การบริหารราชการแผ่นดินที่สร้างความเสียหายที่เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเริ่มต้นว่าในขณะที่กระผมบอกว่าท่านรับมอบงานในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ ประเทศ อยู่ในสถานะที่ดีพอสมควร ถามว่าวันนี้สถานะของประเทศเป็นอย่างไร ภาวะความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างไร เมื่อตอนครบรอบ ๑ ปี และในญัตติไม่ไว้วางใจที่กระผม เขียนมาเราก็เขียนชัดครับ เราเจอปัญหาน้ำท่วม หนี้ท่วม แพงทั้งแผ่นดิน ถ้าเป็นพืชผล การเกษตรก็ถูกทั้งแผ่นดินหรือมีปัญหาทั้งแผ่นดิน ไฟใต้ท่วม ความขัดแย้งในสังคม ยังดำรงอยู่ และที่สำคัญที่สุดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเลวร้ายลง แต่ผมจะพูดอย่างนี้แล้ว ไม่มีอะไรอ้างอิงก็คงจะดูกระไรอยู่ ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะไปหาคนที่เป็นกลางที่จะมา ประเมินได้อย่างไร ผมก็ลองไปหยิบดูการสำรวจและจัดทำดัชนีความเจริญหรือภาษาอังกฤษ ใช้คำว่าพรอสเพอริตี้ อินเดกซ์ (Prosperity Index) ของหน่วยงานซึ่งอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ในการทุ่มอินสติติว (Institute) ซึ่งได้มีการประเมินสำหรับปี ๒๕๕๕ ใน ๑๔๒ ประเทศ เรียบร้อยครับ ปรากฏว่าประเทศไทยอยู่อันดับที่ ๕๖ แล้วในการประเมินของเขาเขาจะแยก ออกเป็นด้าน ๆ ครับ ด้านที่ประเทศไทยยังไปได้ดีก็คือภาพรวมของเศรษฐกิจ และการที่ คนไทยนั้นมีทุนทางสังคม ความหมายก็คือเรามีความเข้มแข็งและคนไทยมีน้ำใจไมตรี เกื้อกูลกันซึ่งเป็นทุนทางสังคม ซึ่งจะเอื้อต่อการทำให้ประเทศมีความเจริญก้าวหน้า ในหมวดเหล่านี้เราจะอยู่อันดับ ๑๘ อันดับ ๑๙ ครับ ซึ่งถือว่าสูงทีเดียว แต่พอมาดูประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาล เราจะอยู่ที่อันดับ ๖๔ พอเรามาดูปัญหาระยะยาวซึ่งต้อง ได้รับการแก้ไข เช่น การศึกษา สาธารณสุข เราจะอยู่อันดับที่ ๗๐ อันดับที่ ๗๑ แต่ว่าสิ่งที่น่าตกใจก็คือว่าในส่วนของความมั่นคงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเรา อยู่อันดับที่ ๙๙ และน่าตกใจที่สุดพอเขาประเมินเรื่องของสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เราอยู่ที่อันดับ ๑๒๙ จาก ๑๔๒ ประเทศ เราไม่จำเป็นต้องเชื่อเขาหรอกครับ แต่มันก็เป็น ตัวสะท้อนตัวหนึ่ง บังเอิญเป็นดัชนีที่มันจัดทำกันล่าสุดที่ผมหยิบมาได้ก็หยิบมา แล้วถ้าท่านประธานถามว่าอันดับที่ ๕๖ นี่มันมีความเป็นมาเทียบไปแล้วมันเป็นอย่างไร ผมก็เทียบย้อนหลังให้ดูเพราะว่าเขาจัดทำมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ในปี ๒๕๕๒ เราอยู่อันดับที่ ๕๔ พอปี ๒๕๕๓ เราขยับขึ้นมาที่ ๕๒ ครับ ปี ๒๕๕๔ เราก็ขยับขึ้นมาที่ อันดับ ๔๕ แต่ปีนี้เราตกรวดเดียว ๑๑ อันดับไปอยู่อันดับที่ ๕๖ เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าต้องการ ที่จะตั้งประเด็นไว้เท่านั้นเองครับว่าที่พวกกระผมพูดว่า การบริหารราชการแผ่นดินบ้านเมืองขณะนี้สถานะของประเทศขณะนี้ยังมีความน่าเป็นห่วงนี่ พวกกระผมไม่ได้คิดเองฝ่ายเดียว แต่คนที่เขาประเมินจากข้างนอกเขามองเห็น หลายสิ่งหลายอย่างซึ่งกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ทีนี้ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนว่า เวลาที่เราจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีเราเจอคำถามแปลกอยู่เหมือนกันครับยุคนี้ คือเขาถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีทำผิดอะไร แต่มีแปลกกว่านั้นก็คือว่า ท่านนายกรัฐมนตรีทำอะไร ความหมายก็คือว่าบทบาทของนายกรัฐมนตรีที่เราเห็นในขณะนี้ กระผมทราบดีครับว่าฝ่ายยุทธศาสตร์ทางการเมือง คนรอบ ๆ ตัวท่านกันบทบาทของท่าน ออกจากการที่มาแสดงความคิดเห็น หรือถ้าเป็นเรื่องการเมืองพูดง่าย ๆ ก็คือมาปะทะตอบโต้ แต่ความจริงมันคือการชี้แจงเกี่ยวกับปัญหาสำคัญ ๆ ของประเทศ เป็นยุทธศาสตร์ ซึ่งผมทราบครับว่าเขาก็ใช้กันหลายที่เพื่อให้นายกรัฐมนตรีลอยตัว ที่จริงคนที่เป็นพยาน ที่ดีที่สุดก็ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าเคยมีคลิปเสียงท่านที่ออกมาบรรยายว่า นั่นนะเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องแล้ว ผมไม่ติดใจละครับว่าทำแล้วท่านได้เปรียบ หรือเสียเปรียบทางการเมือง เพราะถือว่าถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ผิดกฎหมายท่านก็มีสิทธิที่จะทำ ท่านได้เปรียบทางการเมืองก็เป็นประโยชน์กับท่านเป็นการแข่งขันกันผมไม่ติดใจ แต่ถ้าการลอยตัวและบทบาทของนายกรัฐมนตรีเป็นเช่นนี้แล้วมันเกิดความเสียหายต่อ การบริหารราชการแผ่นดิน มันก็จำเป็นที่จะต้องอภิปรายว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะไม่ทำอะไรไม่ได้ เพราะบ้านเมืองกำลังเสียหายจากการบริหารงานของท่าน เพราะท่านเป็นหัวหน้ารัฐบาล ตรงนี้แหละครับมีตัวอย่างที่สืบเนื่องมาจากการอภิปรายเมื่อวานง่าย ๆ ครับ กรณีของ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกนั่นแหละครับ ที่ท่านได้กระทำการที่ผิดต่อ เจตนารมณ์ของกฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับการโยกย้ายแต่งตั้งไม่เป็นไปตามขั้นตอน สรุปสั้น ๆ ง่าย ๆ นะครับ ประการแรก ตามกฎหมายขั้นตอนการแต่งตั้งกรรมการของ แต่ละหน่วยเขาจะเป็นผู้เสนอเข้ามา กรรมการที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานร่วมกับผู้นำเหล่าทัพแล้วก็มีท่านปลัดกระทรวงเป็นเลขานุการ กฎหมายและ ระเบียบเขียนชัดครับว่ามีหน้าที่ในการกลั่นกรอง คำว่ากลั่นกรองก็หมายความว่า ท่านจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ กระผมไม่ได้บอกว่าท่านต้องเห็นชอบนะครับ คือท่านพยายามจะชี้แจงเหมือนในคลิปบอกว่าถ้าต้องเห็นชอบก็ไม่ต้องมีรัฐมนตรีก็ได้ ไม่ต้องมีกรรมการก็ได้ ความหมายมันไม่ใช่อย่างนั้นละครับ ความหมายคือเขาไม่ต้องการให้ การเมืองไปล้วงลูกในองค์กรซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำรงความเป็นกลางทางการเมือง เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของชาติ เพราะฉะนั้นการพิจารณากลั่นกรอง ถ้าท่านไม่เห็นด้วยท่านก็อาจจะทักท้วงตั้งข้อสังเกตแล้วก็ย้อนกลับไปให้คนที่เขามีอำนาจ ในการเสนอชื่อคือจากข้างล่างขึ้นมาเสนอครับ ไม่ใช่บอกว่าถ้าคุณเสนอคนนี้ผมก็จะเปลี่ยนเป็น คนนี้ นั่นไม่ใช่กลั่นกรองครับ ชัดเจนครับ ประการที่ ๒ ระเบียบเขาก็เขียนชัดในข้อ ๑๓ ว่า ตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการทหาร ชั้นยศพลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก ที่ครองอัตราจอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ หรือพลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก มีการเรียงลำดับต่าง ๆ ชัดเจน แต่ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามนี้ สิ่งที่สำคัญครับท่านประธาน เมื่อเห็นได้ชัดว่าคนที่เขาพยายามจะยึดตามกฎระเบียบนี้ เขาทักท้วงก็ยังมีกระบวนการคือจะโยกย้ายเขาก็ยังทำไม่ได้ก็สั่งให้ไปปฏิบัติราชการ เพื่อเปลี่ยนองค์ประกอบของคณะกรรมการ ทำให้การประชุมครั้งถัดมาปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นตำแหน่งที่โปรดเกล้าฯ ไม่ได้เข้าประชุม แต่เอาบุคคลซึ่งท่านสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่แทน ปลัดกระทรวงมาเป็นกรรมการแทน ถ้าเราอนุญาตอย่างนี้นะครับ ต่อไปนี้กรรมการ ทุกกรรมการนะครับ ถ้ากรรมการคนไหนดำรงตำแหน่งมีตำแหน่งทางราชการอยู่ ไม่ถูกใจผู้มีอำนาจก็สั่งให้ไปทำอย่างอื่นหมดครับ แล้วก็เอาคนที่เห็นด้วยกับตัวเองบอกว่า ขอให้ปฏิบัติหน้าที่นั้นเฉพาะวันนั้นมาประชุมก็ได้ เราจะวางระบบอย่างนี้หรือครับ ทีนี้ของท่านรัฐมนตรีท่านก็ชี้แจงไปแล้วนะครับ แต่ว่าทุกอย่างก็ยื่นถอดถอนไปแล้วก็ คลิปเสียงผมเข้าใจว่าท่านไม่ได้ปฏิเสธนะครับว่าเป็นคลิปจริง แล้วก็ที่ยื่นให้ท่านประธาน ก็คือครบทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะที่มาเปิดในนี้ก็ไปพิสูจน์กัน แต่ผมติดใจที่ท่านนายกรัฐมนตรี ตอบเมื่อวาน เพราะว่าท่านตอบก็ตามสูตรว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับท่าน ท่านปลัดกระทรวง ไปร้องเรียนต่อท่านมีหลักฐานเรียบร้อยว่าไปขอพบท่านเมื่อไร อย่างไร มีการรับเอกสาร เรียบร้อย ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงเพียงแค่ว่าเมื่อรับเรื่องแล้วก็ส่งกลับไป แจ้งให้ทางกระทรวงกลาโหมทราบเพื่อไปทบทวนพิจารณาสุดแล้วแต่ แต่ท่านไม่ได้บอกต่อ นะครับว่าการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ขั้นตอนสุดท้ายไปที่ไหนครับ เมื่อทางกระทรวง พิจารณาเสร็จส่งให้ใครครับ ส่งให้นายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการในการทูลเกล้าฯ ครับ ผมยืนยันว่าหน้าที่ตรงนั้นไม่ใช่หน้าที่ของการเป็นไปรษณีย์ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนายกรัฐมนตรีเคยได้รับเรื่องร้องเรียนและสามารถตรวจสอบได้ง่าย ๆ ว่าการดำเนินการนี่ เป็นไปตามข้อบังคับหรือไม่ อย่างไร ความรับผิดชอบที่จะต้องดูแลแก้ไขเรื่องนี้มันมีมากกว่านี้ ผมไม่มาเถียงละครับว่าระหว่างบุคคล ๒ ท่านที่จะมีการเสนอชื่อหรือไม่เสนอชื่อนี่ ใครเหมาะสมกว่ากัน ผมไม่ก้าวล่วงครับ เพราะกระผมไม่ทราบจริง ๆ แต่อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่พวกเราบอกก็คือว่าต้องดูแลว่าการปฏิบัติตามกฎหมาย ตามระเบียบนี่มันเกิดขึ้น และรัฐมนตรีทุกท่านก็เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านนายกรัฐมนตรี นี่อย่างไรครับตัวอย่าง ที่ผมบอกว่าถ้ายุทธศาสตร์บอกว่าจะต้องลอยตัวจะได้ไม่เป็นปัญหา ถ้าในทางการเมือง มันจะส่งผลอย่างไรผมไม่ติดใจ แต่ในทางการบริหารราชการแผ่นดินการไม่ดำเนินการ เข้ามาแก้ไขตรงนี้มันส่งผลต่อความเป็นธรรม มันส่งผลต่อการเคารพกฎหมาย กฎระเบียบ และมันก็จะกลายเป็นเยี่ยงอย่างบรรทัดฐานให้เกิดปัญหากับกฎระเบียบอื่น ๆ ต่อไป เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นตัวอย่างนะครับที่กระผมกราบเรียนว่าท่านจะลอยตัว อยู่เหนือปัญหาไม่ได้ เช่นเดียวกันกับอีกปัญหาหนึ่งซึ่งจะมีเพื่อนสมาชิกท่านอื่น พูดในรายละเอียดครับ ก็คือปัญหาของชายแดนภาคใต้ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเอง โดยโครงสร้างจะต้องดูแลงานที่เป็นงานสำคัญ ๒ ขาคือความมั่นคงกับการพัฒนา กฎหมายความมั่นคงก็ดี กฎหมาย ศอ.บต. ก็ดี จึงเป็นกฎหมายที่ให้นายกรัฐมนตรีเป็น ผู้บังคับบัญชาสูงสุดตรงนี้ แต่ผมให้ความเป็นธรรมกับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี คงจำได้ว่าวันที่ผมไปทำเนียบรัฐบาลผมก็บอกว่าผมเข้าใจดีครับ นายกรัฐมนตรีจะมาทำ ทุกเรื่อง รู้ทุกเรื่องเป็นไปไม่ได้ แต่ผมกราบเรียนในขณะนั้นว่าสิ่งเดียวที่พวกเรา ชาวประชาธิปัตย์อยากเห็นก็คือถ้าท่านนายกรัฐมนตรีเห็นว่าจำเป็นจะต้องมอบหมาย บุคคลใดก็ขอให้มีความชัดเจน เราแนะว่าเอาคนหนึ่งระดับรองนายกรัฐมนตรี ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะไม่ดูแลเอง รองนายกรัฐมนตรี ๑ คนดูแล แล้วก็มีรัฐมนตรีอีกสัก ๑ ท่านครับที่ไปอยู่ในพื้นที่ เพราะพื้นที่มีเงื่อนไขเยอะจะเกิดปัญหาบ่อย ต้องมีรัฐมนตรี สักคนเกาะติดพื้นที่ คอยรายงาน คอยแก้ปัญหาในฝ่ายนโยบาย แต่ ๑ ปีกว่า ๆ ที่ผ่านมาครับมีการมอบหมายรองนายกรัฐมนตรี ๓ คน ๔ คนจนสับสน กันไปหมดว่าใครเป็นผู้ดูแล วันนั้นไปที่ทำเนียบรัฐบาลที่สุดท่านให้คำตอบผมว่าคนที่ เป็นหลักจริง ๆ ถือว่ามีสถานะเหนือกว่ารองนายกรัฐมนตรีคนอื่นก็คือรองนายกรัฐมนตรี ยุทธศักดิ์ครับ ผมก็ดีใจ หลังจากนั้นผมคุยกับรองนายกรัฐมนตรียุทธศักดิ์หลายครั้งนะครับ เช่นเกิดปัญหาว่าชาวบ้านค้าขายวันศุกร์ไม่ได้ ผมก็ยังไปคุยกับท่าน เจอท่านทีไรก็คุย เพื่อช่วยกัน สุดท้ายท่านนายกรัฐมนตรีปรับเขาออกนะครับ และปรับออกเสร็จ ก็เกิดปรากฏการณ์ที่แปลกมากก็คือว่าไม่มีรองนายกรัฐมนตรีคนไหนอยากจะรับงานนี้ไปทำ เกี่ยงกันครับ ก็เป็นเรื่องที่ดีที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าจะมาดูแลเองครับ แต่ว่า เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกที่จะอภิปรายจะชี้ให้เห็นนะครับว่าท่านมาดูแลเองแล้วมันน่าจะเกิดปัญหา อะไร อย่างไร หรือไม่ นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างของการที่นโยบายที่มีปัญหามันมาจากการที่ ผู้นำรัฐบาลขาดความชัดเจน แต่เรื่องหลัก ๆ ที่ผมจะต้องอภิปรายในวันนี้มี ๒ เรื่องครับ ที่ในฐานะที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีและกำลังบริหารบ้านเมืองในขณะนี้กำลังนำพาประเทศ ไปสู่ความเสียหาย

