วิรัตน์ กัลยาศิริ หารือเรื่องการแต่งตั้งนายพล โดยเรียกร้องให้ปฏิบัติตามข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และไม่ให้อำนาจคนใดคนหนึ่งในการแต่งตั้ง โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่ง และการแทรกแซงของพลเอก เสถียร ในการประชุมของส่วนราชการ นอกจากนี้ยังชี้แจงเกี่ยวกับเหตุผลที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเลือกทนงศักดิ์เป็นหัวหน้าแทนพลเอกเสถียร และเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมชี้แจงเหตุผลในการเลือกทนงศักดิ์
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กระผมเป็นผู้หนึ่งในจำนวน ๑๕๗ ท่าน ที่ได้ยื่นถอดถอนท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีอีก ๒ คน ก็คือ พลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต พลตำรวจโท ชัจจ์ กุลดิลก และได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี รายละเอียดปรากฏอยู่ ชัดเจนแล้วนะครับ ต้องเรียนท่านประธานว่ากรณีที่นายวิรัตน์ กัลยาศิริ จะได้อภิปราย ต่อไปนี้ได้ถอดถอนไว้อย่างชัดเจนเป็นข้อ ๆ ซึ่งคำถอดถอนท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้ลงนามเสนอท่านประธานสภาและประธานสภาก็ได้แจกจ่ายให้ บรรดาเพื่อนสมาชิกเรียบร้อยแล้ว ต้องเรียนว่ากรณีถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ พลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต เป็นกรณีที่กระทำผิดกฎหมาย กระทำผิด รัฐธรรมนูญ กฎหมายอื่น และข้อบังคับของกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้อง ยื่นถอดถอนด้วย และพวกกระผม ๑๕๗ คน ก็ได้ยื่นถอดถอนเรียบร้อยแล้ว กระผมขออนุญาตเข้าเรื่องนะครับเพื่อไม่ให้เสียเวลา กรณีการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ของกระทรวงกลาโหมมีข้อบังคับ มีกฎหมาย มีระเบียบบังคับไว้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ เพราะอะไรครับ เพราะว่าการที่กองทัพดำรงความเข้มแข็งอยู่ได้ก็เพราะกองทัพปราศจาก นักการเมืองที่เข้าไปล้วงลูก ที่เข้าไปต้องการแทรกแซง ที่ต้องการเอาคนที่สั่งได้ ซ้ายหัน ขวาหันเข้ามาทำหน้าที่ ใครที่สั่งไม่ได้ก็ย้ายนะครับ และสำคัญที่สุดเผอิญว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมท่านก่อน ๆ ท่านคงรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้ ท่านจึงได้มีการประชุมออกข้อบังคับ มีการออกพระราชบัญญัติซึ่งได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนครับ ผมขออนุญาตลงรายละเอียดนะครับว่าข้อบังคับการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล พ.ศ. ๒๕๕๑ นั้นได้ออกข้อบังคับนี้โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ปี ๒๕๕๑ นะครับ ซึ่งในข้อบังคับนี้ การแต่งตั้งนายพลบัญญัติไว้ในข้อ ๕ เลยครับว่าการแต่งตั้งนายพลให้แต่งตั้งในตำแหน่ง ที่มียศชั้นเดียวกันหรือสูงกว่า ข้อ ๕ นะครับท่านรัฐมนตรีช่วยดูตาม ซึ่งคณะกรรมการที่มีอำนาจ พิจารณานั้นคือใครครับ ประกอบด้วย รัฐมนตรีเป็นประธาน ใช่ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นกรรมการและเลขานุการ เจ้ากรมเสมียนตราเป็นผู้ช่วย แต่คณะกรรมการที่ว่านี้ ทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่ว่าพอเป็นกรรมการ เป็นประธานแล้วกูจะทำอะไรก็ได้ไม่ใช่หรอกครับ เขาบัญญัติไว้ชัดเจนครับว่าคณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ใน ๘.