สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หารือเรื่องต่างๆ เช่น คำสั่งล่าสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, การแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหมโดยมิชอบ, การจัดซื้อเรือลาดตระเวน 3 ลำ, ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และการทุจริตในการแก้ปัญหาน้ำท่วม รวมถึงการบิดเบือนข้อมูลในการรายงานผลการดำเนินการ และยังหารือเรื่องตลาดนัดจตุจักรที่เกี่ยวข้องกับข้อสอบ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ

เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ไม่กี่วันมานี้ครับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งล่าสุดสั่งให้เร่งถอดยศตำรวจ ที่กระทำความผิดคดีถึงที่สุดแล้ว แต่กรณีนี้เป็นกรณีหนึ่งที่ยังไม่ได้ดำเนินการจึงเป็นที่มา ที่พวกกระผมไม่ไว้วางใจรองนายกรัฐมนตรีที่มีหน้าที่สั่งปฏิบัติราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในข้อหาไม่รักษากติกาบ้านเมือง เลือกปฏิบัติ หวังเอื้อนายเพื่อได้ดี แล้วในที่สุดสุดท้าย คะแนนเพื่อนายก็ออกมาได้เอ (A) จริง ๆ โดยไม่ต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงรอบ ๒ ท่านได้รับเลื่อนตำแหน่งจากรองนายกรัฐมนตรี คนที่สอง ขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี คนที่หนึ่ง พฤติกรรมแบบนี้แหละครับที่พวกผมต้องยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

รัฐมนตรีท่านต่อมาครับคือท่าน พลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เรื่องของท่านมี ๓ เรื่องครับ

