สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

บุญทรง เตริยาภิรมย์ เสนอความช่วยเหลือแก่เกษตรกร โดยเน้นย้ำว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแผนการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างชัดเจน และมีการตรวจสอบและประกาศกระบวนการในการคำนวณและจ่ายเงินให้กับเกษตรกร นอกจากนี้ บุญทรง เตริยาภิรมย์ ยังชี้แจงว่าโครงการประกันรายได้เกษตรกรจะไม่ขาดทุน และมีการตรวจสอบและประกาศกระบวนการในการจ่ายเงินให้กับเกษตรกร

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้ลุกขึ้นมาประท้วง ผมเป็นคนที่เสียหายมากที่สุดในเรื่องนี้ เพราะท้ายที่สุดแล้วนี่ท่านสมาชิกผู้อภิปรายคนสุดท้ายของฝ่ายค้านบอกว่า ให้ท่านนายกรัฐมนตรีปลดผม ถ้าผมไม่ชี้แจงแล้วท่านนายกรัฐมนตรีไปเข้าใจเหมือนที่ ท่านอภิปรายผมก็ซวย เพราะฉะนั้นขออนุญาตให้เวลาผมได้ชี้แจงนิดหนึ่งเถอะครับ เห็นใจหน่อย ไม่นานนะครับ ก็จะพยายามใช้เวลาให้ประหยัดมากที่สุด

ในประเด็นถัดไปกราบเรียนว่าผมจดให้ท่านไป ๙ เรื่อง ผมจำไม่ได้แล้ว แต่ผมจะค่อย ๆ ทยอยไป ในประเด็นเรื่องของการที่ไปกล่าวว่าโครงการรับจำนำนั้นใช้เงินไป แล้วผลประโยชน์เอื้อให้กับโรงสี ซึ่งก็กล่าวหาผมอีกว่าผมไปดำเนินการแล้วโรงสีได้ประโยชน์ ชาวนาไม่ได้ประโยชน์ก็จะขออนุญาตชี้แจงสั้น ๆ ในประเด็นนี้โครงการนาปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ ใช้เงินไป ๑๑๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท นาปรังปี ๒๕๕๕ ใช้ไปอีกเกือบ ๆ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมทั้งสิ้นใช้ไป ๓๓๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นเงินที่ ธ.ก.ส. กู้กระทรวงการคลังค้ำประกัน แล้วก็จ่ายให้กับเกษตรกรชาวนาตามใบประทวนที่มาจำนำเข้าบัญชีเกษตรกรชาวนา โดยตรง ไม่ผ่านมือโรงสี ไม่ผ่านมือเจ้าหน้าที่ ไม่ผ่านมือใครใด ๆ ทั้งสิ้น เงินผ่านไปโดย ระบบอิเล็กทรอนิกส์โอนบัญชีจาก ธ.ก.ส. เข้ากับบัญชีชาวนา เพราะฉะนั้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่จ่ายไปก็ถึงชาวนา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้ใครใด ๆ ทั้งสิ้น กรณีที่ยกมา อ้างว่าโรงสีนั้นโรงสีนี้รับจ็อบรับงานได้มากขึ้นมีกำไรมากขึ้นในช่วงระยะเวลา ๑๒ เดือน ที่ผ่านมาก็เรียนว่าก็คงจะจริง เพราะว่าโรงสีเหล่านั้นเป็นคู่สัญญากับทาง อคส. กับ อ.ต.ก. แล้วคู่สัญญามีหน้าที่ทำอะไรครับ มีหน้าที่รับสีแปรสภาพ แล้วแต่ละโรง ก็มีคาพาซิตี้ (Capacity) ในการที่จะสีแปรสภาพแตกต่างกันไป ตัวเลขที่ท่านให้มา ก็อาจจะสอดคล้องไปกับคาพาซิตี้ของโรงสีนั้น ๆ ดังนั้นค่าดำเนินการในการสีแปรสภาพ ก็จะเป็นรายได้ของโรงสีคือตันละ ๕๐๐ บาท ซึ่งอันนี้โรงสีทุกโรงที่เข้าโครงการ ๖๐๐ กว่าโรง ๙๐๐ กว่าโรง ๗๐๐-๘๐๐ โรงก็จะมีรายได้จากส่วนนี้ ดังนั้นก็กราบเรียนว่าเงินที่จ่ายให้เกษตรกรชาวนาเป็นเงินที่จ่ายให้โดยตรง ส่วนค่าสีแปรสภาพ โรงสีจะได้จากคู่สัญญาคือ อ.