๒ กลั่นกรอง ผู้ที่คณะกรรมการตามข้อ ๑๑ เสนอเพื่อพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและชั้นยศ ของส่วนราชการ เห็นหรือยังครับว่ามีแค่อำนาจกลั่นกรองตามที่ใครเสนอครับ ตามที่ข้อ ๑๑ เสนอ ข้อ ๑๑ คืออะไร ข้อ ๑๑ คือให้แต่ละส่วนราชการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น เพื่อพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลของส่วนราชการ ซึ่งประกอบด้วยหัวหน้าส่วนราชการ เป็นประธาน ทำให้ชัดขึ้นหน่อยนะครับ หัวหน้าส่วนราชการท่านดูครับ ส่วนราชการในข้อ ๔ หมายความว่าสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ อันนี้คือส่วนราชการ ส่วนหัวหน้าส่วนราชการหมายความว่าใครครับ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เห็นไหมครับว่าจะต้องเริ่มจากหัวหน้าส่วนราชการประชุม ในส่วนราชการนั้น ๆ ขึ้นมาก่อน คณะกรรมการชุดใหญ่ที่มีท่านสุกำพลเป็นประธานนั้น มีอำนาจแค่พิจารณากลั่นกรองผู้ที่คณะกรรมการตามข้อ ๑๑ คือคณะกรรมการ หัวหน้าส่วนราชการซึ่งปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธานพิจารณาก่อน ชัดเจนนะครับ ซึ่งได้กำหนดคุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการไว้ชัดเจนครับว่าการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง นายทหารชั้นนายพลในข้อ ๑๓ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
๑๓.๑ ตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหมครับ ไม่เยิ่นเย้อเข้าประเด็น ต้องแต่งตั้งจากข้าราชการทหารยศชั้นพลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก ที่ครองอัตราจอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ เห็นหรือยังครับ หรือพลเอก พลเรือเอก หมายถึงว่าต้องเอาคนที่เป็นพลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอกที่ครองอัตราจอมพล จอมพลเรือ หรือจอมพลอากาศก่อน
ข้อ ๑๔ หัวหน้าส่วนราชการโดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ในส่วนราชการ ก็คือปลัดกระทรวงกลาโหมปัจจุบัน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ส่วนราชการ ก็คือคณะกรรมการในส่วนปลัดกระทรวงกลาโหมเสนอรายชื่อ ไม่ใช่รัฐมนตรี คิดเองสั่งเอง และยังบอกต่อไปในข้อ ๑๔ วรรคสองว่า การแต่งตั้งข้าราชการ ให้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งจากส่วนราชการอื่นไปอีกส่วนราชการหนึ่ง ให้ส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องทำความตกลงกัน ท่านตามไปนะครับ ผมเริ่มเปิดให้พี่น้องประชาชน ได้ติดตามด้วย
ในข้อ ๑๘ การพิจารณาตามข้อ ๑๔ ข้อ ๑๕ ให้คำนึงถึงอาวุโสทางทหาร