เรื่องแรกคือเรื่องการแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหมโดยมิชอบก่อนอื่น ขออนุญาตทำความเข้าใจกับท่านประธานว่าประการที่ ๑ พวกกระผมไม่มีเป้าหมาย และความตั้งใจใด ๆ ในการเข้าไปแทรกแซงการโยกย้ายแต่งตั้งในกระทรวงกลาโหม ประการที่ ๒ พวกกระผมไม่มีความประสงค์จะไปเข้าข้างผู้มีส่วนได้เสียท่านหนึ่งท่านใด เป็นกรณีเฉพาะ แต่ประการที่ ๓ ที่ต้องอภิปรายเพราะเหตุว่าพบการกระทำความผิดกฎหมาย ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและนายกรัฐมนตรี ถ้าจะพูดกันโดยกฎหมาย และระเบียบ การแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหมต้องปฏิบัติตามขั้นตอน ตามพระราชบัญญัติ จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ปี ๒๕๕๑ มาตรา ๒๕ ประกอบกับข้อบังคับ กระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ปี ๒๕๕๑ ข้อ ๑๔ นั่นคือจะต้องเริ่มต้นโดยปลัดกระทรวงกลาโหม โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้เสนอรายชื่อผู้สมควรเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม คนต่อไปเพื่อส่งไปเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ คณะกรรมการที่ว่านี้เป็นคณะกรรมการ ตามกฎหมายจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ บังเอิญชุดนี้ไม่มีก็ผ่านไป มี ผบ.สส. ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. แล้วก็ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นกรรมการและเลขานุการ เจ้ากรมเสมียนตราเป็นผู้ช่วยเลขานุการ ชุดนี้จะเป็นผู้พิจารณารายชื่อที่ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นผู้เสนอมา หากคณะกรรมการชุดนี้ ไม่เห็นด้วย สิ่งที่ต้องทำก็คือปลัดกระทรวงกลาโหมต้องกลับไปทำรายชื่อมาใหม่แล้วเสนอ กลับมาใหม่ แต่พฤติกรรมผิดกฎหมายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็คือพฤติกรรมล้วงลูก ทำไมล้วงลูกผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายฉบับนี้เขาเขียนไว้อย่างที่ผมกราบเรียนเพื่อป้องกัน การล้วงลูกของฝ่ายการเมืองลงไปสั่งการว่าเอานาย ก นาย ข นาย ค เขาต้องให้ทำขึ้นมาจาก ปลัดกระทรวงกลาโหม ล้วงลูกจึงผิดกฎหมาย มีการประชุม ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ประชุมวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๕ อ้างว่าเป็นการประชุมคณะกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปยอมรับในศาลปกครองแล้วว่านี่คือการประชุมที่เป็นทางการ แต่ข้อเท็จจริงก็คือการประชุม ที่เรียกมาสั่งว่าจะเอาใครเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ผมไม่ได้พูดลอย ๆ และไม่เสียเวลาแล้วครับ ได้มีการเปิดเทปเสียงให้ท่านประธานได้ฟังมาเรียบร้อยแล้วว่ามีการสั่งการจริง ๆ ว่า ให้เอาคนไหน ๆ ถึงขนาดระบุว่าถ้าไม่ล้วงลูกเลยก็ไม่ต้องเซ็นซะดีกว่า ผมเปลี่ยนคำว่า ซะ เพื่อให้สุภาพขึ้น แต่แปลว่านี่คือการล้วงลูก ครั้งที่ ๒ ก่อนการประชุม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมย้ายปลัดกระทรวงกลาโหมไปช่วยราชการที่สำนักงานรัฐมนตรี จากนั้นก็เรียกประชุมครั้งที่ ๒ โดยไม่ให้ปลัดกระทรวงกลาโหมซึ่งเขายังมีตำแหน่งโดยถูกต้อง เพราะยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง แต่ไม่ได้รับเชิญให้เข้าประชุม แม้ขอเข้าประชุมก็ไม่ได้เข้าประชุม แล้วก็เห็นชอบผ่านรายชื่อตามที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมต้องการไปตามนั้น อีกทั้งรายชื่อที่นำเสนอนั้นเป็นรายชื่อที่พวกกระผมเชื่อว่า ขาดคุณสมบัติเพราะผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมได้นั้นจะต้องเป็น นายพลชั้นอัตราจอมพล ซึ่งทั้งกระทรวงมีแค่ ๖ คน และผู้ได้รับการเสนอชื่อก็ไม่ได้เป็น ๑ ใน ๖ จากนั้นนายกรัฐมนตรีก็นำรายชื่อเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๕ ซึ่งมีที่มาอันเกิดจาก การกระทำโดยมิชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทั้งที่นายกรัฐมนตรีก็ทราบดี เพราะได้มีการร้องเรียนไปที่นายกรัฐมนตรีแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไม่ชอบ และขอเข้าพบชี้แจง นายกรัฐมนตรีก็ไม่ให้เข้าพบชี้แจง นายกรัฐมนตรีรับรายชื่อมาจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมแล้วก็นำรายชื่อที่มีปัญหาขึ้นกราบบังคมทูล ตรงนี้อย่างไรที่พวกกระผมเขียนว่ามิบังควร ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและ นายกรัฐมนตรีจึงเข้าข่ายร่วมกันกระทำความผิดส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของบุคคล หรือบุคคลใด และให้บุคคลใด ได้รับความเสียหาย รวมทั้งกระทำผิดตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการ กระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๘ ฐานแทรกแซงการบรรจุแต่งตั้ง เลื่อนตำแหน่งของข้าราชการเพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้อื่น ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ท่านนายกรัฐมนตรีลุกขึ้นมาชี้แจงครับ ท่านบอกว่า เรื่องนี้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ทำหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้วว่า ให้ทำให้ถูกต้อง แปลง่าย ๆ ว่าอย่าทำอะไรผิด เพราะฉะนั้นแปลว่าจบแล้ว ท่านหมดหน้าที่แล้ว นี่คือความคิดท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ แต่ยิ่งท่านตอบแบบนี้ยิ่งสะท้อนพฤติกรรมลอยตัว แต่จะลอยตัวอย่างไรท่านก็หนีไม่พ้นความรับผิดชอบ เพราะนายกรัฐมนตรีคือผู้บังคับบัญชา ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านได้รับหนังสือร้องเรียนแล้วท่านต้องตรวจสอบและ ท่านต้องดำเนินการ แต่พฤติกรรมก็คือเมื่อส่งรายชื่อมาท่านก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ ตรงนี้ จึงเป็นที่มาของการที่พวกกระผมต้องยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมต่อประธานวุฒิสภาและต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านในประเด็นนี้