เรื่องแรก ก็คือเรื่องข้าวครับ เรื่องข้าวเป็นเรื่องที่ผมเชื่อว่าอยู่ในใจ พี่น้องคนไทยทุกคน เราเติบโตมากับข้าวทั้งนั้นนะครับ คนส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกรเติบโต มากับการปลูกข้าว พวกเราทุกคนเติบโตมาก็กินข้าว มีประเทศไทยประเทศเดียวนี่แหละครับ ที่ทักทายกันคือกินข้าวหรือยัง มันอยู่ในวิถีชีวิตของพวกเราจริง ๆ แต่วันนี้ข้าวโดยเฉพาะ ข้าวไทยกำลังถูกทำลายอนาคตจากนโยบายที่ผิดพลาด และที่ผมต้องอภิปราย ท่านนายกรัฐมนตรีเพราะท่านนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่ง ที่ ๑๕๓/๒๕๕๔ แต่งตั้ง คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ โดยแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และสิ่งที่พวกกระผมจะชี้ให้เห็นก็คือว่าวันนี้เราต้องไม่หลงประเด็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับ นโยบายรับจำนำข้าวนั้นเป็นเรื่องของปัญหาในทางปฏิบัติ ความหมายคือนโยบายดี เดินหน้าไป ไปปรับปรุงการปฏิบัติแล้วจะแก้ไขได้ วันนี้สิ่งที่พวกกระผมจะชี้และพิสูจน์ให้เห็น ก็คือนโยบายนี้คือที่มาของปัญหา และคนที่จะเปลี่ยนนโยบายนี้ได้ก็คือนายกรัฐมนตรี ผมฟังรัฐมนตรีท่านอื่นชี้แจงมาเยอะแล้วครับ รู้ว่าท่านไม่เปลี่ยนความคิดท่านแล้วละครับ แต่วันนี้พวกกระผมจะอภิปรายเพื่อบอกกับนายกรัฐมนตรีว่าท่านนำพาประเทศโดยการใช้ นโยบายอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ ผมขออนุญาตที่จะเข้าเรื่องให้เห็นว่าปัญหาของมันคืออะไร การรับจำนำข้าว และคำว่า การรับจำนำข้าว ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเคยทำกันมาแล้วในอดีต และการรับจำนำข้าวที่แท้จริงต้องเป็นการรับจำนำครับ วันที่เขาเริ่มต้นนโยบายนี้ ประมาณเกือบ ๒๐ ปีแล้วละครับเขารับจำนำจริง ๆ รับจำนำคืออะไรครับ รับจำนำก็คือว่า รับของของคนเข้าไปและให้เงินต่ำกว่าราคาตลาด และผู้ที่เอาของมาฝากไว้ จะมาไถ่คืนเมื่อไรก็เป็นสิทธิ นั่นรับจำนำครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีไม่เชื่อผม ลองหาอะไรไปจำนำที่โรงรับจำนำสิครับ และดูสิว่าเขาให้เงินท่าน มากกว่าราคาของชิ้นนั้นที่ขายกันอยู่ในตลาดไหม ถามว่ารับจำนำในราคาต่ำกว่าตลาด ทำทำไม ทำเพื่อดึงผลผลิตออกจากตลาด ไม่ให้ผลผลิตมันล้นตลาด ให้เกษตรกรมีโอกาส ในการรอจังหวะลืมตาอ้าปาก ราคาดีขึ้นค่อยมาเอาคืน แล้วไปขายเข้าสู่ตลาด นั่นคือ โครงการรับจำนำครับ แต่โครงการนี้ตอนหลังถูกบิดมาเป็นโครงการรับซื้อข้าวโดยรัฐบาล แต่ใช้ชื่อรับจำนำ ซึ่งเริ่มต้นมาสมัยปี ๒๕๕๑ และพวกกระผมตอนเข้าไปเป็นรัฐบาล ปลายปี ๒๕๕๑ ก็จึงต้องทำโครงการนั้นต่อจนเสร็จสิ้นฤดูกาล แล้วเราเห็นมาแล้วครับว่า มันเสียหายอย่างไร การประกาศรับซื้อของที่แพงกว่าราคาที่เขาซื้อขายกันโดยปกติทั่วไป ก็หมายความว่าในที่สุดคนรับซื้อนั้นจะต้องซื้อของเข้ามาทั้งหมด เพราะคนขาย ต้องการขายที่ที่ขายได้แพงที่สุด เมื่อคนอื่นเขาซื้อขายกันในราคาหนึ่ง แต่รัฐบาลบอกให้ เขาไปอีก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เขาก็ต้องมาขายรัฐบาล เพราะฉะนั้นโดยการออกแบบของนโยบายนี้ คือนโยบายที่จงใจให้รัฐบาลเป็นผู้ซื้อและ ขายข้าว ในช่วงที่ทำกันปี ๒๕๕๑ ต่อเนื่องมานั่นนะครับ ยังเป็นโครงการซึ่งทำจำกัด คือมีโควตา แล้วสุดท้ายก็เกิดจุดอ่อนอย่างไรครับว่าคนเข้าร่วมโครงการมีโควตาเข้าได้ ก็ได้ประโยชน์ แต่มีเกษตรกรจำนวนมากเข้าไม่ได้ พวกผมถึงได้เปลี่ยนโครงการรับจำนำข้าว ไปเป็นโครงการประกันรายได้เพื่อให้เกษตรกรทุกรายได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล ด้วยการได้รับเงินส่วนต่าง พอโครงการนี้ดำเนินการไปท่านจึงไปคิดนโยบายว่าอยากจะ กลับไปรับจำนำ แต่คราวนี้เพื่อแก้จุดอ่อนว่าเดิมรับจำนำแล้วมีโควตา ท่านก็เลยบอกว่า รับจำนำทุกเมล็ด เพราะฉะนั้นนโยบายนี้เป็นนโยบายรับซื้อข้าว และเป็นนโยบายที่นำไปสู่ การผูกขาดการค้าข้าวของรัฐบาลครับ มันจึงเป็นโครงการซึ่งทำลายกลไกของการซื้อขาย ตามปกติโดยสิ้นเชิง การอภิปรายของพวกกระผมจึงมุ่งมาสู่ตรงนี้ครับ เรื่องการทุจริต ที่เกิดขึ้นตลอดทางมันเป็นปลายเหตุครับ ต้นเหตุอยู่ที่นโยบาย เป็นนโยบายที่ออกแบบ มาแล้วเอื้อให้เกิดการทุจริตขึ้น แล้วก็ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งที่พวกผมคิดแล้วไม่มีคนอื่นคิดหรือ เตือนรัฐบาล วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๔ ป.ป.ช. ทำหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรีครับ เตือนไว้แล้วว่านโยบายรับจำนำข้าวมีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการทำให้เกิดการทุจริต อย่างกว้างขวาง แล้วประเดี๋ยวพวกกระผมก็จะไล่ไปทีละขั้นตอนเลยนะครับว่าการทุจริต มันเกิดขึ้นในขั้นตอนไหน อย่างไรบ้าง แต่ผลที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะผมจะไม่ลงรายละเอียด มากนะครับ เดี๋ยวจะมีผู้ที่มาวิเคราะห์ให้ท่านเห็นได้ละเอียดกว่านี้ ที่เกิดขึ้นและจะเกิดขึ้น ต่อไปกับข้าวของประเทศไทย และการบริหารราชการแผ่นดินคืออะไร

