สุกำพล สุวรรณทัต พูดถึงข้อผิดพลาดในการแต่งตั้งทหารชั้นนายพล และการดำเนินการของพลเอก เสถียร ซึ่งไม่ถูกต้อง ตามระเบียบของกระทรวงกลาโหม สุกำพล สุวรรณทัต ยืนยันว่าการดำเนินการของเขาตามระเบียบและถูกต้อง
แล้วก็ชัดเจนว่าในเรื่องนี้เป็นเรื่องฮอต (Hot) เพิ่งถามมาครั้งแรกคนก็ยังดูอยู่ก็จะตอบเสีย ไม่อย่างนั้นก็จะหายไป ถ้าท่านกล่าวหาผมซ้ำผมคงจะไม่ตอบอีก แต่เนื่องจากประเด็น ที่ไม่ซ้ำผมก็จะตอบให้ ท่านประธานครับ ผมจะตอบอย่างสุภาพไม่เสียดสีอะไรตามข้อบังคับ ของสภา แต่อาจจะเสียงดังบ้างเพราะว่าเป็นทหาร ในเรื่องการแต่งตั้งทหารชั้นนายพล ที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่ลงในเรื่องราวหนังสือพิมพ์เยอะแยะ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่คนสนใจก็ขอบคุณ ที่ไม่ไว้วางใจผมในเรื่องนี้ และจะถอดถอนผมเรื่องนี้ก็ไม่ว่ากันก็ฟังเหตุผลกันทั้ง ๒ ฝ่าย ให้ทางท่านที่อยู่ในที่นี้และท่านผู้ชมทางบ้านได้ฟังด้วยว่าเป็นอะไร ผมจะชี้แจงนิดหนึ่งว่า แนวทางดำเนินการในเรื่องนี้ทำอะไรบ้าง ตาม พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ปี ๒๕๕๑ และข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล พ.ศ. ๒๕๕๑ มีขั้นตอนที่ปฏิบัติง่าย ๆ ๒ ท่านเท่านั้นเอง ท่านแรก คือหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อ กระทรวงกลาโหมก็คือผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และปลัดกระทรวง กลาโหม จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการของตัวเองมาชุดหนึ่งที่จะมาพิจารณาทำบัญชีโยกย้าย ในส่วนตัวเอง ซึ่งขั้นตอนนี้ผมไม่มีสิทธิไปเกี่ยวข้องอะไร รับทราบนะครับ อันที่ ๒ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ต้องส่งมาให้คณะกรรมการอีกชุดหนึ่งซึ่งเป็นชุดใหญ่สุด ซึ่งมีผมเป็นประธานคือคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายในระดับกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีผมเป็นประธาน และมีหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงทั้งหลายเป็นกรรมการอยู่ด้วย รวมทั้งมีเจ้ากรมเสมียนตราซึ่งเป็นเหมือนคนที่ดูแลกฎระเบียบต่าง ๆ ของกองทัพ ทำหน้าที่เป็นเลขานุการไม่มีสิทธิออกเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น ทุกท่านใน ๗ ท่านนั้น แต่เวลานี้มี ๖ ท่านเพราะไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ มีเสียงคนละ ๑ เสียงเท่านั้น และผมไม่สามารถที่จะไป บังคับเขาได้ว่าต้องออกเสียงตามนี้อย่างนี้ ๆ นี่คือกติกาสำคัญ กรรมการชุดนี้จะเห็นด้วยหรือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงอะไรนั้นเป็นสิทธิของกรรมการชุดนี้ ไม่ใช่อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่า หรือท่านกล่าวหาผมว่าส่งมาแล้วก็ทบทวนแล้วสแตมป์ (Stamp) ไป อย่างนั้นมีทำไมครับ ไม่ต้องมีก็ส่งไปเลยสิ้นเรื่องสิ้นราว ชุดนี้ถ้าเห็นต่างกรรมการทั้ง ๗ ท่าน ตอนนี้มี ๖ ท่าน สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้เป็นสิทธิของกรรมการชุดนี้ ชัดเจนที่จะไตร่ตรองและพิจารณา นี่คือข้อเท็จจริงโดยใช้วิธีการโหวต ทีนี้เรื่องก็มีอยู่ว่าเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกานั้น ผมได้เชิญคณะกรรมการเพื่อประชุมในเรื่องนี้ ถูกต้องที่ท่านว่าไว้ ผมเรียนให้ท่านทราบเลยว่าในการอัดเทปเสียงที่อยู่ในการประชุมนั้นไม่ถูกต้อง ผมทราบดี ว่าใครอัด ท่านก็รู้ว่าใครอัด เป็นการกระทำที่ผิดวินัยทหารอย่างร้ายแรงและผม ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่กระทรวงกลาโหมเคยมีมา คนระดับนี้ ทำอย่างนี้ ผมตั้งคณะกรรมการสอบสวนไปเรียบร้อยแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเลย แต่เอาละ ท่านว่ามาผมจะบอกให้ว่าอย่างไร ในการประชุมครั้งนั้นมีเหลือแค่ ๕ ท่าน ซึ่งครบองค์ประชุม เพราะว่าต้อง ๒ ใน ๓ คือ ๔ ท่านใน ๖ ท่าน มี ๕ ท่านที่ขาดไปคือท่านผู้บัญชาการทหารอากาศ เนื่องจากไปราชการที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อไม่อยู่ผมก็เลยมาพิจารณาว่าหัวหน้าส่วนราชการ ที่ต้องเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้มีอยู่ ๒ ท่าน คือ ปลัดกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารอากาศ เรามาคุยกันสิว่าจะเอาใครดี อย่างไร ในคณะกรรมการชุดนี้ ทำไมผมถึงไม่ต้องรอจากคณะกรรมการชุดเล็กมา ก็ให้ทราบว่าเป็นอย่างไร เพราะว่ากติกา ไม่ได้บอกไว้ว่าจะต้องประชุมชุดเล็กก่อนแล้วมาชุดใหญ่อะไรอย่างนี้ จะประชุมก่อนก็ได้ ไม่ได้บอกไว้ว่าต้องอย่างนี้ ๆ แต่ชื่อมาจากประชุมชุดเล็ก มาชุดใหญ่ มาพิจารณาถูกต้อง ในการนี้ก็เลยประชุมแค่ตำแหน่ง ปลัดกระทรวงกลาโหมอย่างที่ท่านได้ทราบแล้ว ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศไม่พูดถึง เพราะว่าผู้บัญชาการท่านที่เกี่ยวข้องโดยตรงไม่อยู่ ในที่ประชุมอย่างที่ท่านกล่าวไว้ถูกต้องครับ ท่าน พลเอก เสถียรได้เสนอรองชาตรีขึ้นมาเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม แต่กรรมการในที่นั้น มีเห็นต่าง ท่านเปิดเทปไม่หมด ท่านเปิดสิครับว่าเขาออกเสียงกันว่าอย่างไร กรรมการเห็นว่า อย่างไร