เรื่องที่ ๒ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมครับคือเรื่องการจัดซื้อ เรือลาดตระเวน ๓ ลำ ๕๕๓ ล้านบาทของกองทัพเรือ โครงการนี้เริ่มต้นวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๔ ประกวดราคาในวันนั้น แต่มีข้อร้องเรียนไปที่ สตง. มีข้อร้องเรียนไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปรากฏว่าทั้ง ๒ หน่วยงานมีความเห็นตรงกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องทุจริต ผิดกฎหมายฮั้ว สั่งชะลอ แต่ในที่สุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอนุมัติ ผมสรุปเท่านี้ครับ ตรงนี้จึงต้องไม่ไว้วางใจ

เรื่องที่ ๓ การเปลี่ยนอุปกรณ์ระบบยิงลูกลวงเพื่อหลอกจรวดนำวิถีของข้าศึก ชื่อนี้ผมตั้งเองครับ ตั้งเองเพื่อความง่ายในความเข้าใจแปลว่าอะไรครับ แปลว่ามันมีการจัดซื้อ อุปกรณ์ระบบยิงลูกหลอก แล้วก็เพื่อให้ลูกหลอกมันวิ่งไป จรวดนำวิถีจากข้าศึกเขาจะยิง เรือรบของเราคือเรือหลวงนเรศวรกับเรือหลวงตากสิน ๒ ลำ มันจะได้ไม่มาโดนเรือ จะได้วิ่งไปหา ลูกหลอกลูกลวงแล้วไประเบิดที่ลูกหลอกกับลูกลวงเรือจะได้ไม่เสียหาย เพราะฉะนั้นอุปกรณ์ ระบบยิงลูกลวงนี่สำคัญ กำหนดสเปกมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ปรากฏว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมเข้ามาวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๕ เปลี่ยนอุปกรณ์หลักจากระบบยิงลูกลวง แบบระบบแท่นหมุนได้รอบทิศทาง แปลว่าหมุนไปยิงทางไหนก็ได้ ถ้าลูกมาทางโน้นก็หมุนไป ยิงทางโน้น ลูกมาทางนี้ก็หมุนไปยิงทางนี้ ก้ม เงยได้ ถ้ามาสูงก็เงย มาต่ำก็ก้ม แต่เปลี่ยนจาก ระบบนี้ไปเป็นแท่นติดอยู่กับที่ หมุนไม่ได้ ถ้าลูกมาทางโน้นจะหมุนไปยิงต้องหันเรือครับ ถ้าจรวดนำวิถีมาสูงจะยิงสูงขึ้นไปเงยไม่ได้ต้องถอยเรือเพื่อให้องศามันสูงขึ้นไปโดน เพราะฉะนั้นนี่คือปัญหาว่าในที่สุดเกิดกรณีประเด็นเมื่อมีการอนุมัติให้เปลี่ยนอุปกรณ์ที่ว่านี้ กลายเป็นเรื่องใช้เงินเท่าเดิมแต่ถูกลงมาแค่ ๑,๐๐๐ บาทจากราคากลาง แต่กลายเป็นได้ของ ราคาถูกกว่า เทคโนโลยีล้าหลังกว่าเพราะที่ติดอยู่กับที่เป็นเทคโนโลยีตั้งแต่สมัยสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ที่สำคัญทำให้ลูกเรือเสี่ยงชีวิตมากที่สุด ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ต้องขออภิปราย ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประเด็นที่ ๓