ข้อแรกครับ เมื่อรัฐบาลจะเป็นผู้ผูกขาดซื้อขายข้าวทั้งประเทศ ด้วยนโยบาย ซื้อแพงแล้วต้องขายถูก การขาดทุนเกิดขึ้นแน่นอน การขาดทุนเกิดขึ้นเท่าไรครับ เถียงกัน เยอะมาก แล้วก็มักจะมีการมาตอบโต้ว่าใช้เงินมากกว่าน้อยกว่าโครงการนั้นโครงการนี้ ผมไม่อยากให้สับสนนะครับ เราใช้ตัวเลขเดียวกันก็แล้วกันครับ ผมใช้ตัวเลขของรัฐบาลครับ ตัวเลขของรัฐบาลบอกเลยครับว่าการบริหารจัดการในเรื่องข้าว ผมถือเอาตามหนังสือของสภาพัฒน์ที่ส่งถึง ครม. ที่ผ่านมาต้องใช้วงเงินไปแล้ว ๕๑๗,๙๕๘ ล้านบาท อันนี้คือวงเงินที่ใช้นะครับ แน่นอนในส่วนนี้เมื่อท่านขายข้าว ก็จะได้กลับมาส่วนหนึ่ง ผมก็ไปดูต่อว่าขายกลับมาจะสักเท่าไร อย่างไร ผมก็ถือเอาตาม หนังสือของกระทรวงการคลังถึง ครม. เช่นเดียวกัน ลงวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๕ เขียนไว้ชัดครับ ตามสมมุติฐานของท่านเลยนะครับ เขียนว่าหากกรณีระบายผลิตผลที่รับจำนำได้ใน ๓ ปี จะมีภาระการบริหารการปรับโครงสร้างหนี้เฉลี่ยปีละ ๒๒๔,๕๕๓ ล้านบาท ปีละ ๒๒๔,๕๕๓ ล้านบาท เยอะแค่ไหนครับ เรากำลังพูดถึงการขาดทุนในโครงการเดียวประมาณ ร้อยละ ๑๐ ของงบประมาณทุกปี ๆ นะครับ จึงได้มีการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญว่า ถ้าทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ อีก ๗ ปี หนี้สาธารณะก็จะไปแตะอยู่ที่ร้อยละ ๖๐ ของรายได้ ประชาชาติ ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่เข้าสู่ภาวะที่มีความสุ่มเสี่ยง มีความเป็นอันตราย นอกจากอะไรล่ะครับ นอกจาก ๑. ท่านไปเก็บภาษีเพิ่มจากประชาชน หรือ ๒. ท่านก็ต้องไป ลดการใช้จ่ายอื่น ๆ ในโครงการต่าง ๆ ซึ่งความจริงนักวิชาการเขาก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า มีหลายโครงการที่จะต้องได้รับผลกระทบในเรื่องของการเงินการคลังต่อไป นี่คือผลกระทบ ข้อแรกครับ เพราะเราไม่เคยมีโครงการไหนที่รัฐบาลดำเนินการแล้วขาดทุนปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในประวัติศาสตร์

ความเสียหายประการที่ ๒ ที่เกิดขึ้นคือฐานะของประเทศ เพราะเมื่อรัฐบาล เป็นผู้ผูกขาดการค้าข้าว ซื้อขายข้าว แล้วซื้อมาในราคาที่สูงกว่าตลาดหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ท่านจะขายไปอย่างไรครับ ถ้าท่านขายถูกกว่าที่ท่านซื้อมาเขาไปร้องดับเบิ้ลยูทีโอ (WTO) อยู่นะครับ ปีที่แล้วเลี่ยงไปชี้แจงเขาว่ายังไม่มีปัญหาเพราะว่าน้ำท่วมไม่มีข้าว เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกละครับว่ามาถึงวันนี้ที่เราเคยพยากรณ์ทำนายทายทักกันไว้ตั้งแต่ต้นว่า ประเทศไทยจะสูญเสียแชมป์ (Champ) การส่งออกข้าวจึงเกิดขึ้นแล้ว ปีนี้ขณะนี้เราคงเป็น อันดับ ๓ แล้วก็คนที่เขาแซงเราไปรัฐมนตรีเขาออกมาขอบคุณเรียบร้อยว่าที่เขาแซงเราได้ เพราะนโยบายของเรา การส่งออกตัวเลขที่พวกผมใช้อยู่จะใช้ตามปีปฏิทิน ปีนี้ปริมาณน่าจะ ลดลงประมาณร้อยละ ๓๕ แต่ถ้าท่านเอานับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการรับจำนำข้าวปีที่แล้ว บวกไปอีก ๒-๓ เดือนมาเทียบการส่งออก ๑ ปีก่อนหน้านั้นจะลดไปประมาณครึ่งหนึ่งครับ แล้วท่านไม่ต้องมาชี้แจงผมบอกว่าไม่เป็นไรปริมาณข้าวที่ออกไปน้อยลงแต่ว่าเราได้เงินมากขึ้น เพราะข้าวไทยแพงขึ้น เพราะมูลค่าครับ คือเอาราคาไปคูณกับปริมาณที่ส่งออกก็ลดลงไป ประมาณร้อยละ ๒๕ ถ้าเอาตามปีปฏิทิน ถ้าเอาตามตั้งแต่เริ่มต้นโครงการรับจำนำข้าวขึ้นมา ก็ประมาณร้อยละ ๔๐ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าเงินที่เข้าสู่ประเทศจากการขายข้าวของประเทศไทย วันนี้ลดลงไปเกือบครึ่งครับ ที่สำคัญก็คือว่าการสูญเสียตลาดไปแบบนี้ท่านนายกรัฐมนตรีน่าจะทราบดีกว่าผม เพราะเคยอยู่ภาคเอกชนนะครับ เสียตลาดไปแล้วไม่ใช่เอาคืนมาง่าย ๆ นะครับ สมมุติท่านทำโครงการนี้ไปอีกกี่ปีก็แล้วแต่แล้วไปยกเลิกอย่าไปคิดนะครับว่า มันจะหวนกลับคืนมาว่าข้าวไทยจะสามารถกลับไปแข่งขันได้เหมือนก่อนมีนโยบายนี้ และนี่ผมพูดถึงเฉพาะเรื่องปริมาณนะครับ เวลานี้ปัญหาเกิดขึ้นกับเรื่องคุณภาพด้วย เพราะนโยบายนี้เป็นนโยบายที่จูงใจให้เกษตรกรต้องปลูกข้าวให้ได้มากที่สุด เร็วที่สุด เพราะฉะนั้นเราจะมีข้าวคุณภาพ ข้าวไทยที่ได้รับผลกระทบในเชิงลบต่อเนื่อง ต่อเนื่อง ต่อเนื่องมาและจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นครับ นี่คือความเสียหายประการที่ ๒ ที่เกิดขึ้นจาก นโยบายนี้

ประการที่ ๓ นอกจากฐานะการเงินการคลังถูกกระทบ การส่งออก ขีดความสามารถ การแข่งขันของข้าวไทยถูกกระทบ การทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้น กับวงการข้าวทั้งหมดขณะนี้รุนแรงมากครับ โกงทุกขั้นตอนนะครับ จริง ๆ ในญัตติ เขียนโกงทั้งแผ่นดิน แต่เมื่อวานผมดูแล้วไม่ครอบคลุมเพราะว่าเดี๋ยวนี้มันไปร่องน้ำกับทะเลด้วย การโกงที่เกิดขึ้นในทุกขั้นตอนของข้าวนี่ครับ เริ่มตั้งแต่ท่านสามารถไปถามเกษตรกร ได้เกือบทุกพื้นที่ว่าขั้นตอนความยุ่งยากของการรับจำนำข้าวทำให้เกษตรกรที่เอาข้าวไปจำนำ ถูกโกงหรือถูกกดสารพัด ผมตระเวนไปพบเกษตรกรนี่ครับไปจังหวัดไหนพบกับเกษตรกร จะถามครับว่าจำนำข้าวนี่หลายคนเข้าโครงการไม่ได้ หลายคนเดี๋ยวจะมีคนพูดเข้าไปแล้ว เงินยังไม่ได้ คนที่เข้าได้แล้วผมยังไม่เจอสักรายเดียวที่บอกว่าได้ ๑๕,๐๐๐ บาท ที่มีได้ ๑๕,๐๐๐ บาทคือ ๑๐,๕๐๐ บาท ไม่ใช่ ๑๕,๐๐๐ บาท นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แล้วปัญหาการทุจริตตรงนี้เดี๋ยวจะมีสมาชิกให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เห็นนะครับ ว่ามีใบประทวน มีเอกสารต่าง ๆ ซึ่งบ่งบอกถึงการทุจริตที่เกิดขึ้น