ต.ก. กับ อคส. โดยไม่ได้จ่ายเป็นเงินสดนะครับ ให้หักเป็นข้าวที่สีได้ ซึ่งอันนี้ก็จะมีกระบวนการในการคำนวณ แล้วก็มีการประกาศที่ชัดเจน ซึ่งท่านก็สามารถที่จะ ตรวจสอบตรงนี้ได้ กรณีที่กล่าวหาว่ามีข้าวเพิ่มขึ้นมาโดยไม่รู้มาจากไหน แล้วบอกว่า มีการรับแค่ ๑๘ ล้านตัน ก็กราบเรียนว่าข้อมูลเอกสารฉบับนี้อาจจะเป็นข้อมูลที่เก่าไป สักนิดหนึ่ง เพราะว่าตอนที่เตรียมข้อมูลเอกสารฉบับนี้เราเตรียมไว้ในช่วงเดือนสิงหาคม ดังนั้นในท้ายที่สุดแล้วเงิน ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ใช้ในการรับจำนำข้าวทั้งสิ้น ๒๑.๔ ล้านตัน ทั้ง ๒ ฤดูกาล ๒ ครอพ (Crop) ดังนั้นตัวเลข ๑๘ ล้านตันก็อาจจะไม่สอดคล้อง ท่านยกขึ้นมา อภิปรายก็ไม่ว่ากันท่านได้พูดไปตรงนั้น ผมก็จะขอชี้แจงว่าตัวเลขไม่ตรงนะครับ แล้วก็กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการโครงการนี้อย่างตรงไปตรงมาชาวนาได้รับประโยชน์ อย่างเต็มที่ กรณีที่มีข้อมูลว่าข้าวผลผลิต ๓๔ ล้านตันในปีที่ดีที่สุด ในปีที่แย่ที่สุด ๒๙ ล้านตัน แต่ผมไปเช็กดูตัวเลขของ ธอส. ที่มีการจ่ายเงินให้กับเกษตรกรเมื่อปี ๒๕๕๓ ปรากฏว่า จ่ายเงินชดเชยเกษตรกรในโครงการประกันรายได้คิดออกมาแล้ว ๔๑ ล้านตัน ก็ไม่ทราบว่า มาจากไหนได้เหมือนกัน เพราะว่าในโครงการของผมรัฐบาลที่ผ่านมานี่เรารับจำนำมา ๒๑ ล้านกว่าตัน แล้วผลผลิตมัน ๓๐ กว่าล้านตัน ไม่ถึง ๔๑ ล้านตัน ก็ต้องกราบเรียนว่า สิ่งที่ท่านได้อภิปรายนี่ทำให้ผมเกิดความเสียหายก็ต้องชี้แจงนะครับ

มาถึงกรณีเรื่องของการระบายข้าว กราบเรียนว่าแนวทางที่กระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบจากรัฐบาลให้ดำเนินการระบายนี่ ๔ รูปแบบ รูปแบบก็คือ จีทูจีขายให้กับผู้สนใจ ซื้อโดยผ่านการประมูล ซึ่งท่านก็อภิปรายไปแล้ว แล้วก็มีการขายให้กับหน่วยงานของรัฐ หรือขายผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ทีนี้สิ่งที่ท่านอภิปรายกันมากที่สุดก็คือ ระบบ จีทูจี ผมก็จะกราบเรียนชี้แจงว่าเรื่องนี้จริง ๆ แล้วมันไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรเลย ผมคิดว่าการดำเนินการอภิปรายก็อาจจะเป็นการจินตนาการแล้วก็ข้อมูลที่ท่านให้มาทั้งหมด ก็ต้องขอขอบคุณนะครับ เพราะว่าผมก็ไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยเช่นกัน แต่วิธีการ ที่ผมไปตรวจสอบในกระทรวงพาณิชย์ที่ผมรับผิดชอบนี่ในอดีตที่ผ่าน ๆ มาไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลใดก็แล้วแต่ ตั้งแต่รัฐบาลท่านทักษิณ รัฐบาลใครต่อใครเรื่อยมาจนกระทั่งถึงรัฐบาล อดีตนายกรัฐมนตรีท่านอภิสิทธิ์ ก็มีการบอกว่าวิธีการระบายข้าวต้องคำนึงถึงตลาดภายใน และตลาดโลก เพราะประเทศไทยเป็นประเทศผู้ค้ารายใหญ่ จึงต้องเลือกวิธีการที่แตกต่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสม ต้องขอเป็นความลับทางการค้า ต้องขอเป็นความลับทางการค้า แม้กระทั่งคนในพรรคของท่านเองก็มีความคิดไม่ต่างจากผมนะครับในการระบาย เราก็ดำเนินแนวทางการค้าเสรีแต่เรามีคู่แข่งสินค้าชนิดเดียวกันในโลก เราจะไปเปิดเผย ข้อมูลต่าง ๆ นานาให้กับคู่ค้าเรารู้มันก็เป็นการเผยไต๋นะครับ ผมจึงกราบเรียนว่า ผมไม่ได้ทำอะไรที่ผิดแปลกไปจากที่ผ่าน ๆ มาเลย เพราะผมก็ไปตรวจสอบมาว่า ในการดำเนินการทำทีโออาร์ในช่วงฤดูการซื้อขายใน ๓ ปีที่ผ่านมาทีโออาร์ก็เหมือนกับ ที่ผมทำแหละครับเหมือนกันเลย ขายโดยมีคุณสมบัติของผู้ซื้ออย่างไร ต้องเป็นผู้ส่งออก มาแล้วอย่างไร จะต้องมีการขึ้นทะเบียนกับกรมการค้าต่างประเทศมาอย่างไร การขายไปต่างประเทศจะต้องขายในราคาอย่างไร แล้วยังมีด้วยนะครับ ท่านก็ขาย เอ็กซ์แวร์เฮาส์มาเช่นเดียวกัน ขายที่หน้าคลัง เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนนะครับว่า การอภิปรายของท่านทำให้ผมเกิดความเสียหาย ผมจึงต้องลุกขึ้นมาชี้แจงนะครับ แล้วการอภิปรายของท่านในช่วงปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ โดยเฉพาะปี ๒๕๕๓ นี่ ๑๐ กว่าครั้ง ไม่มีการประกาศนะครับ ของผมยังมีการประกาศเปิดให้ประมูลนะครับ อันนี้ไม่มีการประกาศเลยนะครับ เพราะฉะนั้นผมทำดีกว่าของท่านด้วย ประกาศให้มี การประมูลเข้ามา แล้วทุกครั้งมีการประกาศประมูลท่านก็เอามาอ่านเองนะครับว่าประมูลไป แต่ละครั้งมีผู้เข้าประมูลเท่าไร แต่ในอดีตที่ผ่านมา ๒ ปี ๓ ปีนี้ไม่มีการประมูลครับ เปิดให้คน มาเสนอแล้วก็ซื้อขายตกลงกันได้เลย ก็คนในพรรคท่านนะครับที่เป็นผู้รับผิดชอบ คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติก็เป็นผู้อนุมัติ ดังนั้นก็ขออนุญาตกราบเรียนนะครับว่า เรื่องของการระบายข้าวตรงไปตรงมาครับไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง แล้วการที่เปิดให้ หน่วยงานของรัฐบาลต่างประเทศมาเสนอซื้อก็กราบเรียนนะครับว่าเราเอง ผมให้นโยบาย กรมการค้าต่างประเทศไปว่าทุกครั้งนี่ต้องตรวจสอบนะ เพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของ ความละเอียดอ่อน แล้วก็มีการติดตามทั้งจากฝ่ายค้าน ติดตามจากประชาชนทั่วไป นักวิชาการ แล้วก็ประชาชนว่าการดำเนินการต้องให้โปร่งใส เอกสารหลักฐานก็มีมาแสดง ให้เห็นว่าเรามีการตรวจสอบ ตรวจสอบไปถึงรัฐบาลของจีน ตรวจสอบผ่านสถานทูตจีน