จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หารือเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี และกล่าวหาว่าฝ่ายรัฐบาลพยายามลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายค้าน โดยกล่าวหาทักษิณ ชินวัตร และภรรยาที่ซื้อที่ดินรัชดาภิเษก 33 ไร่จากสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานใต้บังคับบัญชานายกรัฐมนตรี
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ได้รับมอบหมายจากผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคประชาธิปัตย์และพรรครักประเทศไทย จำนวน ๑๕๗ รายชื่อ เพื่อให้ทำหน้าที่สรุป ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ และญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ก่อนการอภิปรายต้องยอมรับความจริงว่าฝ่ายค้านประสบกับปัญหาอุปสรรคมากมาย หลายประการ เริ่มต้นตั้งแต่การพบกับความพยายามในการลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายค้าน ในการทำหน้าที่ ท่านประธานคงเคยได้ยินคำว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้เป็นแค่ พิธีกรรม ความจริงขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าไม่ใช่เรื่องของพิธีกรรม แต่เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารของฝ่ายค้านแทนประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย ข้อกล่าวหาอีกประการหนึ่งก็คือว่ามีความพยายามทำให้เกิด ความเข้าใจว่าเมื่อพวกกระผมเป็นฝ่ายค้านก็ต้องทำหน้าที่ค้านทุกเรื่องซึ่งไม่เป็นความจริง แล้วก็ขออนุญาตเบื้องต้นทำความเข้าใจกับท่านประธาน ท่านประธานอยู่ในสภานี้มาตลอด คงจะเห็นการปฏิบัติหน้าที่ของพวกกระผม ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะที่ประชุม คณะรัฐมนตรีเสนอกฎหมายเข้าสภา ๓ สมัยประชุม วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันสุดท้าย ๕๙ ฉบับ ท่านประธานทราบไหมครับพวกกระผมยกมือให้กฎหมายรัฐบาลกี่ฉบับจาก ๕๙ ฉบับ ๕๗ ฉบับ ไม่เห็นด้วยแค่ ๒ ฉบับ ฉบับแรกคือพระราชกำหนดกู้เงินแก้ปัญหาน้ำท่วม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ไม่เห็นด้วยไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินมาแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ไม่เห็นด้วยกับการออกเป็นพระราชกำหนดที่รัฐบาลอ้างความจำเป็นเร่งด่วน และถ้าเป็น พระราชกำหนดสภาปรับปรุงแก้ไขอะไรไม่ได้เลย และพวกเราเห็นว่าไม่จำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วน ถึงขนาดที่ไม่ให้สภาตรวจสอบ และในที่สุดความจริงก็พิสูจน์จนถึงวันนี้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลยังเบิกไปแค่ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาทยังค้างอยู่ในสภา ยังค้างอยู่กับรัฐบาล รออะไรท่านทราบไหมครับ รอให้อภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านไปก่อนจะได้คล่องคออย่างไรครับ ไม่เชื่อท่านคอยดูเถอะครับ กับอีกฉบับหนึ่งคือพระราชกำหนดโอนหนี้ของกระทรวงการคลัง ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งพวกกระผมเห็นว่าผิดหลักการ เพราะเป็นกรณีที่รัฐบาล มีความพยายามจะโอนหนี้กระทรวงการคลังไปเพื่อเพิ่มเพดานในการที่รัฐบาลจะไปกู้หนี้และ เป็นภาระกับหนี้สาธารณะต่อไปในอนาคต ก็ ๒ ฉบับนี้เท่านั้นละครับที่พวกกระผม ไม่เห็นด้วย นอกนั้น ๕๗ ฉบับยกมือให้รัฐบาลทั้งหมด หรือตัวอย่างสำคัญอีกอันหนึ่ง ก่อนรัฐบาลจะไปทำสัญญาผูกพันกับต่างประเทศต้องมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เสนอเข้ามาทั้งหมด ๓ สมัยประชุม ๓๑ เรื่อง ไม่มีเรื่องไหน ที่ฝ่ายค้านคัดค้านแม้แต่เรื่องเดียว พวกผมสนับสนุนทั้งหมด ๓๑ เรื่อง นี่คือความเป็นจริง