ประการที่ ๒ โดยที่รัฐบาลกลายมาเป็นผู้ค้าข้าวแล้วกำกับการเคลื่อนย้าย ของข้าวทั้งประเทศนี่ครับ ขณะนี้ธุรกิจที่เกี่ยวกับข้าวเช่นธุรกิจโรงสี ใครที่มีเส้นสาย กับรัฐบาลชอบมากครับ แต่ใครที่เคยประกอบธุรกิจโดยสุจริตไม่มีเส้นสายสู้ไม่ได้แล้วครับ มันจึงเป็นการทำลายกลไกการแข่งขัน กลไกของการส่งเสริมผู้ประกอบการที่ดีถูกทำลาย หมดครับ แล้วก็นำมาสู่ความเสียหายที่จะสะสมในระบบการค้าข้าวของทั้งประเทศ ผู้ส่งออก เขาคงไม่ร้องแล้วละครับ คงไม่เหลือเสียงไม่เหลือกำลังที่จะร้องแล้วเพราะเขารู้แล้วครับว่า เขาจะค้าข้าวไทยไปต่างประเทศได้นี่เขาต้องวิ่งหารัฐบาลอย่างเดียว แต่ใครไม่อยากที่จะต้อง วิ่งเต้นวันนี้เขาทำอะไรครับ เขาไปทำการค้าข้าวของเขมร ของประเทศปากีสถาน ของประเทศอินเดีย นี่คือความสูญเสียยิ่งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นกับข้าวของประเทศไทย และสุดท้ายล่ะครับ การทุจริตที่รุนแรงที่สุดซึ่งยังไม่มีการตรวจสอบเลยก็คือ เวลาท่านระบายข้าวจะขายข้าว เพราะท่านขายอย่างไรท่านก็ขาดทุน ไม่มีทางขายได้กับ ราคาที่ซื้อเข้ามา แล้วก็เลยทำให้การขายข้าวตรงนี้ครับเป็นปริศนามาตลอด ตัวเลขการส่งออกข้าวที่เป็นทางการของรัฐแทบไม่มีเลย แต่ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ยืนยัน ว่ามีจีทูจี (G to G) เท่านั้นเท่านี้ล้านตัน แต่จากเดิมบอกว่าปลายปีนี้เห็นข้าวออกไป ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วครับเป็นปลายปีหน้า แต่ว่าที่วันนี้ต้องพูดกันยาวหน่อยก็คือ จีทูจีของท่านคืออะไร มันจีเจี๊ยะ จีเจ๊ง จีเจ๊ จีจีน จีโจ๊ก หรือจีอะไรครับ เดี๋ยวจะมีสมาชิก ชี้ให้เห็นนะครับ หรือถ้าพวกที่ฝรั่งหน่อยบอกว่าจี วิล โกสท์หรือเปล่า บริษัทผีคืนชีพ เดี๋ยวท่านดูมันจะบ่งบอกให้เห็นถึงกระบวนการการทุจริตที่เป็นระบบทั้งหมด ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าการทุจริตไม่ควรจะมี ถ้าไม่มีการทุจริตแล้วท่านบอกกับผมว่าต้องยอมขาดทุน เพื่อให้ชาวนาลืมตาอ้าปากขึ้น อย่างนี้ฟังได้ครับ แล้วพวกผมที่อภิปรายไม่มีใครคัดค้านเลย ว่าอย่างไรรัฐบาลจะทำโครงการไหนก็ต้องขาดทุนเพราะต้องเอาเงินไปให้ชาวนา ตรงนี้พวกกระผมเห็นด้วย เพียงแต่ว่าท่านไปคำนวณตัวเลขดูสิครับ ผมเอาหนังสือของท่าน รู้ลึก รู้จริง จำนำข้าวเป็นตัวเลขที่ใช้จะได้ไม่ต้องโต้เถียงกันแล้วท่านลองไปคำนวณสิครับ ว่าที่ท่านบอกต้องขาดทุน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเพื่อชาวนา มันจริงหรือเปล่า ชาวนาได้ประโยชน์คำนวณจากอะไรครับ คำนวณจากคนที่เข้าโครงการรับจำนำได้ ปรากฏว่ามีข้าวที่เข้าสู่โครงการรับจำนำตามตัวเลขของท่าน ๑๘ ล้านตันโดยประมาณ คนกลุ่มนี้ผมตีให้ด้วยว่าได้ตามราคาที่โฆษณาเลย ๑๕,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท เขาจะได้ตันละประมาณ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท แล้วผมก็ยังบวกให้อีกตามที่ท่านโฆษณาไว้ ว่าแม้แต่คนที่เข้าโครงการไม่ได้ซึ่งมีข้าวอีกจำนวน ๑๙ ล้านตัน ท่านบอกว่าพวกนี้ ก็ได้ประโยชน์เพราะโครงการรับจำนำข้าวทำให้ราคาข้าวขึ้นมาประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ ก็เอาง่าย ๆ ว่าได้ไปตันละ ๑,๐๐๐ บาท ท่านบวกออกมาสิครับว่าสรุปแล้วชาวนา ที่ท่านบอกว่าได้ประโยชน์จากตัวเลขของท่านเองได้เงินไปเท่าไร ประมาณครึ่งเดียวครับ ของเงินที่ขาดทุนเงินภาษีอากร ๒๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วผมจะบอกว่าจริง ๆ ตัวเลขท่าน ก็ไม่จริงอยู่แล้วละครับเพราะคนได้ ๑๕,๐๐๐ บาทก็น้อยมาก และเป็นปีแรกที่ข้าวในประเทศไทย มีสูงถึง ๓๗ ล้านตันในอดีตเข้าใจว่าสถิติคือ ๓๔ ล้านตันครับ แล้วผมเชื่อด้วยว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ ตันที่โป่งขึ้นมามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าท่านบอกท่านอยากทำให้ชาวนา ถ้าท่านบอกท่านอยากทำให้ชาวนานะครับ แล้วท่านพร้อมจะใช้เงินมากมายมหาศาลขณะนี้ ขนาดนี้คือ ๒๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ผมคำนวณง่าย ๆ เลยครับเอาข้าว ๓๔ ล้านตัน ไปหารเงิน ๒๒๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ต้องใช้ ปรากฏว่าท่านสามารถแจกเงินให้กับชาวนา ได้ตันละ ๖,๐๐๐ บาททุกคนทั่วประเทศ แปลว่าทุกคนได้ ๑๕,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท ทุกคนครับ ไม่ใช่เฉพาะที่มาเข้าโครงการรับจำนำ ผมกำลังจะฟ้องประชาชนว่ารัฐบาลนี้ เอาเงินประชาชนไป ๒๒๐,๐๐๐ ล้านบาท อ้างว่าช่วยชาวนา แต่ช่วยจริงอย่างเก่ง คือครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งอยู่กับพ่อค้าโรงสี นักการเมืองทุจริต ตรงนี้ครับที่พวกผมไม่ยอม ไม่ใช่ไม่ยอมเอาเงินไปให้ชาวนา แต่ไม่ยอมให้ ให้ชาวนาแค่ครึ่งเดียว นี่คือสิ่งที่ผมกราบเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และมีคนท้วง มีคนติงสารพัดมาโดยตลอดในทุกขั้นตอน การเพิกเฉยของท่านทำให้กระผม ไว้วางใจท่านไม่ได้

ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องที่ ๒ ที่จะต้องอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรี เป็นการเฉพาะคือเรื่องที่ยื่นถอดถอนครับ หวังว่าทุกท่านได้เอกสารแล้วนะครับ เรื่องที่กระผม ถอดถอนท่านนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมาตรการของการป้องกันและปราบปราม การทุจริตเป็นการเฉพาะ ซึ่งก่อนจะไปถึงตรงนั้นต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ หลังจากวันที่ ท่านไปเดินรณรงค์เรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน มาตรการของรัฐบาล ที่เป็นระบบจริง ๆ ที่จะแก้ปัญหาหรือป้องกันการทุจริตนี่ไม่มีครับ และคนที่เขาพยายาม ที่จะร่วมมือกับรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตนี่เขาไม่เคยได้รับการตอบสนอง ผมยังตกใจเลยครับว่าหลังน้ำท่วมนี่ผมก็เดินสายพบกับองค์กรต่าง ๆ เพื่อไปสอบถามว่า ความเสียหายเขาคืออะไร มีอะไรที่พวกผมจะมาช่วยบอกรัฐบาลให้ดำเนินการได้ ผมตกใจ แล้วก็ดีใจครับว่าองค์กรหลักทางธุรกิจนี่สิ่งแรกที่เขาพูดกับพวกผมก็คือว่าสิ่งหนึ่งที่อยากให้ พวกผมทำคือช่วยตรวจสอบงบเยียวยาน้ำท่วมและงบฟื้นฟูทั้งหลาย เพราะเขากังวลว่า จะเกิดการทุจริตอย่างมโหฬาร อย่างมหาศาล พอท่านนายกรัฐมนตรีมาของบประมาณ ในเรื่องนี้ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับเงินกู้อีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านไม่ได้ให้ รายละเอียดกับสภา ผมจำได้ว่าผมก็ได้อภิปรายว่าความจริงแล้วมันไม่ได้เกินเลยวิสัยเลยครับ ที่จะให้รายละเอียดกันหรือไปทำกันในชั้นของคณะกรรมาธิการ เพราะสมัยรัฐบาลผม ในช่วงน้ำท่วมแม้จะไม่ใช่น้ำท่วมใหญ่เขาก็เสนออย่างนี้ครับว่านายกรัฐมนตรีจัดเป็นงบกลาง ก้อนเดียวไป ผมบอกไม่เอา คุณไปถ่ายรูปมาเลยที่ไหนเสียหาย ทำขอมาเป็นรายโครงการ และผมเอารูปให้สภาดูทั้งสภานะครับ ตรวจสอบกันไปเลยตรงไหนเสียหายจริงไม่จริง มีซ้ำซ้อนไหม แต่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าขอเป็นเงินก้อน เอาละเร่งด่วน เราก็ทวงกันว่า แล้วจะตรวจสอบอย่างไร ท่านรับปากนะครับบอกว่าสุดท้ายจะมีรายละเอียดสำหรับ ที่ตรวจสอบได้ สมัยงบไทยเข้มแข็งนี่ขึ้นเว็บไซต์ โครงการตั้งที่ไหน มีรูปถ่าย มีพิกัด มีราคากลาง มีรายละเอียดว่าใครประมูลได้ ราคาเท่าไร ต้องทำงานเสร็จเมื่อไร เชิญชวนให้ ประชาชนตรวจสอบอีกทางหนึ่งร้องเรียนเข้ามาได้ แต่เว็บไซต์ของรัฐบาลเกี่ยวกับเงินน้ำท่วม ไม่มีใครเข้าได้เลยครับ คณะกรรมาธิการงบประมาณพยายามเข้าอยู่ ๗ อาทิตย์ เข้าไม่ได้ แล้วสุดท้ายผลที่เกิดขึ้นก็อย่างที่เราเห็นเมื่อวานอย่างไรครับ ขุดลอก ขุดหลอก อ้อยเข้าปากช้าง ก้างติดคออะไรนี่ครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีฟังอยู่เห็นภาพชัดว่าเกิดอะไรขึ้น นั่นก็คือสิ่งที่ บ่งบอกว่าความจริงใจในการที่จะป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันนี่มันมีปัญหา มาตั้งแต่ต้น แต่จุดที่เป็นปัญหาหลักกระผมกราบเรียนว่ามันเป็นเรื่องที่พวกเราในอดีต พยายามทำงานกันมา ผมเป็นคนพูดเสมอครับทุกรัฐบาลมีการทุจริต ไม่มีข้อยกเว้นละครับ แล้วก็ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหนละครับจะเก่งกาจสามารถไปป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตได้ แม้แต่นิดเดียว เป็นไปไม่ได้ แต่เราต้องพยายามมาศึกษาวิเคราะห์ปัญหาว่าการทุจริตที่มันรุนแรงในระยะหลังจะแก้กัน อย่างไร ๑. เรื่องที่เราเคยสรุปกันไปนะครับ สัมมนากับ ป.ป.ช. ก็คือบอกจะทำนโยบายอะไร ให้ดูผลกระทบด้วยว่านโนบายนั้นออกแบบมาแล้วโอกาสการทุจริตมีมากหรือไม่ นั่นคือที่มา ของการเสนอว่านโยบายอย่างรับจำนำข้าวอย่าทำรูปแบบนี้ นั่นรัฐบาลก็เพิกเฉย แต่ประเด็นที่ ๒ ที่พูดกันมากก็คือว่าการทุจริตคอร์รัปชันระยะหลังมี ๒ เรื่องหลักที่เป็นปัญหา ๑. คือราคากลาง เพราะการทุจริตมักจะเกิดจากการฮั้วและการฮั้วก็ฮั้วอยู่โดยอาศัยราคากลางเป็นจุดที่ทำให้ ฮั้วกันติด แต่ถ้าราคากลางมันเป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริงมันก็หากำไรกันยาก เราจึงต่อสู้ว่า กระบวนการการจัดทำราคากลางใหม่ เปิดเผยราคากลางต้องเกิดขึ้น ครม. ชุดนี้ก็ยังดีครับ สานต่อเรื่องการคำนวณราคากลางใหม่ต่อจากรัฐบาลที่แล้วมอบหมายไว้มีมติไป เมื่อเดือนมีนาคม แต่การเปิดเผยราคากลางและการคำนวณราคากลางให้ตรวจสอบนี่สิครับ นั่นคือปัญหา นั่นคือที่มาว่าทำไมก่อนยุบสภานี่ครับ สภาแห่งนี้จึงได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้วก็มีการเพิ่มบทบัญญัติมาตรา ๑๐๓/๗ กับมาตรา ๑๐๓/๘ เข้าไป กฎหมายนี้ ป.ป.ช. เป็นผู้รักษาการ ประธาน ป.ป.ช. เป็นผู้รักษาการ มาตราที่เพิ่มเข้าไป มาตรา ๑๐๓/๗ คือบอกว่าให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำข้อมูลรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ การจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะราคากลางและการคำนวณราคากลางไว้ในระบบข้อมูล ทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจดูได้ แล้วก็มาตรา ๑๐๓/๘ ป.ป.ช. เขาก็จะมีหน้าที่ในการรายงานต่อ ครม. ที่จะให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๐๓/๗ วรรคหนึ่ง ที่อ่านไปเมื่อสักครู่ครับ โดยจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วันนับแต่วันที่ คณะรัฐมนตรีมีมติ แล้วเขาก็บอกต่อนะครับ หน่วยงานของรัฐใดฝ่าฝืนหรือไม่ดำเนินการ ตามวรรคหนึ่งให้ถือว่าผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องมีความผิดทางวินัยหรือเป็นเหตุที่จะถูกถอดถอน จากตำแหน่งหรือต้องพ้นจากตำแหน่งแล้วแต่กรณี นี่คือสาระสำคัญว่าจะต้องมีการทำเรื่องนี้ กฎหมายออกเดือนเมษายนครับ ตามกฎหมาย ป.ป.ช. เขามีเวลา ๑๒๐ วันทำเรื่องนี้ ให้รัฐบาลได้ดำเนินการ เขาก็ทำเสร็จต้นเดือนสิงหาคมครับ ครั้งแรกก็คือทำเรื่องเสนอ ครม. ไปวันที่ ๑ สิงหาคมปีที่แล้ว แต่ว่าวันที่ ๑ สิงหาคมปีที่แล้วเพิ่งเลือกตั้งเสร็จ ยังไม่ได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งท่านนายกรัฐมนตรี ผมเองก็ไม่สามารถทำอะไรได้หลังวันที่ท่านถวายสัตย์ปฏิญาณ ก็เกิดช่องว่างขึ้น ก็ไม่เป็นไร ป.ป.ช. เขาก็ทำเรื่องเสนอ ครม. มาใหม่ วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ เสนอ ครม. ให้ดำเนินการตามกฎหมายฉบับนี้ในเรื่องของการเปิดเผยราคากลาง และการคำนวณราคากลางเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เอาละครับเกิดปัญหาน้ำท่วม ไม่ว่ากันช่วงเดือนสิงหาคม เดือนกันยายน เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน วุ่นวายกันอยู่ เรื่องน้ำท่วม สุดท้ายเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีวันที่ ๑๓ ธันวาคมครับ การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแน่นอนครับก็ขอความเห็นของฝ่ายต่าง ๆ มาประกอบ แต่ว่าหน่วยงานอย่างสำนักงบประมาณเขาเห็นด้วยนะครับ แต่สุดท้ายท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งรับเรื่องจาก ป.ป.ช. เสนอเรื่องนี้เข้าสู่ ครม. เป็นประธาน ในที่ประชุม ครม. มีมติว่าอย่างไรครับ ง่าย ๆ สั้น ๆ ก็คือว่าไม่เห็นชอบหรือไม่อนุมัติครับ แต่กลับบอกว่าให้หน่วยงานของรัฐจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างให้สอดคล้องกับ กฎระเบียบที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันโดยเคร่งครัด คือถ้าเจตนาจะต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชัน แล้วเขาทำงานกันมาเป็นเวลาหลายปีบอกว่ามันถึงเวลาที่ต้องปรับปรุงกฎระเบียบ การเปิดเผยตรงนี้ แล้วพอ ป.ป.ช. เสนอมาท่านกลับมีมติบอกว่าไม่ต้อง ใช้กฎระเบียบเดิม นั่นแหละ แต่ทำให้มันเคร่งครัดขึ้น รัดกุมขึ้น นี่แหละครับที่เป็นการเอาจริงเอาจังกับ การทุจริตคอร์รัปชัน แล้วก็ยังเป็นการฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของมาตรา ๑๐๓/๗ มาตรา ๑๐๓/๘ ของ กฎหมาย ป.ป.ช. อย่างชัดเจน ท่านเพียงรับทราบรายงานของ ป.ป.ช. แล้วก็ส่งให้ หน่วยงานต่าง ๆ ไปพิจารณาดู จากมติวันนั้นทำให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เขาเสนอเรื่อง กลับมาที่ท่านนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง หนังสือลงวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีนำเรื่องเสนอเข้าสู่ ครม. เพื่อให้ ครม. มีมติ ทบทวนมติ ครม. ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๔ เพราะเขาบอกชัดเจนว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายที่เป็นมาตรการใหม่ ที่ควรจะมีที่จะป้องกันการโกงมันเป็นเรื่องที่เป็นคนละเรื่องกับมาตรการที่มีอยู่แล้ว ในฝ่ายบริหารครับ แล้วมติของ ครม. ที่บอกให้ไปยึดกฎระเบียบของฝ่ายบริหาร เขาเขียนชัดเจนว่าไม่ครอบคลุมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่กระผม อ้างถึงนี่แหละครับ แต่อะไรที่ท่านท้วงติงไปมีเหตุมีผล เช่นควรจะกำหนดวงเงินขั้นต่ำว่า ที่ต้องเปิดเผยราคากลางต้องวงเงินตั้งแต่ ๕,๐๐๐ บาทขึ้นไป เขาก็บอกว่าตรงนั้น เขาก็เห็นด้วย แต่สาระสำคัญก็คือว่าต้องทบทวนมติ ครม. เพื่อที่จะให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของกฎหมาย ถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีทำอะไรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเลยส่งเรื่องไปให้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความครับว่าต้องทำตามที่ ป.ป.ช. เสนอหรือไม่ ตรงนี้อย่างไรครับที่ผมไม่ไว้วางใจท่าน เพราะถ้าท่านอยากจะต่อสู้กับการทุจริต แล้วคนเสนอ มาตรการมาแทนที่ท่านจะพยายามทำ ท่านกลับพยายามจะไปถามคนว่าไม่ทำได้ไหม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ส่งกลับมาบอกว่าไม่จำเป็นต้องทำตามที่ ป.ป.ช. เสนอ เขาไม่ได้บอกไม่ให้ทำนะครับ เขาบอกไม่จำเป็นต้องทำตามที่ ป.ป.ช. เสนอ แล้วเรื่องนี้ ก็เลยวนเวียนอยู่นี่ครับ วนเวียนอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา วนเวียนอยู่กับ กระทรวงการคลัง วนเวียนอยู่กับสำนักงบประมาณซึ่งยังทำหนังสือยืนยันความเห็นเดิมว่า เขาเห็นด้วยที่จะให้ปฏิบัติตามข้อเสนอของ ป.ป.ช. สุดท้ายส่งไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกา คือเมื่อกี้ความเห็นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ส่งไปให้ตีความอีกเพื่อจะให้ยืนยันว่า ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจมาบังคับ ครม. พูดง่าย ๆ จากนั้นเมื่อมีความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ท่านจึงเสนอเรื่องกลับไปให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่งในเดือนกรกฎาคม ผมกราบเรียนให้พี่น้องเห็นภาพนะครับ นี่ถ้า ครม. อนุมัติตั้งแต่เดือนธันวาคม งบน้ำท่วมทั้งหลายที่ละเลงกันอย่างที่พวกกระผม อภิปรายเมื่อวานนี้ครับ มันคงไม่เป็นอย่างนี้ครับ แต่นี่นอกจากไม่รับมาตรการ ป.ป.ช. นะครับ ยังไปล่นขั้นตอนอีออกชัน ร่นขั้นตอนอีออกชันยังไม่สะใจท่านรัฐมนตรีชัจจ์ต้องวิธีพิเศษ แล้วอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านปลอดประสพก็บอกว่าคงจะต้องใช้วิธีพิเศษ ๆ หรือ พิสดารผมไม่ทราบนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เจตนาตรงนี้มันก็ชัดครับ พอส่งเรื่อง มาถึง ครม. ในเดือนกรกฎาคมนะครับ ครม. ประชุมในวันที่ ๑๐ กรกฎาคมเห็นว่าโดยที่เรื่องนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยเห็นว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติตามมาตรา ๑๐๓/๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริตนะครับ ดังนั้นคณะรัฐมนตรีย่อมมีดุลยพินิจที่จะรับข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ไปดำเนินการทั้งหมดหรือบางส่วนได้ตามที่เห็นสมควร จึงได้ลงมติเห็นชอบให้หน่วยงาน ของรัฐถือปฏิบัติตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา และตามมติของคณะรัฐมนตรีเดิม คือ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๔ ปิดประชุมเลยครับ แต่ว่าหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องแปลกครับ พอปิดประตูไปอย่างนี้ ป.ป.ช. เขาเริ่มส่งเสียงว่าเขาจะไม่ยอมนะ ปรากฏว่าอาทิตย์ถัดมา ครม. ประชุมใหม่ครับ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ก็คงจะกลัวว่าจะเป็นปัญหาก็เลยบอกว่า คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่าตามที่มีมติไปเมื่อวันที่ ๑๐ ๗ วันก่อนหน้าโดยแจ้ง ความเห็นทางกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบแล้วนั้น โดยที่รัฐบาลมีนโยบายและให้ความสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบเป็นเรื่องเร่งด่วนโดยได้ประกาศยุทธศาสตร์และแผนงานเชิงรุกของ รัฐบาลในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันและมอบนโยบายแก่ส่วนราชการในการพัฒนา องค์กรเพื่อสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการบริหาร ราชการแผ่นดินจึงมีมติให้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับสำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ.ร.ไปหารือร่วมกับ ป.ป.