ก็ยืนยันว่าหน่วยงานที่มาติดต่อกับกระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศนั้น เป็นหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานของรัฐบาลจริง ๆ คำว่าหน่วยงานของรัฐบาลท่านก็คงจะ เข้าใจนะครับว่าเป็นรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลจีนถือหุ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อมีหลักฐานมาเช่นนี้ เราจึงไม่สามารถที่จะไปปฏิเสธการเจรจากับเขา ดังนั้นเมื่อมีการตกลงซื้อขายโดย กรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เจรจาในรายละเอียด ทั้งเรื่องของ ตัวสินค้า ทั้งเรื่องราคา ระยะเวลาการส่งมอบ วิธีการชำระเงิน ก็เป็นผู้ที่มีหน้าที่จะไปลงนาม สัญญา ส่วนประเทศที่ซื้อไปแล้วเขาจะมอบหมายให้ใครมาเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ รับสินค้าจากกรมการค้าต่างประเทศ หรือ อคส. หรือรัฐบาลไทย ก็เป็นสิทธิของเขา กราบเรียนว่าผมไม่มีสิทธิไปก้าวก่าย ฉะนั้นก็ต้องขออนุญาตกราบเรียนชี้แจง ผ่านท่านประธาน เผื่อท่านผู้ฟัง ท่านผู้ชมก็จะได้เข้าใจว่าวิธีการปฏิบัตินั้นเราไม่มีสิทธิ จะไปก้าวก่ายในกรณีที่ผู้ซื้อรับทำสัญญาซื้อขายไปแล้ว แล้วก็จะมอบหมายให้ผู้ใด เป็นผู้ดำเนินการ ดังนั้นการที่จะไปสืบเสาะหาข้อมูลในทำนองอย่างนั้นก็ไม่ใช่หน้าที่ของผม ที่กระทรวงพาณิชย์

เรื่องของการทำทีโออาร์เอื้อประโยชน์ เอื้อพวกพ้อง ผมได้ชี้แจงไปแล้ว เรื่องของการเอื้อประโยชน์ให้กับโรงสีก็ชี้แจงไปแล้ว ทีนี้ข้อมูลของเกษตรกรครับ ท่านประธานที่ได้อภิปรายมาเมื่อตอนเช้าบอกว่าข้อมูลเกษตรกรในขณะนี้ มันมีความแปลกว่ามันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ผมก็ได้ให้ทางหน่วยงาน ธ.ก.ส. ไปเอาหลักฐาน มาให้ผมว่าการดำเนินการที่ผ่านมามีการดำเนินการชำระเงินไปอย่างไร ในปี ๒๕๕๒ มีเกษตรกรอยู่ ๔,๐๙๐,๐๐๐ ราย ในปี ๒๕๕๓ มี ๔,๗๐๐,๐๐๐ กว่าราย แล้วพอมา ปี ๒๕๕๔ เหลืออยู่ประมาณ ๓,๗๐๐,๐๐๐ กว่าราย ฉะนั้นไม่ว่าใครนะครับ ตัวเลขมันเคลื่อนไปเคลื่อนมา การขึ้นทะเบียนก็เคลื่อนไปเคลื่อนมา แต่ผมขออนุญาต กราบเรียนว่าขั้นตอนของกระทรวงพาณิชย์เป็นขั้นตอนที่อยู่ตรงกลาง ต้นน้ำคือกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อาจจะช่วยชี้แจงนะครับ เพราะว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินการสำรวจแล้วก็ขึ้นทะเบียนเกษตรกร ที่จะเข้าโครงการทั้งหมด เมื่อขึ้นทะเบียนแล้วมีการดำเนินการประชาคมแล้วเกษตรกร จึงสามารถจะนำข้าวพร้อมกับใบรับรองนั้นมาเข้าโครงการรับจำนำ โดยการมาติดต่อกับโรงสี ที่อยู่ในโครงการ โรงสีในโครงการก็จะต้องถือเอาหลักฐานทางราชการซึ่งกระทรวงเกษตร และสหกรณ์เป็นผู้ออกให้ เป็นเกณฑ์ในการรับ ไม่สามารถที่จะไปโต้แย้งหลักฐานทางราชการ อันนั้นได้ แล้วก็ไม่มีสิทธิที่จะไปตรวจสอบหรอกครับเพราะว่าพี่น้องเกษตรกรเป็นจำนวน เป็นล้าน ๆ นะครับ เมื่อเอาหลักฐานมาแล้ว เอาข้าวมาแล้วต้องรับทุกเมล็ด ความหมาย ของคำว่าทุกเมล็ดในโครงการนั้นมิได้หมายความว่าผลผลิตมี ๓๓ ล้านตัน ก็จะต้องไป ขวนขวายเอาเข้ามาให้หมด ๓๓ ล้านตัน เกษตรกรท่านมีสิทธิเลือกนะครับ พี่น้องประชาชน ชาวนามีสิทธิเลือก บางท่านอาจจะมีความประสงค์ที่จะเอาไปขายในตลาด เอาขายให้กับโรงสีโดยตรง หรือขาย ให้กับพ่อค้าผู้ส่งออกใด ๆ ก็เป็นสิทธิของชาวนานั้น ๆ ดังนั้นความหมายของรับจำนำ ทุกเมล็ดจึงหมายความว่าเมื่อเกษตรกรชาวนานำข้าวในความรับผิดชอบ หรือว่า ในครอบครองของตนเองตามใบทะเบียนรับรองของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มา ณ จุดรับจำนำ ไม่มีสิทธิที่จะไปปฏิเสธที่จะรับจำนำ ดังนั้นเราต้องรับทุกเมล็ด แล้วในปีนี้ เราดำเนินโครงการในปีที่ ๒ นะครับ กราบเรียนว่าประมาณการของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ก็จะมีข้าวเปลือกอยู่ประมาณ ๓๔ ล้านตัน แล้วในช่วงเบื้องต้น ฤดูกาลเริ่มต้นตั้งแต่ เดือนตุลาคมเป็นต้นมา ครม. ก็ได้มีมติอนุมัติให้เริ่มดำเนินการรับจำนำก่อนจำนวน ๑๐ ล้านตัน แล้วก็จะใช้วงเงินอีกประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยวงเงินส่วนที่เหลือ ที่จะดำเนินการต่อไปจนกระทั่งครบฤดูกาลในปีหน้าก็จะใช้วงเงินหมุนเวียนจากเงิน ที่จำหน่ายข้าวสารในสต็อกรัฐบาลออกไปได้นะครับ

ในประเด็นที่พาดพิงว่ามีการสั่งไม่ให้เจ้าหน้าที่ไปชี้แจงต่อสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมการค้าต่างประเทศ หรือองค์การคลังสินค้า นั่นก็หมายความว่า อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ เมื่อท่านบอกว่าผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ที่สุด ในกระทรวงพาณิชย์ก็คงเป็นผมนะครับ ก็จะขอกราบเรียนว่าทุกครั้งที่มีหนังสือมาถึงกระทรวง ผมก็จะมีการสั่งการ แล้วผมก็ได้มอบเป็นนโยบายนะครับว่าทุกหน่วยงานหากได้รับการร้องขอ หรือว่าเรียก หรือว่าเรียนเชิญจากคณะกรรมาธิการทุกคณะในรัฐสภา ทุกหน่วยงาน ต้องให้ความร่วมมือ แล้วอย่างน้อยถ้าเป็นข้าราชการก็ต้องส่งในระดับที่ต่ำสุดคือระดับ ผอ. ซี. ๙ อันนี้ให้เป็นแนวทางไว้ชัดเจนทุกกรม ทุกหน่วยงานภายใต้กระทรวงพาณิชย์จะทราบ นอกเสียจากว่าการเรียก หรือว่าเชิญไปนั้นมีการดำเนินการในลักษณะที่กระชั้นชิด เจ้าหน้าที่ อาจจะติดภารกิจอาจจะไปไม่ทัน หรืออาจจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่ระดับต่ำกว่านั้นไป ก็ต้องกราบเรียนว่าไม่มีคำสั่งใด ๆ ที่จะไม่ให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงไปชี้แจง เพราะฉะนั้น ในระยะเวลาที่ผ่านมาก็จะมีคนไปชี้แจงโดยตลอด อาจจะไปช้าบ้างเร็วบ้างนะครับ

