จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการออกมาตรา ๓๐๙ และวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อประกันตัวผู้ต้องหาในคดีที่ศาลพิพากษาแล้ว นอกจากนี้ยังกล่าวถึงปัญหาการรับจำนำมันสำปะหลังและจำนำข้าวที่ล้มเหลวและทุจริต
ประเด็นถัดไปครับ คือเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป้าหมายที่แท้จริงของการแก้รัฐธรรมนูญก็คือว่าต้องการที่จะเอา มาตรา ๓๐๙ ออกไป เพราะถ้ามาตรา ๓๐๙ ยังอยู่จะเป็นอุปสรรคทำให้พระราชบัญญัติ ล้างมลทินหรือพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาตินั้นมีผลในการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ รับรองไว้ว่ากรณีคดีที่มีการดำเนินการ โดยต่อเนื่องมาจนกระทั่งเกิดกรณียึดทรัพย์นั้นถือว่าชอบโดยรัฐธรรมนูญ ถ้าออก พ.ร.บ. ล้างผิดอย่างเดียวไม่เอารัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ ออกด้วยก็จะไม่มีผลในการคืนทรัพย์ จึงต้องทำควบคู่กันไป นายกรัฐมนตรีเข้ามาเกี่ยวตรงไหนครับกับการแก้รัฐธรรมนูญ ที่ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ เกี่ยวก็เพราะว่านายกรัฐมนตรีออกมติ ครม. ให้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้ออก พระราชกฤษฎีกาขยายสมัยประชุมสภาซึ่งไม่ค่อยมีมากนักในประวัติศาสตร์ ขยายไปเกือบ ๒ เดือนเพื่อเร่งรัดให้รัฐธรรมนูญผ่านสภาให้ได้ แต่ปรากฏว่าบังเอิญ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเดินต่อไม่ได้ในที่สุดจึงต้องปิดสมัยประชุมสภา นี่อย่างไรครับ ที่บอกว่าต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเพราะเอื้อประโยชน์ให้ตนเองและบุคคล ในครอบครัว
ตัวอย่างสุดท้ายครับ นายกรัฐมนตรีเอางบฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนไปออกมติ คณะรัฐมนตรี ๒ ครั้ง วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๕ วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ อนุมัติงบฉุกเฉิน ๑๐๑ ล้านบาท ไม่ได้เอาไปช่วยคนน้ำท่วม ผู้ประสบภัย แต่เอาไปประกันตัวผู้ต้องหา ที่มาชุมนุมและศาลพิพากษาแล้วว่ามีความผิดตัดสินจำคุก แต่เอาเงินงบประมาณแผ่นดินนี้ ไปประกันตัวพวกพ้องนายกรัฐมนตรี เช่น ประกันตัวผู้ต้องหาที่ศาลตัดสินจำคุกแล้ว ๓๘ ปี กรณียิงวัดพระแก้ว ไปประกันตัวผู้ต้องหาคดีที่ศาลตัดสินบางท่านจำคุกตลอดชีวิตก็มี กรณีเผาศาลากลางจังหวัด และที่ซ้ำร้ายที่สุดไปประกันตัวผู้ต้องหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว จำคุก ๑๘ ปีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นี่ครับญัตติจึงเขียนว่านายกรัฐมนตรียังมีพฤติกรรม ไม่บังควร
ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีที่เอาอำนาจที่ประชาชน มอบให้ และเงินงบประมาณแผ่นดินของคนไทยทั้งประเทศไปเอื้อประโยชน์ตัว เอื้อประโยชน์ คนในครอบครัวและพวกพ้อง หากปล่อยให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไปก็อาจใช้ อำนาจหน้าที่ไปในทางมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้องต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด จึงต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในประเด็นนี้
เรื่องที่ ๒ ครับ ที่ผมตั้งข้อกล่าวหาไว้ เรื่องความล้มเหลวในการแก้ปัญหา ปากท้องของประชาชน ตอนหาเสียงที่ราชมังคลากีฬาสถานนายกรัฐมนตรี บอกว่าจะกระชากค่าครองชีพลงด้วยการยกเลิกกองทุนน้ำมัน วันนี้ ๑ ปี ๓ เดือน กองทุนน้ำมันยังอยู่ แถมตอนเข้ามากองทุนน้ำมันติดบวก ๑,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ติดลบ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ราคาน้ำมันก็ไม่ลดแต่ขณะเดียวกันค่าครองชีพกลับสูงเพิ่มเติมขึ้น ของแพงกลายเป็นแพงทั้งแผ่นดิน แล้วเรื่องนี้ไม่ต้องพิสูจน์เพราะคนไทยทั้งประเทศ ประสบภัยผีอีแพงด้วยกันทั้งสิ้นทุกคน แต่สิ่งสำคัญคือการแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตร ด้วยวิธีการจำนำของรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ล้มเหลวและเกิดการทุจริตเกิดขึ้นทุกตัว
ตัวแรก หอมแดงอนุมัติงบประมาณไป ๑,๕๒๕ ล้านบาท เอาไปจำนำ กิโลกรัมละ ๑๕ บาท สมัยรัฐบาลที่แล้วให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นกู้ไปแค่ ๘๐ ล้านบาท แล้วก็เอาไปพยุงราคา เกษตรกรขายหอมแดงได้กิโลกรัมละ ๓๐ บาท ประสบความสำเร็จ ท่านรองกิตติรัตน์ก็ออกมายอมรับว่าเป็นไปด้วยดี แต่เที่ยวนี้เปลี่ยนวิธีให้ อคส. ไปทำ อนุมัติไป ๑,๕๐๐ กว่าล้านบาท ผลทุจริตเวียนเทียนเกิดหอมลมทำลายหลักฐาน ที่สุดหอมเน่าไป ๒ จังหวัด จังหวัดลำพูนเน่าไป ๗ ตัน จังหวัดศรีสะเกษ ๑๖ ตัน นี่คือ ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาพืชผลการเกษตรไร้ประสิทธิภาพ แล้วก็ทำให้สิ้นเปลือง งบประมาณแผ่นดินไป ๕๑๗ ล้านบาท
มันสำปะหลังรับจำนำเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๕ กิโลกรัมละ ๒.๗๕ บาทถึง ๒.๙๐ บาท หมดงบประมาณไป ๑๑,๐๐๐ ล้านบาทครับ เกษตรกรปรากฏว่าแทนที่จะขายได้กิโลกรัมละ ๒.๙๐ บาท ขายได้ ๒.๑๐ บาท ประเด็น พฤติกรรมที่เป็นเรื่องของการเอื้อประโยชน์ก็คือว่าพอมันสำปะหลังของเกษตรกรไปอยู่ในมือ ลานมันกับโรงแป้งหมดแล้วกลับมาออกมติ ครม. ให้ไปรับซื้อมันสำปะหลังจากลานมันกับ โรงแป้ง ที่สุดกลายเป็นออกมติคณะรัฐมนตรีให้ไปรับจำนำมันสำปะหลังจากโรงแป้งกับลานมัน ที่ไปกดราคาซื้อมันสำปะหลังจากเกษตรกรกิโลกรัมละ ๒.๑๐ บาท เอามาจำนำรัฐบาล กิโลกรัมละ ๒.๙๐บาท ถึงรวยกันพุงปลิ้นอย่างไรครับ และสต็อกปรากฏว่าได้สต็อก มันสำปะหลังมา ๒,๒๐๐,๐๐๐ ตันอ้างจีทูจี แต่ที่สุดเอาไปขายให้บริษัทจดทะเบียนที่ เวอร์จินไอซ์แลนด์ เลียนแบบเรื่องข้าวเปี๊ยบเลยครับ