ข้อ ๑๙ การแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลให้พิจารณาจากผู้ที่ดำรงตำแหน่ง ของส่วนราชการนั้น ๆ
ท่านประธานครับ ส่วนราชการเสนอใครครับ ใครเป็นหัวหน้าส่วนราชการครับ ท่าน พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ท่านเสนอใครครับ ท่านเสนอ พลเอก ชาตรี ทัตติ รองปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งอาวุโสสูงสุดเป็นพลเอกในอัตรา จอมพล ขึ้นมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม และที่ประชุมส่วนราชการได้มี การประชุมส่วนราชการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลตามบันทึกลับมาก บันทึกข้อความ ส่วนราชการ สม (สำนักงานผู้บังคับบัญชา สม) ที่ กห ๐๒๐๑/๒๒ เห็นหรือยังครับว่า ส่วนราชการเสนอ พลเอก ชาตรี ทัตติ ซึ่งดำรงตำแหน่งอัตราจอมพล ผลเป็นอย่างไรครับ ปรากฏว่าท่านได้เรียกประชุม ในฐานะประธานได้เรียกประชุมเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๕ เรียกใครมาครับ เรียกผู้บัญชาการทหารสูงสุด เรียกผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการ ทหารเรือ และปลัดกระทรวงกลาโหมเข้าพบ ท่านพูดนะครับ ช่วยเปิดคลิปที่ ๑
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)
“............... : ไม่ต้องให้ใครเข้ามานะ จะขอคุยกันเรื่องโยกย้ายนิดหนึ่ง เรื่องปรับย้ายนี่ ถือว่าเป็นคณะกรรมการเลย คือผมก็อยากเสนอทนงศักดิ์เขา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เสถียรก็เสนอรองปลัดก็คือชาตรีขึ้นมานะครับ ซึ่งเป็นตามอาวุโสอยู่”
ฉายเรียงคลิปไปครับ ขอใหม่นะครับ เรียงคลิปไป แล้วผมจะบอกเองว่าอยู่ตรงไหน เชิญ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)
“…………… : ไม่ต้องให้ใครเข้ามานะ ก็ขอคุยกันเรื่องโยกย้ายนิดหนึ่ง เรื่องปรับย้ายนี่ ถือว่าเป็นคณะกรรมการเลย คือผมก็อยากเสนอทนงศักดิ์เขา ผู้ช่วย ผบ.ทบ เสถียรก็เสนอรองปลัดก็คือชาตรีขึ้นมานะครับ ซึ่งเป็นตามอาวุโสอยู่”
“............... : ที่จริงต้องผ่านกระบวนการของกรรมการของหน่วยก่อน ถึงจะให้กรรมการใหญ่เห็นชอบ”
ชัดเจนนะครับว่าท่าน พลอากาศเอก สุกำพล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมบอกว่าไม่ต้องให้ใครเข้ามานะ ก็ขอคุยเรื่องโยกย้ายนิดหนึ่ง ถือว่าเป็นคณะกรรมการ ผมก็อยากเสนอทนงศักดิ์เขา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เสถียร หมายถึง พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ก็เสนอรองปลัดคือ พลเอก ชาตรี ทัตติ ขึ้นมาซึ่งอาวุโสอยู่ ท่านรู้ว่าส่วนราชการเสนอ พลเอก ชาตรี ทัตติ ซึ่งอาวุโสสูงสุด แต่ท่านบอกว่าท่านอยากเสนอ ทนงศักดิ์ พลเอก ชาตรีเป็นพลเอกอัตราจอมพล แต่ทนงศักดิ์เป็นพลเอกอัตราพลเอก อาวุโสน้อยกว่า ท่าน พลเอก เสถียร ปลัดกระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการ ในหน่วยงานก็บอกว่ามันต้องผ่านกระบวนการของหน่วยก่อนจึงค่อยให้กรรมการใหญ่เห็นชอบ เห็นหรือยังครับ ซึ่งเรื่องนี้ผมต้องขออนุญาตพาดพิงท่าน ผบ.ทบ. ท่านบอกกติกาไว้ว่า เป็นจอมพลก็ต้องเอาจอมพล เห็นนะครับ กติกาไว้ว่าต้องเป็นจอมพลก็ต้องเอาจอมพล เปิดต่อครับ พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ พูดต่อ ดูเจตนารมณ์ของข้อบังคับในข้อ ๔