ส่วนกรณีกล่าวหาที่บอกว่าการดำเนินโครงการนั้นเงินเพียงแค่ ๑ ใน ๕ ถึงมือเกษตรกร ที่เหลือไปตกในมือเจ้าหน้าที่รัฐหรือนักการเมือง นักการเมืองก็คงจะหมายถึง พวกผมอีกนะครับ อาจจะหมายถึงพวกผมฝั่งนี้ด้วย แล้วก็ไปอ้างว่ามีโรงสีเกิดขึ้นมากมาย ในขณะที่โรงสีมีชื่อนักการเมืองเป็นเจ้าของ อันนี้ผมก็ต้องกราบเรียนว่าเป็นข้อมูลที่ใหม่นะครับ โรงสีเกิดขึ้นมาก แล้วก็มีนักการเมืองเป็นเจ้าของ อันนี้เดี๋ยวจะต้องไปตรวจสอบดูว่า เป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ แต่ถ้ากรณีอย่างนั้นจริง นักการเมืองเหล่านั้นถ้าทำธุรกิจโรงสี ตรงไปตรงมาก็ต้องเข้าสู่ระบบกระบวนการละครับ ไม่มีใครที่จะมาได้สิทธิพิเศษในโครงการนี้ นะครับ อันนี้ชัดเจน แล้วก็ต้องกราบเรียนว่าเงินตกถึงมือเกษตรกร ๑ ใน ๕ ก็ไม่จริงนะครับ ข้อมูลของทีดีอาร์ไอ (TDRI) อาจจะเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างจะเก่านิดหนึ่ง ท่านอาจจะไปเห็น ข้อมูลตรงนั้นและเอามาอภิปราย หรือแม้กระทั่งท่านเอ่ยถึง ผมต้องขออภัย ที่เอ่ยถึงบุคคลภายนอกนะครับว่าท่านหม่อมอุ๋ยก็ได้มีการพูดว่าโครงการนี้จะเจ๊งปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าทำต่อไปอีก ๗ ปีจะเจ๊ง ๑.๒ ล้านล้านบาทนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณ ในเบื้องต้นว่าท่านยังมีความมั่นใจว่าพวกผมจะอยู่ทำ ๗ ปี ก็กราบเรียนว่าอาจจะไม่ทำ ในลักษณะอย่างนี้ยาวมากนักนะครับ โครงการนี้เป็นโครงการที่เราต้องเข้ามาฉุดรายได้ ของพี่น้องเกษตรกรให้ได้รับในปริมาณที่เพียงพอ ใช้จ่ายได้สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของชาวนา ของเกษตรกร แล้วเขาควรจะได้รายได้อย่างเป็นธรรม ได้ในสิ่งที่เขาควรจะได้ ตามสิทธินะครับ ดังนั้นกราบเรียนว่ากรณีที่อ้างว่าการใช้จ่ายทั้งหมดไปถึงมือชาวนาเพียงแค่ ๑ ใน ๕ ไม่เป็นความจริงนะครับ แล้วก็โครงการจะไม่ใช่ขาดทุนถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่ท่านกล่าวหานะครับ โครงการนี้กราบเรียนว่าใช้เงินไป ๓๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทในกรณีของปี ๒๕๕๔ แล้วก็ นาปรัง ปี ๒๕๕๕ ทั้งโครงการเรามีข้าวเปลือกที่เราจะระบายออกไปได้นี่แล้วประมาณการว่า เราจะได้เม็ดเงินเข้ามาทั้งสิ้นจนถึงปลายปี ๒๕๕๖ คือการระบายจะเป็นการต่อเนื่องไป แล้วก็ประมาณการว่าเราจะมีเม็ดเงินอยู่ประมาณ ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นถ้าเราเอา บวก ลบ คูณ หาร ง่าย ๆ ก็จะขาดทุนประมาณสัก ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกค่าใช้จ่ายอีกสัก ๑๐,๐๐๐ บาท ก็ประมาณ ๘๐,๐๐๐ บาท ก็คงใกล้เคียงกับสิ่งที่พวกท่านทำมาในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาในช่วงโครงการประกันรายได้ กราบเรียนว่าการดำเนินการตามโครงการ รัฐบาลนี้เรามิได้คำนวณบัญชีในลักษณะบวก ลบ คูณ หาร แต่เราดูว่าหลักของมันก็คือว่า เงินที่ใช้จ่ายให้กับพี่น้องเกษตรกรลงไปนั้น พี่น้องเกษตรกรจะไม่มีทางเก็บเอาไว้โดยไม่ใช้จ่าย แน่นอน ดังนั้นเม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเมื่อลงไปถึงมือ เกษตรกรตรง ๆ ก็จะลงไปหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ถ้าหากว่าระบบเศรษฐกิจทั่วไป หมุนเวียนสัก ๔ รอบ ก็จะเป็นการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ๑.๓ ล้านล้านบาท ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็จะแปรสภาพกลับคืนมาเป็นรูปแบบรายได้ของ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเราก็คำนวณว่าน่าจะได้มาประมาณ ๘๐,๐๐๐-๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้น ถ้าเราคิดแบบนี้ แล้วพวกผมคิดอย่างนั้น มันก็จะซ้ายขวาชั่งน้ำหนักแล้วไม่ต่างกันสักเท่าไร ดังนั้นเวลาเราจะดูโครงการในทำนองที่เป็นโครงการนโยบายทางสังคมที่จะช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรชาวนาให้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้เหมาะสม เราต้องดูทั้ง ๒ ข้างให้รอบด้าน แล้วก็จะไม่ขาดทุนถึงปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแน่นอน แล้วโครงการนี้ก็กราบเรียนว่าจะไม่เป็นภาระต่องบประมาณของรัฐบาลในปีต่อ ๆ ไป ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านกิตติรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านเองก็ได้ยืนยัน แล้วว่าในอีก ๓-๔ ปี ๕ ปีข้างหน้าตามที่มีการกล่าวหาว่าหนี้สินสาธารณะของประเทศ จะเกินร้อยละ ๖๐ ท่านก็ออกมายืนยันแล้วว่าจะไม่เป็นเช่นนั้นแล้วจะไม่เกินอัตรา ร้อยละ ๕๐ อันนี้ผมก็ยืนยันซ้ำอีกทีหนึ่งว่ากรณีที่กล่าวหาอย่างนั้นก็ทำให้ผมเสียหาย ก็จึงจำเป็นต้องชี้แจง

ท้ายที่สุด ผมคิดว่าในเรื่องของเงินที่ใช้ไปมีการกล่าวหาว่าใช้เงินไปตั้ง ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ไปกดราคาข้าวในตลาดเหลือไม่ถึง ๑๔,๐๐๐ บาท อันนี้ ก็กราบเรียนยืนยันว่าไม่เป็นจริงเช่นกัน การใช้เงินไปทั้งสิ้นจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ราคาข้าวในขณะนี้ชาวนาเอามาเข้าโครงการก็ได้ ๑๕,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ ๑๑,๐๐๐ บาท หรือ ๙,๐๐๐ บาทตามที่กล่าวหา เพราะถ้ากล่าวหาเช่นนั้นโครงการก็ได้รับความเสียหาย และพี่น้องประชาชนเข้าใจผิด ไปถามชาวนาที่ไหนก็ได้ว่าเขาเข้ามาแล้วได้รับเงินต่อตัน