ยางพาราครับ วันที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เข้ามายางพารากิโลกรัมละ ๑๒๕ บาท อยู่มา ๔ เดือนเหลือกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท เกษตรกรประท้วง รับปากว่า จะทำให้ได้ ๑๒๐ บาท ออกมติคณะรัฐมนตรี ๒ ครั้ง อนุมัติเงินไปครั้งแรก ๑๕,๐๐๐ ครั้งที่ ๒ ๕,๐๐๐ ไม่ใช่บาทนะครับ ล้านบาทครับ หมดงบประมาณไป ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท วันที่เข้ามายางพารากิโลกรัมละ ๑๒๕ บาท วันนี้เหลือกิโลกรัมละ ๘๐ บาท เอาตัวเลข ทางการเลยครับจะได้ไม่ต้องเถียงกันว่า ๗๒ บาทหรือ ๘๐ บาท แถมให้ ๘๐ บาท ไม่ได้ขึ้นไป ๑๒๐ บาท แต่เงินเกลี้ยงไปแล้วครับ ที่สำคัญที่สุดปีที่แล้วเราส่งยางออกนอกประเทศ อันนี้ตัวเลขสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรนะครับ ส่งยางออกนอกประเทศทำรายได้ ๙ เดือน เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายนปีที่แล้วส่งออกไป ๑,๘๐๐,๐๐๐ ตัน มีเงินเข้ามาประเทศ ๒๗๗,๐๐๐ ล้านบาท แต่พอปีนี้ ๙ เดือนเหมือนกันเพิ่งส่งออกไปได้ ๑,๕๐๐,๐๐๐ ตัน เงินเข้าประเทศได้แค่ ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินเข้าประเทศหายไป ๑๑๗,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือผลงานในรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ อย่างไรครับ พวกผมจึงต้องไม่ไว้วางใจในฝีมือบริหารราชการแผ่นดิน ที่สำคัญที่สุดจำนำข้าว ทำไมพวกผมต้องอภิปรายนายกรัฐมนตรี ทำไมพวกผมไม่อภิปรายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็แค่ม้าใช้ ขออภัยนะครับ แต่ว่าตัวจริงเสียงจริง คือนายกรัฐมนตรีที่เป็นเจ้าของนโยบาย ถ้านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่เอาด้วยสักคนเดียว นโยบายรับจำนำข้าวของประเทศไทยที่ล้มเหลวอยู่ทุกวันนี้ไม่มีวันเดินหน้าได้ ถึงบอกว่า นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ยังเป็น ประธาน กขช. แปลว่าคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ มีหน้าที่กำหนดมาตรการกำกับ ควบคุม ติดตาม ดูแล ครบถ้วน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อความสำเร็จ ความล้มเหลวของนโยบายรับจำนำข้าว ระบบจำนำข้าวของรัฐบาลนี้ เป็นอย่างไรครับ อดีตก่อนจำนำข้าว ประเทศไทยเขาทำกันอย่างไร ชาวนาปลูกข้าว ได้ข้าวเปลือกมาเอาไปขายโรงสี โรงสีสีเป็นข้าวสารขายให้พ่อค้าส่งออก พ่อค้าส่งออก ไปหาตลาดต่างประเทศแล้วก็ขายข้าวไปต่างประเทศเอารายได้เข้าประเทศ จนประเทศไทย ได้แชมป์ส่งออกข้าวโลกติดต่อกันตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ มาถึงวันนี้ปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๕๕ ๓๐ ปีเต็มครับ นอกจากนั้นประเทศไทยยังได้แชมป์คุณภาพข้าวโลกติดต่อกันมา และชาวนา ขายข้าวถ้าปีไหนต่ำกว่าราคาตลาดเช่นปีที่แล้วรัฐบาลก็จะชดเชยเงินส่วนต่างให้ เช่น ถ้าตลาด ๑๕,๐๐๐ บาทชาวนาเกิดขายได้ ๑๐,๐๐๐ บาท ก็จ่าย ๕,๐๐๐ บาท เพื่อให้ชาวนาได้ ๑๕,๐๐๐ บาท ให้ชาวนาได้อยู่ได้เท่ากับราคาตลาด แต่พอระบบจำนำของ นายกรัฐมนตรีมาเปลี่ยนระบบ เปลี่ยนมาเป็นระบบจำนำคือรับจำนำราคาสูงกว่าตลาด ร้อยละ ๔๐ เพราะฉะนั้นจะไม่มีชาวนาคนไหนมาไถ่ข้าวคืน เพราะมันแปลว่าคือการตั้งโต๊ะ รับซื้อข้าวนั่นเอง พอรัฐบาลได้ข้าวมาก็เอาไปเก็บที่โกดังกลาง เก็บที่โกดังกลางเสร็จ ก็ให้กระทรวงพาณิชย์คือกรมการค้าต่างประเทศระบายข้าว ผลคืออะไรครับ ผลที่สุด เกิดผล ๓ ข้อ ๑. เจ๊งครับ ๒. ทุจริตทุกขั้นตอน ๓. ชาวนาส่วนใหญ่จนเหมือนเดิม นี่คือผล ๓ ข้อจากนโยบายรับจำนำข้าวของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ที่บอกว่าเจ๊งเพราะอะไรครับ เพราะต้นทุนสูงแต่ฝีมือต่ำ ที่บอกว่าต้นทุนสูงท่านประธานดูเถอะครับ เฉพาะงบบริหาร จัดการปีที่แล้วปีเดียวเท่าไรท่านทราบไหม ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท แค่งบบริหารอย่างเดียว ยังไม่ถึงชาวนาสักบาทเลยครับ ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วที่บอกว่าฝีมือต่ำ ตัวอย่างที่ ๑ ข้าวจำนำมาได้เป็นข้าวสาร ๑๒ ล้านตัน ผมเอาตัวเลขกลม ๆ รัฐบาลอ้างว่าส่งออกไปได้ ๙ เดือนตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน ๑.๔๖ ล้านตันตัวเลขที่จำกันได้เรื่อย ๆ นี้ละครับ ที่รัฐบาลอ้าง แล้วก็ประมูลขายเอกชนไป ๓๒๐,๐๐๐ ตัน ขายให้หน่วยงานไป ๘๒,๐๐๐ ตัน รวมแล้วปรากฏว่าจนสิ้นเดือนกันยายนยังเหลือข้าวสารในสต็อกเท่าไรท่านทราบไหมครับ ๑๐,๐๗๐,๐๐๐ ตัน มหาศาลเลยครับ แล้วจะเอาไปไว้ที่ไหนครับ เต็มโกดัง ฤดูใหม่นายกรัฐมนตรี บอกจำนำอีก ทีนี้จะเอาโกดังที่ไหนเก็บ ซึ่งมีข่าวว่าสุดท้ายต้องไปเก็บที่ดอนเมืองถ้าน้ำมา ทีนี้ก็แบกข้าวหนีน้ำ นี่คือประเด็นข้อเท็จจริงที่บอกว่าฝีมือต่ำอย่างไรครับ ที่สุดเกิดปัญหา
ข้อ ๒ ครับ การระบายข้าวระบายไม่ได้อย่างที่คุยเลยครับ ไม่กี่วันนี้ โฆษณาชวนเชื่อบอกว่านายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่า จากประเทศจีนมาเยือนประเทศไทย ออกข่าวใหญ่โต จะเซ็นเอ็มโอยูขายข้าว ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตันภายใน ๓ ปี ปรากฏว่าสุดท้ายหน้าแตก นายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่า ท่านไม่ร่วมไม่เล่นด้วย สุดท้ายได้แค่ เซ็นเอ็มโอยู ไม่กำหนดปริมาณว่าจะซื้อเท่าไร ไม่กำหนดเวลา แปลง่าย ๆ ว่าเอาน่า เดี๋ยวค่อยซื้อวันหลังค่อยคุยกัน นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นครับ และที่สุด ๑๐ ล้านตัน จะเอาไปไหนครับ แล้วที่บอกว่าขายให้ประเทศนั้นประเทศนี้ก็ไม่เคยเปิดเผยข้อเท็จจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อ้างว่าจีทูจี ส่งออกไปแล้ว ๑,๔๖๐,๐๐๐ ตัน หรือ ๑.