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)
“............... : ประเด็นที่ ๒ ต่อไปมาถึงความเหมาะสม กติกาว่าไว้ต้องเป็น จอมพล เอาจอมพลมาก็จอมพลทั้งหมดมาดูกันก่อนถูกไหมครับ แต่ถ้าจอมพลของกลาโหม เหมาะสมก็ให้กลาโหมขึ้นไป ถ้าของเหล่าทัพเหมาะสม ดูความเหมาะสม”
“............... : ผมดูเจตนารมณ์ของข้อบังคับหรือว่า พ.ร.บ. เราก็ให้อำนาจ แต่ละแท่งคือส่วนราชการกับหัวหน้าส่วนราชการเท่านั้นเองนะครับ”
เห็นหรือยังว่ามีการพูดคุย ปลัดกระทรวง กลาโหมชี้แจงชัดเจนว่าต้องดูเจตนารมณ์ ข้อบังคับ หรือ พ.ร.บ. เขาให้อำนาจแต่ละแท่ง ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็น ๑ แท่ง กองทัพก็เป็นแต่ละแท่ง แต่ละแท่ง อย่างที่ผมเรียน ตั้งแต่ต้นว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในฐานะประธานแท่งใหญ่ทำได้อย่างเดียวก็คือ พิจารณากลั่นกรองผู้ที่คณะกรรมการตามข้อ ๑๑ เสนอ คณะกรรมการตามข้อ ๑๑ ก็คือ พลเอก เสถียรกับคณะกรรมการในสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมซึ่งเสนอ พลเอก ชาตรี ทัตติ อัตราจอมพล เชิญต่อครับ เปิดคลิปต่อครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)
“............... : พี่เสถียรก็ต้องดูคนของพี่เสถียรเอง ดูคนภายในเหล่าทัพก่อน”
“............... : ในเรื่องนี้นะ ถ้าเฉพาะหน่วยที่ส่งมาให้รับทราบไม่ต้อง มีรัฐมนตรีหรอกก็จบไป”
นี่ละครับ เห็นชัดเจนหรือยังว่าถ้าเรื่องนี้ ถ้าเฉพาะหน่วยที่ส่งมาให้รับทราบก็ไม่ต้องมีรัฐมนตรีหรอก เห็นหรือยัง อำนาจบาตรใหญ่ที่มี แล้วกฎหมาย ข้อบังคับ อยู่ตรงไหนล่ะครับท่านรัฐมนตรี หรือว่าคนที่ไม่พอใจเอาออก มีอีกครับ ยังมีต่อ คนที่อยากได้ สั่งได้ ซ้ายหัน ขวาหันได้ เอามาอย่างนั้นหรือ เพราะฉะนั้น ชัดเจนว่าในเรื่องนี้ถ้าเฉพาะหน่วยที่ส่งมาให้รับทราบก็ไม่ต้องมีรัฐมนตรีหรอก ก็จบไป ฉายซ้ำอีกทีก็ได้พี่น้องประชาชนจะได้ยิน
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)
“............... : ในเรื่องนี้นะ ถ้าเฉพาะหน่วยที่ส่งมาให้รับทราบไม่ต้อง มีรัฐมนตรีหรอกก็จบไป”
เห็นหรือยังครับ ในเรื่องนี้ถ้าเฉพาะหน่วย ที่ส่งมาให้รับทราบก็ไม่ต้องมีรัฐมนตรีหรอก ท่านพยักหน้าแล้วยอมรับว่าใช่ เสียงท่าน พูดจริง ก็คืออะไรครับก็คือเมื่อข้อบังคับในการแต่งตั้งนายพลเขาให้ส่วนราชการเป็นผู้เสนอ ท่านเพียงแต่รับทราบ เห็นชอบ ก็เสนอนายกรัฐมนตรี ปรากฏว่าบอกไม่เอาอยากจะเอา ทนงศักดิ์ซึ่งเป็นพลเอก แต่ชาตรีจอมพลไม่เอา ต่อครับคลิป ๗ ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)
“............... : ในกฎหมายเขาเขียนให้เห็นชอบเฉย ๆ เพราะว่าจริง ๆ เจตนารมณ์ก็คือไม่ให้การเมืองล้วงลูก จริง ๆ คือ”
เห็นหรือยังครับว่า พลเอก เสถียรก็บอกว่า ในกฎหมายเขียนให้เห็นชอบเฉย ๆ เจตนารมณ์คือไม่ให้การเมืองล้วงลูกจริง ๆ ท่านเห็นหรือยังครับว่าถ้าล้วงลูกแล้วก็จะเป็นกองทัพสีอื่น แล้วก็ซ้ายหัน ขวาหัน ต่อครับ คลิป ๘ ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)