ที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นความพยายามที่จะลดความน่าเชื่อถือในการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านว่า พวกผมเป็นฝ่ายค้านก็เลยต้องค้านทุกเรื่อง ไม่จริงเลยครับ นี่คือสิ่งเบื้องต้นที่ขออนุญาต ทำความเข้าใจกับท่านประธาน นอกจากนั้นก็มีความพยายามกล่าวหาว่าพวกกระผมจับมือ กับผู้ชุมนุมกลุ่มพิทักษ์สยามเมื่อไม่กี่วันนี้เพื่อเจตนาล้มรัฐบาล ขอความกรุณาทำความเข้าใจว่า พวกกระผมประกาศยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่ก่อนที่กลุ่มพิทักษ์สยามจะประกาศ ชุมนุมด้วยซ้ำครับ แล้วก็ตกลงวัน เวลากันเสร็จสิ้นว่าเราจะอภิปรายกันวันที่ ๒๕ วันที่ ๒๖ วันที่ ๒๗ ตรงนี้คือความเป็นจริงที่ขอทำความเข้าใจเบื้องต้นตลอดไปจนกระทั่งถึง ความพยายามทุกวิถีทางในการลดความน่าเชื่อถือของผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยเจตนาต้องการทำให้ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านที่จะตรวจสอบนายกรัฐมนตรี มีปัญหา แต่ว่าโชคดีครับในที่สุดก็ไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายพวกผมก็เลยมา ทำหน้าที่ในสภาได้ อย่างไรก็ตามขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานครับว่า ตลอดระยะเวลา ๓ วันที่ผ่านมาพวกกระผมได้ทำหน้าที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงเข้มแข็ง ไม่หวั่นไหว แล้วก็ได้พิสูจน์ให้ท่านประธานได้เห็นว่านายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี กับรัฐมนตรี อีก ๒ ท่านนั้นไม่สมควรแก่การไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งต่อไปด้วยเหตุผลอย่างไร ซึ่งได้ชี้ให้เห็นมาชัดเจน ถัดจากนี้ไปกระผมขออนุญาตทำหน้าที่ไล่เลียงประเด็นเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้รับทราบอีกครั้งหนึ่งว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี แต่ละท่านสมควรไม่ไว้วางใจด้วยเหตุผลอะไร อย่างไร
ขออนุญาตเริ่มต้นที่ ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าความจริงเริ่มต้นไม่ได้คิดจะอภิปรายท่านละครับ ในทางตรงกันข้ามพวกกระผมชื่นชมท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมด้วยซ้ำ ชื่นชมในความกล้าหาญ พวกผมเห็นว่ารองนายกรัฐมนตรีเฉลิมกล้าหาญกว่านายกรัฐมนตรี และกล้าหาญกว่า รัฐมนตรีร่วมคณะทุกคน กล้าหาญที่กล้ายอมรับความจริงว่าเป็นขี้ข้าทักษิณ แต่เหตุผล ที่ต้องอภิปราย เหตุผลที่ต้องอภิปรายก็เพราะว่าท่านออกมาท้าวันละ ๓ เวลาก่อนอาหาร ประกอบกับแม้จะพ้นหน้ากฐินแล้วก็ตาม แต่ว่ามีผู้จองกฐินท่านไว้เป็นกรณีเฉพาะ เพราะฉะนั้นพวกกระผมก็เลยต้องจัดให้ ประเด็นสำคัญที่ขออนุญาตสรุปสำหรับ รองนายกรัฐมนตรีเฉลิมมีเรื่องเดียวครับ เรื่องบ่อนขออนุญาตไม่สรุป เพราะว่าหลังจากฟัง ท่านชี้แจงแล้วได้ข้อเท็จจริงตรงกันว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ ดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย ทั้งที่เคยเชี่ยวชาญ กำลังเชี่ยวชาญ และจะเชี่ยวชาญต่อไป ในอนาคต เรื่องเดียวที่ขอสรุปก็คือเรื่องกรณีของการไม่ถอดยศ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ขอย้อนกลับไปอีกรอบหนึ่งสั้น ๆ ว่าทำไมพวกผมต้องอภิปราย พวกผมต้องอภิปราย ก็เพราะว่าเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนั้น ได้ถามคณะกรรมการกฤษฎีกาไป ๒ ครั้ง โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถามไปครั้งที่ ๑ คณะกรรมการกฤษฎีกาตอบมาวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๒ ตอบว่ากรณีนี้เข้าข่ายถูกถอดยศ ถามไปครั้งที่ ๒ ต้องถามเพราะว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยไปร้องคัดค้านต่อ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เลยต้องถามไปอีกรอบหนึ่ง