ที่เหลือท่านเสถียรเสนออย่างนี้ เมื่อการเสนอตรงนี้ท่านชาตรีตกไปแล้ว ผมก็เสนอ พลเอก ทนงศักดิ์ขึ้นมา กรรมการในนั้นส่วนมากก็เห็นด้วยตามที่ผมว่านั้นแทน ทีนี้ประเด็นที่ ท่านว่าผมตรงนี้ กล่าวหาว่าอาวุโสกว่าเป็นจอมพล มองง่าย ๆ ครับปีที่แล้ว พลเอก วิทวัส ซึ่งครองอัตราจอมพล เป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหมคนที่หนึ่ง ท่านเสถียรอยู่ไหนครับ ประธานที่ปรึกษาพิเศษอยู่กองทัพไทยมาเป็น ท่านคิดดูเองครับว่าอย่างไร ท่านวิทวัส เป็นลูกผู้ชายไม่โวยวายเลย เมื่อมติที่ประชุมทั้ง ๖-๗ คนเมื่อคราวที่แล้วโน้นเห็นว่าเสถียร เหมาะสมเขาก็ยอม นี่คือความเป็นลูกผู้ชาย ความเป็นทหาร เพราะฉะนั้นเมื่อออกมาอย่างนี้แล้ว เมื่อเป็นมติที่ประชุมชัดเจนแล้ว ผมจะเสนอคนอื่นได้อย่างไรครับ ในเมื่อที่ประชุมบอกว่า ให้เอา พลเอก ทนงศักดิ์ แล้วผมจะไปเสนอคนอื่นได้อย่างไร จะเอาคนอื่นได้อย่างไร เสถียรบอกว่าอย่างไรก็แล้วแต่ถ้าผมประชุมชุดเล็กแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงพอกลับไปช่วงบ่าย เข้าประชุมชุดเล็กแล้วเสนอ พลเอก ชาตรีมา ผมบอกถ้าเสนอมผมก็ต้องเปลี่ยนนะ เพราะมติ ที่ประชุมเป็นอย่างนี้ มันบีบผมอยู่ว่ามติที่ประชุมเป็นอย่างนี้ แล้วผมจะเสนอคนอื่นได้อย่างไรล่ะ เสนอมาไม่ว่ากัน ผมไม่ว่า ก็เป็นสิทธิของเขาอย่างที่ท่านว่า นี่คือข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างนี้ ต่อมาเมื่อที่ประชุมเป็นอย่างนี้แล้ว วันที่ ๒๔ สิงหาคมคือเป็นวันศุกร์ พลเอก เสถียร ได้มีหนังสือถึงผม กล่าวหาอย่างที่ท่านว่าว่าไม่ถูกต้องอย่างนี้นะครับ และยังมีหนังสือ กราบเรียนประธานองคมนตรีเพื่อขอเข้าพบในลักษณะเดียวกันนี้ด้วยว่าผมไม่ถูกต้อง ในขณะเดียวกันก็มีหนังสือกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีอย่างที่ท่านว่าไว้ พร้อมกับแนบบัญชี ที่เขาเสนอขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ยังทำไม่เสร็จสิ้น การประชุมยังไม่เสร็จสิ้นเพิ่งผ่านไปครั้งเดียวเอง หน่วยต่าง ๆ ยังไม่เสนอขึ้นมาเลย แล้วต้องประชุมอีก จริง ๆ ผมเรียนให้ท่านทราบว่า ในการประชุมเรื่องนี้ ที่ผ่าน ๆ มาหลายปีไม่เคยมีบันทึกการประชุม ก็คุยกันแบบพี่น้อง แล้วก็จบกัน วันนี้มีปัญหาก็ต้องทำให้ถูกต้อง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าท่านไม่เป็นทหาร ท่านไม่ทราบหรอกครับว่าเป็นอย่างไร พูดกันรู้เรื่อง ผมบังคับเขาไม่ได้หรอกครับ เขาเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพ เขามีอำนาจ ๑ เสียงเท่าผม ผมบังคับเขาไม่ได้เด็ดขาด เขารู้กฎกติกาดีเหมือนกัน ต่อมาเมื่อวันเสาร์ก็มีการไปพบท่านองคมนตรีท่านหนึ่ง ผมไม่เอ่ยนาม ไปยืนยัน ไปทั้ง ๓ คน ผมทราบได้อย่างไรว่าไปทั้ง ๓ คน มีรูปครับ ก็ชัดเจนทั้ง ๓ คน นี่คือสาเหตุหลักเหมือนกันทำไมผมถึงต้องดำเนินการโยกย้ายออกทั้ง ๓ คน ซึ่งจะเรียนทีหลัง ให้ทราบ และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนด้วยว่าผมไม่ถูกต้องอย่างโน้นอย่างนี้ ผมเป็นผู้ร้ายอยู่ ๒ วัน คือวันเสาร์ วันอาทิตย์ ว่าผมไม่ถูกต้องอย่างนั้นเลย เพราะวันเสาร์ วันอาทิตย์พอดี พอวันจันทร์ทางสำนักงานเลขานุการของผมก็ได้ทำหนังสือขึ้นมาฉบับหนึ่งถึงผมว่า นายทหารทั้ง ๓ นายที่ท่านทราบดีอยู่แล้วนี้กระทำผิดวินัยทหารอย่างร้ายแรงชัดเจน คือเอาความลับของราชการ ท่านไม่ได้อภิปรายไว้เมื่อกี้นี้ไปให้บุคคลภายนอกซึ่งยังไม่เสร็จสิ้น นายทหารระดับอย่างนี้ ระดับจอมพลถึง ๒ คน พลเอกอีกคนหนึ่ง ผมจะนิ่งดูดายได้อย่างไรครับ อันนี้ผมก็ต้องดำเนินการให้เด็ดขาด วันจันทร์ผมก็สั่งย้ายอย่างที่ว่าโดยถูกต้อง ถามผมว่าผมมี อำนาจสั่งย้ายไหม มีครับ มีแน่นอน อำนาจสั่งย้ายผมมีอำนาจแน่นอน ผมใช้อำนาจ โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ปี ๒๕๕๑ มาตรา ๕ มาตรา ๙ และมาตรา ๒๔ มีชัดเจน มาช่วยราชการที่สำนักงานรัฐมนตรีของผม และให้ ส่งมอบหน้าที่โดยเด็ดขาด แล้วผมแต่งตั้งท่าน พลเอก วิทวัสเป็นแทน ท่านผิดหวังอยู่เป็นปี ก็เรียกว่าเหลืออีกประมาณ ๓๕ วันท่านก็ได้มารักษาการเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ด้วยเหตุที่เรียกว่าฟลุค (Fluke) หรืออะไรก็แล้วแต่ อันนี้คือสิ่งที่ผู้บังคับบัญชาอย่างผมต้องทำ ผมเป็นผู้บังคับบัญชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่ดูแลทั้งหมด ไม่ใช่หัวหน้ากองโจร อย่างท่านว่าครับ ผมทำถูกต้อง ความที่ผมทำอย่างนี้แล้วมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่ผ่าน ๆ มา โทรมาแสดงความดีใจกับผม แม้กระทั่งผู้บังคับบัญชาเก่า ๆ ที่อยู่ในกองทัพบกซึ่งผมไม่รู้จัก ว่าทำถูกแล้ว นอกจากนั้นประเด็นสำคัญคือว่า ๑ ใน ๓ ที่ผมสั่งลงโทษนั้นคือพลเอกซึ่งเป็น ผอ. เสมียนตรา ผมไม่เอ่ยชื่อแล้วกัน เจ้ากรมเสมียนตรานั้นเป็นผู้ที่ดูแลระเบียบข้อบังคับ ทั้งหมด มาหาผมวันรุ่งขึ้น มาขอโทษผมเอาพวงมาลัยมาให้ผม ขอโทษผม แล้วบอกว่าพี่ครับ พี่ทำถูกต้องแล้ว ท่านต้องคิดตรงนี้ครับ ๓ คนที่ผมลงโทษไป คนหนึ่งมาหาผม แล้วไม่เคย ไปฟ้องผมอะไรทั้งสิ้น นี่คือทหารที่แท้จริง เขารู้ระเบียบรู้วินัยว่าอย่างไร ๑ ใน ๓ นั้นมาขอโทษผม ผมให้อภัยครับ แต่ว่าการดำเนินการตามระเบียบก็ต้องมี แทนที่ผมจะให้เขาอยู่ตำแหน่งเดิม ในที่ประชุมก็คุยกันแล้วว่าต้องเอาออกไปก่อน อันนี้คือสิ่งที่ผมจะเรียนให้ทราบ ในประเด็นนี้