ท่านถัดมาครับ พลตำรวจโท ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ความจริงเรื่องนี้ผมไม่พูดแล้วละครับ ไม่คิดจะพูดแต่ว่าต้องพูด ที่ต้องพูดเพราะว่าทันทีที่มีการยื่นญัตติมีการออกข่าวว่าผมไปกลั่นแกล้งท่าน บอกว่า ผมไปกลั่นแกล้งท่านเพราะว่าครั้งหนึ่งผมเคยถูกท่านจัดการเรื่องทุจริตในสมัยที่ท่านเป็นมือปราบ ทุจริต ถ้าเป็นผมผมไม่กล้าใช้ชื่อว่ามือปราบทุจริตนะครับ แต่ท่านกล้า แต่ผมต้องขออนุญาต กราบเรียนครับ เรื่องนี้เคยปรากฏขึ้นจริงสมัยท่านเป็นผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยุครัฐบาลทักษิณ กล่าวหาว่าผมกระทำทุจริต ตอนนั้นผมเป็นประธานวิปฝ่ายค้าน เหมือนเดี๋ยวนี้ครับตรวจสอบรัฐบาลเข้มข้นที่สุดก็เลยโดน ที่โดนไม่ใช่ผมทุจริต แต่โดนกลั่นแกล้ง กล่าวหาว่าผมทุจริต แต่ในที่สุดวัน เวลาพิสูจน์ ท่านส่งเรื่องเข้า ป.ป.ช. ป.ป.ช. มีมติเรียบร้อยแล้วครับเป็นเอกฉันท์ บอกว่าที่กล่าวหาว่าผมทุจริตไม่มีมูล เป็นเรื่องเท็จ

ประการที่ ๒ ผมนำเรื่องนี้ไปฟ้องศาลสถิตยุติธรรมว่าสิ่งที่ ท่านอดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางคือรัฐมนตรีชัจจ์ กุลดิลก กล่าวหาว่าผมทุจริตนั้น เป็นเท็จ หมิ่นประมาทผม สุดท้ายสู้กันหลายศาลคดีถึงที่สุดศาลพิพากษาว่า พลตำรวจโท ชัจจ์ กุลดิลก มีความผิด ตัดสินจำคุก ๓ เดือน ปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท ให้รอลงอาญา ๒ ปี แล้วก็ให้ลงหนังสือพิมพ์ขอขมาผม ๗ วัน แล้วท่านก็ได้กรุณาแล้วครับ กรุณาขอขมาผมแล้วกลางหน้าหนังสือพิมพ์ เพราะฉะนั้นผมกับท่าน พลตำรวจโท ชัจจ์ ไม่มีอะไรติดค้างกัน ผมทำบุญกรวดน้ำคว่ำขันอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลส่งไปให้หมดเรียบร้อย ครบถ้วนทุกประการ

แต่ที่ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเพราะพฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ของท่านครับ พฤติกรรม ๓ เรื่องที่ผมขอสรุปสั้น ๆ ที่สุดก็คือ

เรื่องที่ ๑ ท่านบกพร่อง ล้มเหลว ทุจริต กระทำผิดกฎหมายฮั้ว และกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ฐานปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติเพื่อประโยชน์บุคคลใด และทำให้รัฐได้รับความเสียหาย กรณีเสนอของบน้ำท่วม ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท จากท่านนายกรัฐมนตรี ได้มา ๑,๒๑๕ ล้านบาทแล้วก็ปล่อยปละละเลยให้เกิดการฮั้ว การทุจริต ๒๖ โครงการ ฮั้วกันอยู่ใน ๑๔ บริษัทผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเสนอราคา ถ้าให้บริษัทนี้บริษัทนี้ก็เสนอราคาต่ำ ที่เหลือก็เสนอให้มันสูง ๆ จะได้ไม่ได้ แล้วสูงกับต่ำ ก็ไปเสนอใหม่แล้วก็วนเวียนกัน จนในที่สุดวนกันอยู่ใน ๑๔ บริษัทได้มา ๒๖ โครงการ เป็นโครงการของกรมเจ้าท่า จนอธิบดีกรมเจ้าท่าทนไม่ไหวกลัวติดคุกลาออก