๔๖ ล้านตัน พวกผมไปตรวจดูตัวเลขแล้วครับ เป็นตัวเลขจากหอการค้า ท่านอาจจะฟัง แล้วทำไมไปอ้างหอการค้า ที่ไปอ้างหอการค้าเพราะนี่แหละตัวเลขจริง เพราะเวลาเขาจะส่ง ข้าวออกนอกจะต้องมีตัวแทนเจ้าหน้าที่ของหอการค้า ๑ คนไปเป็นกรรมการตรวจข้าวลงเรือ และเขาจะเป็นผู้บันทึกเฉพาะกรณีเอาข้าวลงเรือจริง ปรากฏว่าพอไปดูตัวเลขตั้งแต่ วันที่ ๑ มกราคมถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ปีนี้ตัวเลขส่งออกข้าวจีทูจี โดยรัฐบาล ไม่มีแม้แต่ตันเดียวครับ แต่รัฐบาลอ้างว่าส่งออกไปแล้ว ๑.๔๖ ล้านตันแปลว่าอะไร แปลว่า ถ้ารัฐบาลขายจริงก็ไม่ได้เอาส่งออก เอามาวนเวียนอยู่ในประเทศ หรือไม่รัฐบาลก็โกหก แต่ผมคิดว่ารัฐบาลอาจจะขายจริงแต่ไม่ได้ส่งออกจริง นี่อย่างไรครับตัวเลขที่เขาบอกว่า สุดท้ายก็เอามาเวียนเทียน ข้าว ๑ กระสอบ เวียน ๑ รอบ ๑ ตัน เวียน ๑ รอบได้ ๑๕,๐๐๐ บาท กระสอบเดิมเวียนรอบ ๒ ได้ไปอีก ๑๕,๐๐๐ บาท กระสอบเดิมเวียนรอบ ๓ ๔๕,๐๐๐ บาท สุดท้ายข้าวกระสอบเดียวกินเงินรัฐบาลไป ๔๕,๐๐๐ บาท ไม่เจ๊งแล้ว จะเรียกว่าอะไรล่ะครับ นี่อย่างไรครับถึงขาดทุนมหาศาล เพราะขั้นตอนปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างที่ผมกราบเรียน และที่สุดขาดทุนจริง ๆ ครับ ตัวเลขออกมาฤดูการผลิต ๒๕๕๔/๒๕๕๕ นาปรัง/๒๕๕๕ ขาดทุนไปแล้วปีนี้ ตัวเลขเขายืนยันว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ถ้ายังทำต่อ ๓ ปี กระทรวงการคลังรายงาน ครม. ประเมินว่าจะขาดทุนหารเฉลี่ย ๒๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ต่อปีครับ ถ้าขาดทุนปีละ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานทราบ เงินลงทุน ประเทศไทยประมาณแต่ละปี ปีหนึ่งประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เอาไปทำถนน สะพาน ไฟฟ้า ประปา ขาดทุนข้าวอย่างเดียวครึ่งหนึ่งแล้วครับ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แปลว่าต่อไปนี้ ถ้าไม่กู้มาโปะ สะพาน ๑๐๐ สะพานก็เหลือ ๕๐ สะพาน ถนน ๒๐๐ กิโลเมตร ก็เหลือ ๑๐๐ กิโลเมตร ไฟฟ้า ๓๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ก็เหลือ ๑๕,๐๐๐ หมู่บ้าน นี่คือจำนำข้าว นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อย่างไรครับ ถึงบอกว่าประเด็นนี้คือประเด็นที่ในที่สุดก็ก่อให้เกิด การขาดทุนขึ้นมา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ออกมาชี้แจงเรื่องการประกันรายได้ บอกว่าจำนำข้าวดีกว่าการประกันรายได้ ขออนุญาตกราบเรียนครับ ไม่ได้ดีกว่าหรอกครับ ประกันรายได้ปีที่แล้วที่เป็นนโยบายรัฐบาล ตัวเลขข้าวฤดู ๒๕๕๓/๒๕๕๔ รัฐบาลจ่ายเงินไป