“............... : แต่จริง ๆ แล้วผมก็อยากตัดนี่ปลัดก็จะเอาทนงศักดิ์นี่ เสถียรต้องเข้าใจ เอาทนงศักดิ์เพราะไม่อย่างนั้นมันจบไม่ได้”
ผมขออนุญาตตัดสินใจก็จะเอาทนงศักดิ์ ต้องเข้าใจนะครับ ผมขออนุญาตตัดสินใจก็จะเอาทนงศักดิ์ต้องเข้าใจ เพราะไม่อย่างนั้น มันจบไม่ได้ นี่คือการแทรกแซงที่ชัดเจน พลเอก เสถียรว่าอย่างไรครับ ในฐานะที่เป็นหัวหน้า คณะกรรมการในหน่วยงาน เชิญต่อคลิปที่ ๙ ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)
“............... : แต่ผมก็ต้องเสนอกี๋ขึ้นมา ผมดูระบบครับผมไม่ได้ดูว่าเพื่อน หรืออะไร”
พลเอก เสถียรบอกว่าแต่ผมก็ต้อง ขอเสนอกี๋ กี๋เป็นชื่อเล่นของท่าน พลเอก ชาตรี ทัตติ ผมดูระบบ ผมไม่ได้ดูว่าเพื่อนหรือว่าอะไร เห็นหรือยัง เขายืนยันตามหลักการที่ถูกต้อง พลเอก ชาตรี มาจากการประชุมของ ส่วนราชการ มีบันทึก ผมจะแสดงให้ท่านเห็นว่ามีบันทึกชัดเจนของส่วนราชการ กระทรวงกลาโหม ต่อไปคลิปที่ ๑๐ ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)
“............... : ต้องอยู่หัวแถว ผมขึ้นอีกหลายปีแล้วกี๋อยู่ที่เดิมไม่ได้ย้าย ไปไหน หรือถ้าระบบการเมืองล้วงลูกเลยนะไม่ได้เซ็นให้แม่งเลยดีกว่า”
เอาอย่างนี้สาระที่พูดเขาอยู่หัวแถวหมายถึง เสียงของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เขาอยู่หัวแถวไม่ล้วงลูกเลยนะ ไม่ต้องเซ็น แม่งดีกว่า ขอประทานโทษพูดขนาดนี้ แต่ว่าคลิปอาจจะเกรงใจตัดคำว่า แม่ง ออก เขาอยู่ หัวแถวถ้าไม่ล้วงลูกเลยนะ ไม่ต้องเซ็นแม่งดีกว่านะครับ ผมได้นำเสนอคลิปทั้งหมดเต็มแผ่น ให้กับคณะกรรมการตรวจแล้ว แต่ว่าเพื่อความสะดวกเพื่อประหยัดเวลาของสภาก็จะตัดต่อมา ซึ่งทั้งหลายผู้พูดก็รู้ว่ามันคืออะไร พลเอก เสถียรก็บอกครับว่าพลเอกมีถึง ๑๓๐ คน แต่จอมพลมีแค่ ๖ คน ทำไมจึงเลือกทนงศักดิ์
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)
“............... : กี๋ไม่ต้องตอบก็ได้ว่าพลเอกมี ๑๓๐ คน แต่จอมพลมีแค่ ๖ คน ทำไมถึงเลือกทนงศักดิ์ แล้วนิพัทธ์ยังอาวุโสกว่าทนงศักดิ์อีกสมมุตินะครับ แล้วอีกหลาย ๆ คน อาวุโสกว่า”
ในฐานะหัวหน้าหน่วยงาน ท่านปลัดกระทรวงกลาโหมก็พยายามชี้แจงครับว่าที่ถูกต้องควรจะทำอย่างไร ในคลิปที่ ๑๓ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่าอย่างไรครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)
“............... : โอเคถ้าเถียรจะเสนอมาพี่ก็ต้องแก้เป็นทนงศักดิ์ แล้วพี่ต้องตอบข่าวต้องตอบได้ เท่านั้นเองก็ต้องปรึกษาทางข้างบนเขา ผมไม่ใช้อำนาจ ของท่านนายกรัฐมนตรีที่จะอะไร ไม่เอา เราไม่ยุ่งกับท่านหรอกนะครับ”
ถ้าเถียรเสนอมาเถียรก็คือ พลเอก เสถียร พี่ก็ต้องแก้เป็นทนงศักดิ์ คำว่าเถียรเสนอมาก็หมายถึงว่าส่วนราชการเสนอ พลเอก ชาตรี ทัตติ มา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็จะต้องแก้เป็นทนงศักดิ์ตามที่ต้องการ คลิป ๑๔ ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)