ช. เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลหาวิธีการและแนวทาง ในการปฏิบัติเพื่อตอบสนองมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลและคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผมไม่ถือว่านี่เป็นการปฏิบัติ ตามกฎหมายหรอกครับ พยายามหาทางออก แล้วผมก็ทราบครับว่า ป.ป.ช. เขาก็ไม่มา ร่วมกับท่าน เขายังยืนยันว่าท่านต้องทำตามกฎหมายปราบโกง แม้ต่อมาเดือนสิงหาคม กระทรวงการคลังจะเริ่มมีการออกหนังสือไปบอกว่าให้มีการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น ในงานก่อสร้างแต่ก็ไม่เหมือนของ ป.ป.ช. นะครับ ป.ป.ช. นี่เขาไม่ได้มีงานเฉพาะก่อสร้าง งานที่ไม่ใช่ก่อสร้างก็ต้องเปิดเผย การควบคุมงานก็ต้องเปิดเผย ที่สำคัญฟังตรงนี้ครับ การจ้างที่ปรึกษาก็ต้องเปิดเผย รวมไปถึงงานอื่น ๆ เช่น การพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ อะไรต่าง ๆ ที่พูดตรงนี้เพราะเมื่อวานนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยชี้แจงครับ แล้วพวกผมก็อภิปรายไปแล้วว่ากำลังจะมีการปรับรูปแบบโครงการอีกใช้วิธีเอาที่ปรึกษา มาคุมงานก็หนีออกไปอีก นี่แหละครับคือสิ่งที่ได้ยื่นถอดถอนและอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรี ว่าท่านต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้ถึงจะทำให้การต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันนั้นมันเป็นจริง มีอีกหลายประเด็นที่เพื่อน ๆ ผมจะลงในรายละเอียดนะครับว่าเวลาคนที่เขาไปทำงาน ตรวจสอบในเรื่องของการทุจริตเขาก็ถูกย้ายไปเรียบร้อย คณะรัฐมนตรีท่านนายกรัฐมนตรี ก็ทราบดีครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือประเด็นที่กระผมยืนยันครับว่าไม่สามารถไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรีได้

สุดท้ายครับ ก่อนที่จะจบการอภิปราย ยังมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือกปฏิบัติ ๒ มาตรฐาน และความห่วงใยที่พวกกระผมมีต่อแนวโน้มความขัดแย้งในสังคมและ ทางการเมือง การเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องให้กับญาติ การบั่นทอนความน่าเชื่อถือ หรือการไม่ยอมรับองค์กรอิสระ องค์กรศาล เรื่องเหล่านี้นายกรัฐมนตรีจะปฏิเสธ ความรับผิดชอบไม่ได้ เมื่อวานรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมหัวเราะชอบใจคำพูดตัวเองนะครับ ที่ไปบอกให้ตำรวจเลือกข้าง จริง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนมอบให้รองนายกรัฐมนตรี เฉลิมไปดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ท่านช่วยตอบพวกผมได้ไหมครับว่าตำรวจ ต้องเลือกข้างหรือเปล่า แล้วก็ไหน ๆ พูดเรื่องนี้แล้วเมื่อวานท่านก็ชี้แจงคลาดเคลื่อนไปแล้ว เรื่องแก๊สน้ำตา ตำรวจเขาออกมายอมรับแล้วนะครับว่าที่ท่านไปกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมใช้รุ่นนั้น มีอยู่ในรถตำรวจ และคำชี้แจงท่านเรื่องการถอดยศ พันตำรวจโท ทักษิณ ปกติท่านอ่าน เสียงดังฟังชัดนะครับ แต่เอกสารวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ไม่รู้ส่งให้ท่านประธานหรือยัง อ่านรัวเลยครับวันนั้น เพราะผมฟังที่ท่านอ่านรัวเขายังยืนยันว่าเข้าหลักเกณฑ์ เพียงแต่เขาอ้าง ซึ่งน่ากลัวนะครับ ต่อไปนี้ศาลตัดสินแล้วจะมีองค์กรอย่างตำรวจไปวินิจฉัย อีกว่าความผิดที่ศาลตัดสินแล้วมันเป็นความผิดที่ร้ายแรงหรือเปล่า ศาลตัดสินลงโทษก็จะไป เถียงศาลต่ออีกนะครับว่าลงโทษไปทั้ง ๆ ที่เขาไม่น่าจะผิดอะไรทำนองนั้น เราจะใช้ระบบนี้ หรือครับ ไม่นับหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นกับพวกผมนะครับ ทุกอาทิตย์สมัยประชุมแท้ ๆ ดีเอสไอส่งหนังสือขู่ผมทุกอาทิตย์ในคดีเรื่องน้ำท่วม เป็นพยานด้วยนะครับไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา จะบังคับให้เซ็นเอกสารเป็นลังเป็นคอนเทนเนอร์ (Container) ส่งให้ได้ก่อนปิดสมัยประชุม ผมไม่อยากจะให้การเมืองของเราวนเวียนอยู่กับความขัดแย้ง แต่ว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ไม่พร้อมที่จะมาทำงานโดยการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับทุกฝ่าย ปัญหานี้จะดำรงต่อไป ผมเคยพูดในช่วงหาเสียงครับ ผมบอกว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีได้รับเลือกตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีก็จะเป็นบุคคลที่น่าสงสาร

สงสารข้อ ๑ ก็คือมันมีคนที่ยังคิดว่าใหญ่กว่าท่าน และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ในปีที่ผ่านมา นักการทูตบางคนเวลาเขาพบผมเขาก็บอกว่าเขาไม่เคยเห็นในประเทศอื่น ว่าตกลงอำนาจอยู่ที่ไหน อย่างไร อยู่ในประเทศหรือเปล่า

และผมบอกสงสารประการที่ ๒ ก็คือว่าท่านจะอยู่ในภาวะที่ลำบากใจมาก ในหลาย ๆ เรื่อง เพราะถ้าท่านทำตรงไปตรงมา กระทบกระเทือนพี่ชายท่าน ญาติท่าน และวันนี้ที่บ้านเมืองยังคุกรุ่นอยู่ ไม่จบ ก็เพราะรัฐบาลยังไม่สามารถที่จะละวางวาระส่วนตัว ในเรื่องของการนิรโทษกรรมได้ การตัดสินใจตรงนี้ครับผมทราบดีไม่มีทางง่ายละครับ แต่ว่าวันนี้ผมต้องสงสารประเทศ มากกว่า ผมไม่อยากเห็นบ้านเมืองผมเดินหน้าไปอย่างนี้ครับ ข้าว สินค้าที่อยู่คู่กับประเทศไทย คนไทยกำลังถูกทำลายอนาคต ผมไม่อยากเห็นปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันลุกลามบานปลาย อย่างที่พวกเราได้อภิปราย อย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง และผมไม่อยาก เห็นว่าถ้าท่านคิดว่าเสียงข้างมากก็ดี กลไกรัฐก็ดี เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงก็ดี ถูกนำมาใช้ ให้เลือกข้างทำงานให้กับรัฐบาลในทางการเมืองได้แล้วบ้านเมืองจะสงบ ผมยืนยันว่าท่านคิดผิด ความอึดอัดจะสะสม ความไม่เข้าใจ ความโกรธจะมีมากขึ้นในสังคม แล้วสุดท้ายไม่มีพวกเรา แม้แต่คนเดียวที่นี่ครับจะมีความสุข ผมไม่ต้องการให้บ้านเมืองเดินไปในทิศทางนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีมีเวลาปีกว่าแล้วที่จะพิสูจน์ว่าจะไม่เดินไปในทิศทางนั้น แต่ท่านไม่ได้ทำ ผมไม่สามารถไว้วางใจท่านได้ครับ ขอบพระคุณครับ