ท่านรัฐมนตรีชัจจ์เกี่ยวข้องตรงไหนครับ เกี่ยวข้อง ๑. เสนอโครงการนี้ เข้าไปใน ครม. ๒. ลงมติเห็นชอบด้วยลายมือตัวเอง เห็นชอบให้ไปทำสัญญา ๑๕ สัญญา จาก ๒๖ สัญญา มีหลักฐานชัดเจน พวกผมชี้แจงในสภาไปแล้วครับ ที่สุดผลงานออกมาขุดลอก ๗ แม่น้ำเละเทะไปหมดครับ ขุดในที่ที่ไม่ควรขุด ที่ที่ไม่ต้องขุดก็ขุดเพราะขุดง่ายอยู่ริมตลิ่ง พอน้ำลดปรากฏว่ามีร่องคูเฉพาะ ๒ ข้างแม่น้ำ ตรงกลางยังเป็นดอนเพราะไม่ได้ขุด และที่เลวร้ายที่สุดทำบัญชีรายงานเท็จของผู้รับเหมารายงานมา แดดจัดทุกวัน แต่ความจริงฝนตกกรมอุตุนิยมวิทยาเขาพูดชัด ทำไมบอกแดดจัดทุกวันเพื่อจะได้รวมจำนวน คิวดินที่ขุดอย่างไรครับ เมค (Make) ตัวเลขขึ้นมา ทำตัวเลขขึ้นมา บอกว่าแดดจัดก็เลยขุด วันนี้ได้ ๑๐,๐๐๐ คิว ๑๐,๐๐๐ คิว ๑๐,๐๐๐ คิว ผมไม่รู้จักหรอกครับมันกี่คิว แล้วในที่สุด จะได้รวมตัวเลขเยอะ ๆ แล้วก็มาเบิกสตางค์ เลวร้ายไปกว่านั้นเวลาทำสัญญาไม่ประกัน สัญญา ไม่ประกันผลงาน มีด้วยหรือครับ ทำสัญญากับรัฐทำอย่างไรก็ได้ไม่ต้องรับประกัน แต่สัญญาของท่านชัจจ์รัฐไม่ต้องรับ นี่คือปัญหา เพราะฉะนั้นปีนี้โชคดีนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ งบประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทของท่านถ้าน้ำมา เหมือนปีที่แล้วท่วมอีก เพราะ ๗ สายไม่ได้ทำอะไรเลยทำไปก็กะปริบกะปรอย ฝนถึงตก ๒ กระจ๊อกกระแจ๊กอย่างไรครับที่ผ่านมานี่พายุมาลูกครึ่งลูกมันถึงท่วมอีกอย่างไรครับ นี่คือสิ่งที่ขออนุญาตที่จะกราบเรียน ท่านรัฐมนตรีชัจจ์ตอบครับเรื่องนี้ไม่ใช่ท่านไม่ตอบ ท่านตอบ ๒ รอบ รอบแรกรอบหนึ่งเมื่อกี้ล่าสุดตอบอีกรอบหนึ่ง แต่วิธีตอบของท่านยาว เหมือนที่ท่านกำกับเลยครับ แต่ตกรางตลอด แล้วก็ตรง ๆ ครับตอบไม่ชัดสมชื่อจริง ๆ ครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ที่ท่านตอบไม่ได้ก็คือเรื่องมิสเตอร์เอ็กซ์ ที่กล่าวหาว่าเป็นคนช่วย เก็บค่าหัวคิว งบปกติเก็บ ๘ เปอร์เซ็นต์ ส่งข้าราชการ ๓ เปอร์เซ็นต์ รัฐมนตรี ๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าน้ำท่วมใช้ระบบอีออกชัน เก็บ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ส่งข้าราชการ ๕ เปอร์เซ็นต์ รัฐมนตรี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าใช้วิธีพิเศษผมเดาเอาถ้าวิธีพิเศษก็ ๑,๒๑๕ ล้านบาทนี่ละครับ งบน้ำท่วม ๓๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ส่งข้าราชการ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ รัฐมนตรี ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้ท่านชี้แจง ตกรางอีกรอบเหมือนกันผมฟังแล้วครับ บอกแต่ว่าผมไม่รู้จัก

เรื่องที่ ๒ ตลาดนัดจตุจักรครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท่านเก็งข้อสอบถูก