ธนา ชีรวินิจ หารือถึงบทบาทและหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

ธนา ชีรวินิจ หารือถึงบทบาทและหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำว่าผู้นำต้องยึดประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว และวิพากษ์วิจารณ์การเปลี่ยนท่าทีของรัฐบาลที่หันมาผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์เดิมที่เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ ส่งผลให้เกิดความแตกแยกในสังคมไทย ต่อมาธนา ชีรวินิจ อภิปรายคัดค้านการนำร่างรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ. ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ กลับเข้าสู่สภาเพื่อลงมติในวาระที่สาม โดยชี้ว่ากระบวนการดังกล่าวขัดคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ สร้างความแตกแยก และสวนทางกับเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการเห็นความสามัคคี พร้อมยกตัวอย่างคำพิพากษากรณีหุ้นชินคอร์ป เพื่อแสดงถึงปัญหาความไม่เป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ถูกกล่าวหา

นายธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตอภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีพฤติกรรม ในการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม ทำลายระบบนิติรัฐ ขัดหลักนิติธรรม มีพฤติกรรมเลี่ยงความผิด เอื้อตัว เอื้อญาติ ไม่ได้เห็นประโยชน์ของ ประชาชนและแผ่นดินเป็นที่ตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ คนจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้จะต้อง ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๕ ครับ ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้อง ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ รัฐมนตรีก็มีความหมายถึง ท่านนายกรัฐมนตรีด้วย

“ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่าข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดี ต่อพระมหากษัตริย์และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศ และประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกประการ”

ท่านนายกรัฐมนตรีมีอีกสถานะหนึ่งครับ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีจำเป็นอย่างยิ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒

“สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทยโดยปราศจากการขัดกัน แห่งผลประโยชน์”

นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไว้ในที่ประชุมแห่งนี้ว่าคนเป็น นายกรัฐมนตรีนั้นมีกรอบของรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ ๒ มาตราด้วยกัน แต่นอกจาก บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้ว คนเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีจิตสำนึกในการที่จะทำงาน เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง คนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็น ตัวอย่างที่ดีของสังคม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของด้านคุณธรรม จริยธรรม การเคารพกฎหมาย ส่งเสริมให้คนทำความดี ต้องเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าประโยชน์ของตัวเอง หรือพวกพ้อง คนเป็นนายกรัฐมนตรีต้องเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน ไม่ว่าคนนั้น จะมีเชื้อสาย จะมีเผ่าพันธุ์ จะมีถิ่นกำเนิดอย่างไรก็ตาม ท่านนายกรัฐมนตรีต้องไม่แบ่งแยก ประชาชน ไม่เลือกข้างประชาชน สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนในเบื้องต้นก็คือ หลายครั้งที่รัฐบาลนี้พูดเสมอว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมีเสียงข้างมาก และท่านเน้นอยู่ตลอดเวลาครับว่าการมีเสียงข้างมากของท่านท่านจะทำอะไรก็ได้ เพราะท่านมาจากพี่น้องประชาชน ผมเรียนท่านทำความเข้าใจในส่วนนี้เบื้องต้นครับ แม้ว่าพี่น้องประชาชนจะเลือกท่านมา มี ส.ส. ในมือ ๕๐๐ คนเต็มสภาแห่งนี้ แต่สิ่งหนึ่ง ที่ท่านไม่สามารถจะทำได้เลยไม่ว่าท่านจะมีเสียงเท่าไรก็ตามก็คือการทำผิดกฎหมาย การทำสิ่งที่ขัดต่อหลักจริยธรรม คุณธรรม และขัดต่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้านายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้ใช้โอกาสที่ประชาชนมอบความไว้วางใจ ด้วยคะแนนเสียงมากมายเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรใช้โอกาสนี้ในการพัฒนา บริหารประเทศ บริหารชาติบ้านเมืองให้สู่ความเจริญถาวรของประเทศจะเป็นโอกาสดีครับ โอกาสสำคัญ เพราะฝ่ายค้านโดยเฉพาะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ยืนยัน ต่อท่านประธานมาตลอดว่าเราเป็นฝ่ายค้านที่จะไม่ขัดขวางการทำงานของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลยึดมั่นในผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติพวกเราสนับสนุน เราผ่านความเห็นชอบกฎหมายสำคัญต่าง ๆ มากมายที่จะเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ในการเข้าไปแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง แต่นายกรัฐมนตรีไม่ได้นำเอาสิ่งที่ พี่น้องประชาชนได้มอบความไว้วางใจให้กับท่านมาสร้างผลประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน เมื่อท่านเลือกตั้งเข้ามาได้ ท่านบริหารประเทศชาติ บริหารบ้านเมืองด้วยความเรียบร้อย เป็นเวลาเกือบปีครับ แต่อยู่วันหนึ่งท่านก็หยิบยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภา ตอนแรก ท่านนายกรัฐมนตรีตอบสื่อมวลชนชัดเจนว่ารัฐบาลจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการยื่นแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญ ให้เป็นเรื่องของสภา หลังจากนั้นก็มีการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญโดย ส.ส. ของพรรครัฐบาลหลายฉบับ และมีการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยภาคประชาชนซึ่งเป็นคน กลุ่มเดียวกับคนของรัฐบาล แต่อยู่ ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีก็แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลได้แถลงไว้กับสภา และ ๒. หากรัฐบาล ไม่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาก็จะถือว่ารัฐบาลเสียสิทธิในส่วนนี้ พูดง่าย ๆ ก็คือ รัฐบาลสงวนสิทธิในการที่จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาสู่การพิจารณาของสภา ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจครับท่านประธานว่าอยู่ ๆ ทำไมท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศต่อ สาธารณชนไปแล้ว และโดยปกติแล้วท่านมักจะไม่ค่อยเอาตัวเองเข้ามาผูกพันกับ การดำเนินการทางการเมือง หรือแม้กระทั่งในที่ประชุมแห่งนี้ แต่ทำไมท่านนายกรัฐมนตรี ถึงกลับคำพูดจากเดิมที่บอกว่ารัฐบาลจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ท้ายที่สุดท่านบอกว่ารัฐบาล ขอสงวนสิทธิที่จะยื่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภา นั่นเป็นคำถามที่พี่น้องประชาชน และผมเองก็มีความสงสัยครับท่านประธาน นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาท่านประธานก็คงจะ เห็นด้วยกับผมว่าบ้านเมืองเกิดความแตกแยก พี่น้องประชาชนมีความคิดแตกต่างกัน โดยสิ้นเชิง เกิดความรู้สึกไม่ลงรอยกัน เกิดความรู้สึกว่าถูกแบ่งแยกโดยรัฐบาล รัฐบาลถือหาง หรือรัฐบาลสนับสนุนกลุ่มการเมืองภาคประชาชนที่เขาสนับสนุนรัฐบาลที่จะมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลทอดทิ้งและผลักไสคนอีกส่วนหนึ่งของประเทศ ที่เขาไม่ได้เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นคือวันที่เกิดวิกฤติของประเทศชาติอีกครั้งหนึ่ง ที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมเสียดายโอกาสว่าทำไมนายกรัฐมนตรีไม่ใช้โอกาสนี้ ในการที่จะนำพาประเทศ แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่มีขึ้นมาให้สำเร็จลุล่วงตามที่ท่านได้ให้ คำมั่นสัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อยื่นกฎหมายรัฐธรรมนูญเข้ามา อ้างว่ารัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ทุกคนทราบครับว่าเป้าหมายหลักของ การยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คือการที่รัฐบาลจะเข้ามาแก้ไข มาตรา ๓๐๙ แห่งบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๖ มาตรา ๓๐๙ เป็นมาตราที่ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่สร้าง ความไม่สบายใจให้กับท่านนายกรัฐมนตรีและพรรคการเมืองของท่าน มาตรา ๓๐๙ เขียนไว้อย่างนี้ครับ

บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้ง การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ท่านต้องการเอามาตรานี้ออกไปครับ ออกไปเพราะว่าท่านต้องการให้คนของท่าน พี่น้อง คนใกล้ชิดของท่านได้พ้นจากปัญหาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการทางกฎหมาย หลังจากที่มีการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๙ รัฐธรรมนูญขอแก้ไขเข้ามา ท่านประธานคงจะจำได้ สภาแห่งนี้ถกเถียงกันมากเลยครับ ผมเป็นกรรมาธิการวิสามัญ ได้พูดคุยได้พยายามที่จะทำความเข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของรัฐบาล มีอยู่วันหนึ่งครับท่านประธานคงจำได้ เสียงข้างน้อยอย่างพวกผมชนะเสียงข้างมาก ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ โดยปกติเขาก็จะนำกลับมาแก้ไขกันในที่ประชุมสภา รัฐบาลยอมไม่ได้เลยครับ ยอมไม่ได้แม้จะมีใครมาเปลี่ยนแปลงถ้อยคำรายละเอียดหรือ หลักการที่รัฐบาลเสนอมา รัฐบาลบอกว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะเป็นความต้องการ ของประชาชน แต่ไม่ยอมรอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนที่เขารอตรวจสอบ อ้างว่ารัฐบาลต้องรักษาสิทธิ ผมจำคำนี้ได้ดีครับว่ารักษาสิทธิ รักษาสิทธิของใคร รักษาสิทธิอะไร ผมกราบเรียนท่านประธานต่อมาครับ หลังจากที่ท่านไปดูกันแล้วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ อย่างเดียวไม่พอ ไม่พอที่จะทำให้กระบวนการที่ได้ดำเนินการและมีการ พิพากษาว่ามีความผิดได้พ้นผิดได้ ทางเดียวที่จะทำให้การพ้นผิดนอกจากแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็คือการเสนอ พ.ร.บ. ล้างมลทิน หรือ พ.ร.บ. ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ท่านประธานจะเห็นนะครับว่า ๒ กระบวนการนี้เดินมาด้วยกัน ด้วยความเร่งรีบ ด้วยความเร่งรัด รีบร้อน พวกผมทำหน้าที่ในที่ประชุมแห่งนี้ในการต่อต้านรัฐธรรมนูญ ฉบับดังกล่าว ๑๕ วัน ๑๕ คืน ชี้แจงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นให้พี่น้องประชาชนได้ทราบ ท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งห้ามรัฐสภาแห่งนี้ลงมติในวาระที่สาม ท่านถอยหลังมา ก้าวหนึ่งครับ แต่พอท่านถอยหลังมาก้าวหนึ่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ที่เข้าสู่สภาก็มีปัญหา มีมวลชนที่เข้ามาแสดงเจตจำนงว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลในเรื่องนี้ จาก ๘ เดือนที่รัฐบาลบริหารชาติบ้านเมือง ทุกคนยอมรับชะตากรรม ทำงานสร้างบ้าน สร้างเมืองเพื่อให้ประเทศชาติได้พัฒนาถาวร แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะสร้างความแตกแยก ให้เกิดขึ้นด้วยการเสนอรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ. ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ มาวันนี้ยืนยันกันอีกแล้วครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ค้างอยู่ใน วาระที่สาม ท่านจะนำกลับเข้ามาใหม่ ท่านจะนำกลับเข้ามาใหม่แล้วมาโหวตในวาระที่สาม ไม่สนใจคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็สงสัยครับท่านประธานว่าทำไมท่านยังยึดมั่น ยังดึงดัน ยังเดินหน้าทั้ง ๆ ที่รู้ว่าบ้านเมืองจะมีปัญหา จะเกิดความแตกแยกวุ่นวาย จะทำให้ประเทศชาตินั้นจะต้องหยุดชะงักไปอีก ซึ่งต่างกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลง เมื่อตอนเช้านี้หลังจากที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ลุกขึ้นอภิปรายในสภา