ต่อกิโลกรัมมันเป็นไปตามที่ได้มีการประกาศเอาไว้หรือไม่ กรณีที่ไม่ได้ ผมยืนยันว่า เป็นการเข้าใจผิด เมื่อชาวนาเอาข้าวมาแล้ว มาชั่งแล้วหักความชื้นหักสิ่งเจือปนแล้ว เขาไปหักที่น้ำหนักข้าว ไม่ได้ไปหักที่ราคา เอาข้าวมา ๑ ตัน มีท่านสมาชิกท่านหนึ่ง จากจังหวัดเพชรบูรณ์อภิปรายไปในเรื่องนี้ก็ชี้แจงเป็นกราฟออกมาก็ดูเข้าใจดี แต่ว่าตอนสรุป แล้วไม่ค่อยถูกต้อง อภิปรายว่า ๑ ตัน ๑,๐๐๐ กิโลกรัม เอามาแล้วถ้ามีความชื้น ๑๕ สิ่งเจือปนไม่เกินร้อยละ ๒ ได้ ๑๕,๐๐๐ บาทเต็ม ๆ แต่ถ้าเอามาแล้ว ๑ ตัน ๑,๐๐๐ กิโลกรัมถ้ามีสิ่งเจือปนเกินร้อยละ ๑๕ อย่างเช่นสูงสุดที่เราบอกว่าไม่เกิน ร้อยละ ๓๐ นั้น ก็จะถูกหักน้ำหนักไปตามอัตราความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๑ เปอร์เซ็นต์ ๑๕ กิโลกรัมก็คูณเข้าไป ดังนั้นจึงเอาจำนวนที่คูณได้ไปหักออกจากจำนวน ๑,๐๐๐ กิโลกรัม แล้วจึงจะเอาไปคูณ ๑๕,๐๐๐ บาท นั่นคือวิธีการคำนวณที่ถูกต้อง แล้วก็เป็นวิธีการอธิบาย ที่ถูกต้องนะครับ ไม่ใช่ว่าไปลดราคาข้าวตันละ ๑๕,๐๐๐ บาทลงมาเหลือ ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ไปจ่าย ไม่ใช่นะครับ ต้องขออนุญาตชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนนะครับ แล้วก็กราบเรียนว่าเรื่องของการโกงความชื้น ที่บอกว่ามีเจ้าหน้าที่มีส่วนรู้เห็น ซึ่งทำให้ เกษตรกรชาวนาได้รับปัญหาความเดือดร้อน ผมกราบเรียนว่าเรามีกระบวนการตรวจสอบ คณะอนุกรรมการตรวจสอบของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติที่ได้ตั้งไป มีการดำเนินการตรวจสอบ แล้วมีสายตรวจอยู่ ๒๐ กว่าชุด แล้วจะไปตรวจในพื้นที่ต่าง ๆ โดยที่ไม่มีการบอกกล่าว แล้วก็ไปตรวจตามที่มีการร้องเรียน เข้ามา หลายครั้งได้รับการร้องเรียนแล้วไปตรวจวัดแล้วก็เจอการกระทำความผิดจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการโกงน้ำหนักกับความชื้น ยกตัวอย่างเช่นที่จังหวัดอุดรธานี เราก็มีการดำเนินคดี แล้วก็ทางผู้ที่ถูกร้องเรียนก็คือตัวโรงสีเองก็มายอมรับ แล้วท้ายที่สุดแล้ว ก็มีการตกลงไปจ่ายเงินเพิ่มให้กับเกษตรกรชาวนาที่ได้รับความเสียหายเหล่านั้น อันนี้ก็เป็น ตัวอย่างอันหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าพวกกระผมไม่มีการปล่อยปละละเลยในการดำเนินการใด ๆ ที่ให้มีการทุจริตในโครงการ ทุกครั้งมีการร้องเรียนเข้ามาเราจะส่งคนไปตรวจสอบ แล้วในหลายกรณีเราไปตรวจสอบแล้วก็มีการพบเอง แล้วก็หลายเรื่องมีการส่งไปให้กับทาง ดีเอสไอดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดกับผู้กระทำความผิดเรียบร้อยทั้งหมด ๓๐ กว่าคดีตามที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะที่ท่านเป็นหัวหน้าคณะทำงาน