“............... : พี่ก็ขอเปลี่ยนเป็นทนงศักดิ์ ก็บอกอย่างนี้เลยนะ แล้วอยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่แค่นี้ ไม่ต้องมีหนังสือหนังหา เรา ๕ คนลูกผู้ชายทั้งนั้น”
นี่แหละชัดเจน พี่ก็ขอเปลี่ยนเป็นทนงศักดิ์ ก็บอกอย่างนี้เลยนะ อยากให้เรื่องนี้อยู่แค่นี้ ไม่ต้องมีหนังสือหนังหา เรา ๕ คนลูกผู้ชายทั้งนั้น ท่านรัฐมนตรีนะครับ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ปี ๒๕๕๑ ซึ่งท่าน พลเอก บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ประกาศไว้ เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ยังมีผลบังคับอยู่ ให้คำนึงถึงอาวุโสทางทหาร ก็คือ พลเอก ชาตรี อาวุโสกว่า ให้พิจารณาจากผู้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานนั้น ๆ พลเอก ชาตรี อยู่ในหน่วยงาน ให้ตั้งจากอัตราพลเอก อัตราจอมพล พลเอก ชาตรี อัตราจอมพล ให้หัวหน้าส่วนราชการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการส่วนราชการ หัวหน้า ส่วนราชการคือ พลเอก เสถียร เห็นชอบจากส่วนราชการก็คือสำนักงานปลัดกระทรวง และหากเป็นพลเอก ทนงศักดิ์ ต้องมาจากหน่วยอื่น จะต้องมีการให้หัวหน้าส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องทำความตกลงกัน ซึ่งในวันที่ท่านหารือเรื่องนี้ ท่านยังไม่เคยไปปรึกษาหารือกับผู้ใด เห็นหรือยังครับว่าในวันที่ ๑๗ สิงหาคมนั้นมีการประชุมเรียบร้อย ท่านบอกว่าจบ ไม่ต้องทำหนังสือ นั่นก็คือการประชุมที่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นเรียนท่านว่าเรื่องนี้ พลเอก เสถียรทำอย่างไรครับ ได้ชี้แจงแล้ว ท่านก็บอกว่าประชุมแล้ว แทนที่ ท่านจะดำเนินการฟังความเห็นของคุณเสถียร หรือดำเนินการ หรือการประชุมใหม่เสียให้ถูกต้อง ไม่ครับ ท่านได้มีคำสั่งย้ายคุณเสถียรกับคณะรวม ๓ คน เป็นคำสั่งกระทรวงกลาโหมเฉพาะ ที่ ๓๘๓/๕๕ ลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๕ พลเอก เสถียร พลเอก ชาตรี แล้วก็ พลเอก พิณภาษณ์ เจ้ากรมเสมียนตรา ทำให้ชัดนะครับ เห็นหรือยังครับ เหตุผลที่ย้ายเพื่ออะไรครับ เพื่อไม่ต้องการให้ พลเอก เสถียรเข้ามาร่วมประชุม ท่านอาจจะเกรงว่า พลเอก เสถียร อาจจะเข้ามาขัดขวางการประชุมที่ท่านจะตั้ง พลเอก ทนงศักดิ์ ท่านก็สั่งย้ายด่วนเลยครับ ลงวันที่ ๒๗ ให้ไปทำหน้าที่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี ให้นายทหารสัญญาบัตรสังกัด สป. ก็คือสำนักงานปลัดกระทรวง ช่วยปฏิบัติราชการที่ สร. ก็คือสำนักนายกรัฐมนตรี ทีนี้เพื่อให้ชัดขึ้น ในวันที่ ๒๗ วันเดียวกัน ท่านก็ได้แต่งตั้งให้ พลเอก วิทวัส ตามคำสั่งกลาโหม ที่ ๘๙๕/๒๕๕๕ ตั้งผู้รักษาราชการแทน ตั้งให้ พลเอก วิทวัส รชตะนันทน์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงกลาโหม ในคำสั่งบอกว่าจนกว่า พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหมจะได้รับคำสั่งให้กลับมาปฏิบัติราชการตามเดิม ตรงนี้สำคัญ สำคัญคือแปลว่าท่านก็ทราบว่าตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นตำแหน่งโปรดเกล้าฯ เมื่อยังไม่ได้โปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากหน้าที่ พลเอก เสถียรก็ยังเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ท่านจึงบอกว่าให้วิทวัสทำหน้าที่รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงกลาโหม จนกว่า พลเอก เสถียรกลับมารับหน้าที่ จะกลับมารับหน้าที่เมื่อไรครับ เพราะว่าจนกว่าจะกลับมารับหน้าที่ก็ต่อเมื่อท่านได้ดำเนินการ เรื่องทนงศักดิ์เรียบร้อยใช่หรือไม่ อันนี้เป็นหนังสือลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม เพื่อให้ดูดีครับ ท่านก็มีหนังสือคำสั่งสำนักงานรัฐมนตรีเฉพาะ ที่ ๑๘๘/๕๕ ลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ให้พลเอก วรวิทย์ ชินะนาวิน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นคนลงนาม สั่งให้ พลเอก เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ไปปฏิบัติหน้าที่ให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้ทหารพัฒนาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ พลเอก ชาตรี ซึ่งควรจะขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมเสนอปรึกษาเรื่องยุทธศาสตร์การป้องกันและ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ พลเอก พิณภาษณ์ เจ้ากรมเสมียนตรา ให้ปฏิบัติหน้าที่ ให้คำปรึกษาด้านจัดการเพื่อแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นหรือยังครับ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านย้ายบุคคลเหล่านี้ พลเอก เสถียรก็ทำหนังสือยืนยันว่าท่านขอเข้าร่วม ประชุมในฐานะที่ท่านยังเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ท่านยังเป็นเลขานุการคณะทำงานอยู่ ขอเข้า เป็นหนังสือลงวันที่ ๔ ในหนังสือบอกว่าทราบจากข่าวไทยรัฐออนไลน์ ก็ขอบคุณ ไทยรัฐออนไลน์ครับ บอกว่าจะมีการประชุมเรื่องนี้ในวันที่ ๕ วันรุ่งขึ้น มีหนังสือ มีลงเลขที่รับเรียบร้อยนะครับ มีเจ้าหน้าที่รับเรียบร้อย ท่านไม่อนุญาตให้เขาเข้าประชุม และท่านก็แต่งตั้งคนที่ท่านต้องการเรียบร้อย ที่สำคัญไปกว่านั้นครับ ที่น่ากังวลก็คือว่า ในวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ก่อนที่ท่านจะดำเนินการประชุมที่ผมนำเรียนตั้งแต่ต้น ท่าน พลเอก สุกำพล ได้นำ พลเอก ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน และ พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง เข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล จะเข้าไปคุยอะไรกันสุดวิสัยผมไม่มีทางที่จะทราบ และหลังจากที่กระบวนการของท่านเรียบร้อยสมบูรณ์ เรียบร้อยโรงเรียนจีน โรงเรียนอะไร ของท่านก็แล้วแต่นะครับ ท่านกับคณะได้เดินทางไปประเทศอังกฤษ ในข่าวบอกว่า ไปพบกับบุคคลสำคัญเพื่อขอบคุณการพิจารณาแต่งตั้งทหารชั้นนายพลโดยวิธีแยกกัน เช็ก อิน (Check in) เพื่อไม่ให้เป็นที่เตะตาของนักข่าวหรือผู้รู้เห็น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี แค่นี้หรือครับ ไม่ใช่หรอกครับ ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านมีหน้าที่ต้องบริหารทุกกระทรวงต้องรับรู้รับทราบทุกเรื่อง