ท่านบอกว่าท่านไม่อยากเห็นบรรยากาศที่เกิดการแตกแยกในบ้านเมือง ต่างประเทศ ที่อยากจะมาลงทุนในเมืองไทยเขาชะงัก ความขัดแย้งทางการเมืองไม่อยากให้มี อยากเห็นความรักสามัคคีของประชาชน เคารพในกฎหมายในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าผมไม่ได้นั่งอยู่ในห้องประชุมสภาแห่งนี้ผมไม่เชื่อเลยครับว่า คำนี้ออกมาจากปากท่านนายกรัฐมนตรี เพราะมันสวนทางกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ท่านรู้อยู่แล้วครับว่าถ้าท่านหยิบกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ. ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ กลับเข้ามาสู่สภาเมื่อไร บ้านเมืองก็จะลุกเป็นไฟ เกิดความแตกแยกทางความคิดกัน อีกครั้งหนึ่ง แล้วมวลชนก็จะออกมา ซึ่งเราไม่ต้องการเห็นภาพอย่างนี้ เราอยากเห็นประเทศ เดินหน้าไปได้ แต่ทำไมท่านถึงต้องเดินหน้าเรื่องนี้ต่อ ผมเพิ่งพบคำตอบครับท่านประธาน ขออนุญาตท่านประธาน ผมมีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งฟ้อง พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ผู้ถูกกล่าวหา และมีผู้ร้องคัดค้านอยู่จำนวนหลายท่าน ผมจะไม่ พูดถึงครับท่านประธาน แต่ผมจะพูดถึงท่านเดียวคือผู้ร้องคัดค้านที่ ๔ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คดีนี้ศาลพิพากษาอย่างนี้ครับท่านประธาน พิพากษาให้เงินที่ได้จาก การขายหุ้นและเงินปันผลหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน ๔๖ ล้านบาท ก็แล้วกันตัวเลขกลม ๆ ครับท่านประธาน พร้อมดอกผลเฉพาะดอกเบี้ยที่ได้รับจากบัญชี เงินฝากนับตั้งแต่วันฝากเงินจนถึงวันที่ธนาคารส่งเงินจำนวนดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน แล้วก็มีการบังคับเอาจากทรัพย์สินดังกล่าว หากไม่พอให้บังคับเอาจากทรัพย์อื่นของ ผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านที่ ๑ ถึงที่ ๕ ซึ่งก็รวมผู้คัดค้านที่ ๔ คือนายกรัฐมนตรี มีคำสั่ง อายัดไว้ หากได้เงินครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้วก็ให้เพิกถอนคำสั่งอายัด นี่คือสิ่งที่ผม กราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่สบายใจที่ได้เห็นท่าทีของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่จะเดินหน้าสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ผมเชื่อว่าท่านเดินหน้าแน่ เพราะ พ.ร.บ. ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ มาตรา ๔ เมื่อพระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับแล้ว ถ้าผู้กระทำการตามมาตรา ๓ อยู่ในระหว่างการสอบสวน ให้ผู้มีอำนาจสอบสวนระงับ การสอบสวนผู้นั้น ถ้าอยู่ในระหว่างการฟ้องร้อง ให้พนักงานอัยการหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง ระงับการฟ้องหรือให้ถอนฟ้อง ถ้าผู้นั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้าผู้นั้นรับโทษอยู่ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดและปล่อยตัวผู้นั้นไป แก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ ผ่าน พ.ร.บ. ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ มาตรา ๔ นั่นหมายถึงคดีที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีการยึดทรัพย์นักการเมือง ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท และในการพิจารณาคดีดังกล่าว ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้เบิกความอย่างนี้ครับท่านประธาน