เพื่อความมั่นใจ คณะกรรมการกฤษฎีกาตอบกลับมาอีกเป็นครั้งที่ ๒ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ หลังยุบสภาเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ประมาณเกือบเดือน คณะกรรมการกฤษฎีกา ตอบมาอีกครั้งหนึ่งว่ากรณีถอดยศนี้เข้าเกณฑ์ถูกถอดยศทุกประการอีกเป็นครั้งที่ ๒ ตามระเบียบปี ๒๕๔๗ ที่กำหนดว่าให้ถอดยศเมื่อต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม สั่งปฏิบัติราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนวันนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวตอนถูกถาม ผมไม่อ้างแล้วครับ จะเสียเวลา ท่านตอบ ๒ ข้อ ๑. ไม่ถอด ๒. นอกจากไม่ถอดแล้วจะเพิ่มยศให้ด้วย ให้เป็น พลตำรวจเอก ทักษิณ ชินวัตร ท่านชี้แจงในสภาเมื่อวานซืน วันนี้ชี้แจงอีกเรื่องกรณีที่บอกว่า เพราะเหตุว่าที่มาของการถูกลงโทษ ศาลตัดสินจำคุกกรณีที่ดินรัชดาภิเษกนั้นเป็นกรณีที่ ประการที่ ๑ ไม่ใช่การทุจริต ท่านประธานคงจำได้ เพราะท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม บอกว่าการทุจริตแปลว่าแสวงหาประโยชน์มิควรได้เพื่อตนเองหรือผู้อื่น อย่าฉายหนังครึ่งม้วน ท่านคงจำได้ กรณีที่ดินรัชดาภิเษกเป็นแค่กรณีภรรยาซื้อที่ดินสามีผิด ไม่มีประเทศไหนในโลก เขาทำกันท่านบอกว่าอย่างนี้ กรณีมาตรา ๑๐๐ ของกฎหมาย ป.ป.ช. ที่ถือว่าเป็นมูล แห่งความผิดเป็นเรื่องออกย้อนหลังเป็นโทษ และเป็นเรื่องกลั่นแกล้งของพวกคณะปฏิวัติ ผมขออนุญาตทำความเข้าใจกับท่านประธานครับ คิดว่าถึงเวลาที่ต้องพูดเสียที ความจริง เรื่องนี้เป็นกรณีของการกระทำผิดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ มีมาก่อนที่ พันตำรวจโท ทักษิณจะเป็น นายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เรื่องการออกกฎหมายย้อนหลังไปกลั่นแกล้งให้เกิดการกระทำความผิด พระราชบัญญัติ ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๐ ระบุไว้ว่าห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใด และขีดเส้นใต้ คู่สมรส เป็นคู่สัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ จากนั้น ป.ป.ช. เขาก็ออกประกาศระบุว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องห้ามตามมาตรา ๑๐๐ คือใคร คือ ๑. นายกรัฐมนตรี ๒. รัฐมนตรี และไม่ได้ห้ามเฉพาะนายกรัฐมนตรี เมื่อห้ามแล้วห้ามคู่สมรสด้วยตามกฎหมาย เพื่ออะไรครับ เขาไม่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีและคู่สมรสไปทำสัญญากับรัฐเพื่อป้องกันการใช้อำนาจหน้าที่ ไปบังคับข่มเหง หรือใช้อำนาจหน้าที่ไปเป็นคู่สัญญากับรัฐที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้ใต้บังคับบัญชา ดูแลอยู่เพื่อประโยชน์อันมิชอบ เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ประเทศพัฒนาแล้ว หลายประเทศเขาก็มีกัน หากใครฝ่าฝืนก็จะมีโทษทางอาญา ข้อเท็จจริงก็คือคู่สมรส ท่านนายกรัฐมนตรีไปซื้อที่ดินรัชดาภิเษก ๓๓ ไร่จากสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานใต้บังคับบัญชานายกรัฐมนตรี สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรมีที่ดินทั้งหมด ๑,๐๔๖ แปลง ตั้งแต่ยึดมามีมา ไม่เคยขายแม้แต่แปลงเดียว นี่คือแปลงแรกในประวัติศาสตร์ที่เอาออกมาขายนี่คือข้อพิรุธ ข้อที่ ๑ ทำไมอยู่ ๆ เอาแปลงนี้ออกมาขายครับ ตอนที่ได้ที่ดินแปลงนี้ยึดมาจากเอราวัณทรัสต์ มูลค่าที่ดินแปลงนี้ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่เวลามาขายให้ภริยาท่านนายกรัฐมนตรีขาย ๗๗๒ ล้านบาท วันโอนวันที่เท่าไรท่านทราบไหมครับ วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๖ ๓๐ ธันวาคม แปลว่ารุ่งขึ้น ๓๑ ธันวาคม ๓๑ ธันวาคม แปลว่ารุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ๑ มกราคม โอนวันที่ ๓๐