ทั้งหมด ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ๗๐,๕๑๔ ล้านบาท แต่เป็นงบบริหาร ๒,๘๗๘ ล้านบาท แต่จำนำข้าวปีนี้งบบริหาร ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท ต่างกัน ๒๐ เท่า ชดเชยให้ชาวนา ๖๗,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือส่วนใน ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนั่นแหละครับ ชดเชยให้ ๖๗,๐๐๐ ล้านบาท ๖๗,๐๐๐ ล้านบาทนี่ไม่ได้แปลว่าขาดทุนนะครับ แต่เป็นเงินที่รัฐบาลส่งเงินสดผ่าน ธ.ก.ส. จ่ายตรงไปให้ชาวนาทุกครัวเรือน ปลูกข้าวกินเองก็ได้เงินก้อนนี้ ไม่ต้องรอให้หายหกตกหล่น บอกว่ารับจำนำ ๑๕,๐๐๐ บาท แต่ชาวนาได้จริง ๑๐,๐๐๐ บาท หายไป ๕,๐๐๐ บาท ไม่รู้ไปอยู่ในท้องใคร นี่คือสิ่งที่ต่างกัน ระหว่างประกันราคากับจำนำ แล้วที่ผมบอกว่าทุจริตทุกขั้นตอน ทุจริตโกงชาวนาตั้งแต่ น้ำหนัก ความชื้น อ้างสิ่งเจือปนกดราคา โรงสีก็เอาตัวเลขผลผลิตชาวนาที่แจ้งไว้เกิน เช่นแจ้งไว้ว่าผมมี ๓๐ ตัน พอผลิตจริงได้แค่ ๒๐ ตัน ๑๐ ตันที่เกินมาชาวนาก็ซื้อสิทธิ แล้วก็เอาอันนี้ไปสวมสิทธิ์จำนำและโรงสีก็ได้เงินมาตันละ ๑๕,๐๐๐ บาท แล้วที่สำคัญที่สุด ท่านนายกรัฐมนตรีกระมังครับตะกี้ ถ้าผิดผมขออภัยด้วยครับ ไม่แน่ใจว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์หรือท่านนายกรัฐมนตรีที่บอกว่ารัฐบาลนี้กำหนดเกณฑ์เอื้อประโยชน์ โกงเรื่องจำนำข้าวไม่จริง จริงครับ ตัวอย่าง ๒ ตัวอย่างชัดเจน ตัวอย่างที่ ๑ อดีตเวลาเขาได้ ข้าวมาเขาจะเอาข้าวไปฝากที่โกดัง เอาข้าวไปฝากแปลว่าอะไร แปลว่าโกดังต้องรับผิดชอบ คุณภาพข้าวด้วยนะครับ เขามาฝากไว้คุณต้องรักษาดูแล แต่รัฐบาลนี้มาเปลี่ยนกติกา ไม่เอาแล้วครับฝาก เปลี่ยนเป็นเช่าโกดัง เช่าโกดังก็แปลว่าจ่ายแต่ค่าโกดัง เพราะฉะนั้น ข้าวรัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ แล้วดูแลไหวไหมครับ ที่สุดข้าวมันถึงเสื่อม เอาข้าวคุณภาพต่ำ เข้ามา เซอร์เวเยอร์เข้ามาตรวจข้าวก็ตรวจแบบที่ท่านอาคมบอกไม่ได้มาตรฐาน ข้าวคุณภาพต่ำบอกว่าสูง ข้าวคุณภาพไม่ถึงก็บอกว่าได้มาตรฐาน ที่สุดในโกดังรัฐบาล จึงเต็มไปด้วยข้าวเสื่อมคุณภาพ นี่คือการออกกติกาเอื้อโกงอย่างไรครับ อีกอันหนึ่งที่ชัดเจน นายกรัฐมนตรีกำหนดนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ด นี่มติ กขช. ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พอจำนำข้าวทุกเมล็ดเกิดอะไรขึ้นท่านทราบไหมครับ เกิดการเอาข้าวจากต่างประเทศ มาสวมสิทธิ์ในประเทศ ข้าวมันถึงไหลมาจากประเทศเวียดนาม ไหลมาจาก ประเทศ สปป. ลาว ไหลมาจากประเทศพม่า ไหลมาจากประเทศกัมพูชาเข้ามาสวมสิทธิ์ จำนำราคาแพงในประเทศไทย แหล่งข่าวจากหอการค้าระบุไว้ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ชัดเจนว่าประเมินกันแล้วว่าปีฤดูการผลิตที่ผ่านมามีการเอาข้าวจาก ๓-๔ ประเทศเข้ามา สวมสิทธิ์ในประเทศไทยประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ ตัน คิดเป็นเงิน ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท แปลว่ารัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เอาเงินภาษีคนไทย ๑ ปี ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท ไปซื้อข้าวชาวนาพม่า ชาวนาเขมร ชาวนาลาว ชาวนาเวียดนาม ท่านนายกรัฐมนตรีทำทำไมครับ หรือว่าต้องการไปอินเตอร์ (Inter) ขยายโครงการรับจำนำ เงินภาษีคนไทยแทนที่จะรับจำนำ เฉพาะข้าวชาวนาไทย ไปรับจำนำข้าวอาเซียนด้วย แล้วในที่สุดเวลาขาดทุนปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำอย่างไร ก็ต้องกู้มา ประเทศสหรัฐอเมริกามีเลดี้กาก้าหรือ ประเทศไทยจะโก อินเตอร์ (Go inter) มีเลดี้กูกู้ นี่คือสิ่งที่ผมอยากกราบเรียนกับ ท่านประธานว่านี่คือเกณฑ์ที่กำหนดมาเพื่อเอื้อต่อการทุจริต แล้วทุจริตที่สุดคือ การระบายข้าวครับ ที่บอกว่าทุจริตที่สุดคือการระบายข้าว ก็เพราะว่าสัญญาณมันบอก ๑. มีการปกปิดข้อมูล ท่านนายกรัฐมนตรีก็พูดผิด ๆ ถูก ๆ เดี๋ยวบอกว่าสัญญาบ้าง เดี๋ยวบอกเอ็มโอยูบ้าง ผมก็ไม่ว่ากันละครับ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีรับทราบแน่นอนเรื่องนี้ อ้างจีทูจีต้องเป็นความลับ จนวันนี้ระบุในหนังสือรู้ลึก รู้จริง จำนำข้าว บอกว่าจีทูจี เดือนมกราคมถึงกันยายน ๒๕๕๕ ส่งออกไปแล้ว ๑,๔๖๐,๐๐๐ ตัน ๖ สัญญา ๓ ประเทศ คือ ประเทศจีน ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศโกตดิวัวร์ จนวันนี้ยังไม่เปิดเผยเลย ทำไมถึงปกปิด คำตอบเป็นอื่นไปไม่ได้หรอกครับ นอกจากก็เพราะทุจริตอย่างไรครับ ถ้าสุจริตจริงทำไมต้องปิดครับสัญญา จนวันนี้ยังไม่ยอมบอกใครเลย ประเด็นสำคัญก็คือว่าพวกเราพบว่าที่อ้างจีทูจีให้ประเทศจีน ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศโกตติวัวร์ ๑,๔๖๐,๐๐๐ ตัน ๖ สัญญานั้น โดยเฉพาะที่อ้างจีทูจีประเทศจีน ที่แท้คือเอาข้าวในสต็อกนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์หรือรัฐบาลไปแอบขายให้บริษัทพวกพ้อง โดยไม่ต้องประมูล แล้วก็อ้างจีทูจีบังหน้า จากจีทูจีก็เลยกลายเป็นจีทูเจี๊ยะอย่างไรครับ หลักของจีทูจีมี ๓ ข้อ ท่านประธานครับ ๑. สัญญาต้องเป็นรัฐต่อรัฐครับ รัฐบาลต่อรัฐบาล ๒. การชำระเงินต้องเปิดแอล/ซี (L/C) จากรัฐบาลผู้ซื้อมาที่กรมการค้าต่างประเทศ ประเทศไทย ๓. เวลาส่งมอบต้องส่งมอบจากกรมการค้าต่างประเทศไปยังรัฐบาลประเทศผู้ซื้อ แต่กรณีจีทูจีประเทศจีนไม่ใช่ครับ ข้อเท็จจริงก็คือที่บอกว่าขายจีทูจีให้ประเทศจีน ที่แท้คือขายให้บริษัท สยามอินดิก้า โดยอุปโลกน์บริษัทจีนขึ้นมาชื่อบริษัท เอสจี จีเอส อิมพอร์ต เอกซ์พอร์ต คอปอเรชัน ที่หมอวรงค์อภิปรายไปนั่นแหละครับ