ส่วนที่ท่านบอกว่า พลเอก เสถียรขอเข้าประชุมในวันที่ ๕ กันยายน ที่ผมประชุมอีกครั้งหนึ่งครั้งสุดท้ายนั้น ท่านส่งหนังสือมาที่ผมทราบทีหลังเมื่อวันที่ ๔ กว่าจะถึงผมช้าแล้ว แล้วกระผมไม่ให้ พลเอก วิทวัส ซึ่งรักษาการปลัดกระทรวงมีอำนาจเต็ม เหมือนปลัดกระทรวง ถ้าท่านดูระเบียบจะบอกเลยว่าผู้ที่รักษาการแทนตำแหน่งนายนั้น สามารถทำได้เหมือนตัวเองที่อยู่ตำแหน่งนั้นทุกประการ ผมก็ไม่ให้เข้า ก็ประชุมกัน มีบันทึก การประชุมชัดเจนซึ่งผมจะให้ท่านประธานต่อไปว่าบันทึกการประชุมออกมาว่าอย่างไร ชัดเจนในเรื่องการประชุมในครั้งวันที่ ๑๗ และวันที่ ๕ กันยายน อันนี้คือสิ่งที่ผมจะต้องเรียน ให้ท่านทราบว่าผมไม่ใช่คนที่ทำอะไรไม่มีกติกานะครับ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ท่านบอกว่ากลายเป็นปลัดกระทรวงนั้นจะต้องเอาที่มี ยศจอมพลก่อน แล้วพันเอกทีหลัง แล้วคนที่อาวุโสสูงสุด เขาจะเขียนว่าอย่างนี้ครับ ในข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ข้อ ๑๘ กำหนดให้การพิจารณาคำนึงถึงอาวุโสทางทหาร ท่านพูดถูก ประวัติรับราชการ ผลการปฏิบัติงาน ความประพฤติ จริยธรรม และความรู้ความสามารถประกอบกัน ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่งครับ คนที่ทำอย่างนี้ท่านว่า จะให้เป็นหรือครับ ผมคิดอย่างนี้ คนที่ทำอย่างนี้ ความประพฤติอย่างนี้ ผลการปฏิบัติงาน อย่างนี้แล้ว ผมทำไม่ได้หรอกครับ เพราะฉะนั้นแล้วนี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนให้ท่านทราบคร่าว ๆ เป็นอันแรกก่อน และคลิปเสียงก็มีบอกว่าที่ท่านมานั้นเป็นคลิปเสียงของการตัดต่อ นอกจากไม่ถูกต้องตามระเบียบแล้วยังตัดต่อไม่สมบูรณ์ ผมประชุมอย่างลูกผู้ชาย ทุกคนเขา เรสเปคท์ (Respect) ผม เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหาอะไรอย่างนี้
อีกเรื่องหนึ่งในการพิจารณานั้น เรื่องรุ่นก็สำคัญครับ พลเอก ทนงศักดิ์ นั้นเป็นรุ่นเดียวกับท่านเสถียร หลังผมรุ่นเดียว การยืน ผมเจอรุ่นพี่ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ พี่เฟีย พีเฟียที่ว่านี่ ผมเจอท่านเป็นพันเอก ผมต้องไหว้ท่านก่อน เพราะท่านรุ่นก่อนผม ผมมีซีเนียริตี (Seniority) ครับ ตรงนี้ก็เรียนให้ท่านทราบว่าในการดำเนินการของผมนั้น ถูกต้องตามระเบียบทุกประการ มีการพิจารณาที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นท่านผู้ฟังทั้งหลาย ที่ฟังอยู่ก็ได้เรียนให้ท่านทราบว่าผมพิจารณาอย่างไรถูกต้องไหม ขอบคุณครับ