และสำคัญที่สุดนะครับ พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. ๒๔๗๖ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๐ หน้า ๔๗๓ เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๔๗๖ ยังมีผลบังคับใช้อยู่ทุกวันนี้มีอยู่ ๒ มาตรา ที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องรับรู้รับทราบ ในฐานะที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ของทุกหน่วย รวมทั้งกระทรวงกลาโหม ในมาตรา ๒๐ บัญญัติไว้ครับ พ.ร.บ. วินัยทหาร พ.ศ. ๒๔๗๖ บอกว่า ในการที่จะรักษาวินัยทหารให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอ ย่อมเป็นการจำเป็นที่ผู้บังคับบัญชาจะต้องมีอำนาจในการบังคับบัญชาหรือลงทัณฑ์อยู่เอง เป็นธรรมดา แต่ผู้บังคับบัญชาบางคน เห็นหรือยัง เขาอาจจะรู้เขียนไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ปี ๒๔๗๖ แล้วครับ แต่ผู้บังคับบัญชาบางคนอาจใช้อำนาจในทางที่ผิดยุติธรรม เป็นภาษาเมื่อปี ๒๔๗๖ ซึ่งเป็นการสมควรที่จะให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีโอกาสร้องทุกข์ได้ เป็นระเบียบ ไม่ก้าวก่าย มาตรา ๒๙ ท่านนายกรัฐมนตรีดูตาม ผู้บังคับบัญชาได้รับเรื่องร้องทุกข์เมื่อใด อันนี้คือ พ.ร.บ. ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. ๒๔๗๖ ทีมงานขึ้นจอได้ครับ ถ้าผู้บังคับบัญชาได้รับเรื่อง ร้องทุกข์เมื่อใดต้องรีบไต่สวนและจัดการแก้ไขความเดือดร้อน หรือชี้แจงให้ผู้ยื่นใบร้องทุกข์ เข้าใจ จะเพิกเฉยเสียไม่ได้เป็นอันขาด ผู้ใดเพิกเฉยนับว่ากระทำผิดต่อวินัยทหาร ท่านนายกรัฐมนตรีปฏิเสธไม่ได้ว่าท่านเป็นผู้บังคับบัญชา เพราะคนที่ไปแกล้งเขา คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คนที่ใหญ่กว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีคนเดียวนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นเมื่อนายกรัฐมนตรี เป็นผู้บังคับบัญชาได้รับเรื่องร้องทุกข์จาก พลเอก เสถียร ต้องรีบไต่สวนและจัดการแก้ไข ความเดือดร้อนจะเพิกเฉยไม่ได้เป็นอันขาด ผู้ใดเพิกเฉยนับว่ากระทำผิดต่อวินัยทหาร เรื่องนี้นะครับ พลเอก เสถียรได้มีหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรี ๒ ครั้ง ครั้งแรกเป็นหนังสือ ที่ กห ๐๒๐๑/๑๓๕๗ ลงวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ ท่านนายกรัฐมนตรีลองทวนเรื่องดู ทำให้ชัดนะครับ เป็นเรื่องที่ปลัดกระทรวงกลาโหม ไม่ใช่ นาย ก นาย ข มาม็อบ มาร้อง มาเรื่องเยียวยา ไม่ใช่ครับ ปลัดกระทรวงกลาโหมยศพลเอก ยศจอมพล ขอพบโดยอ้างว่า มีการเสนอชื่อ พลเอก ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก อัตราพลเอก มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม อัตราจอมพล กระผมพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เป็นไป ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ พลเอก เสถียรก็เจตนาดีนะครับ เพราะว่านับถือคนที่อยู่ นอกประเทศ ก็บอกว่าเพื่อเป็นการป้องกันมิให้เป็นการแทรกแซงในการแต่งตั้งนายทหาร ชั้นนายพล เห็นหรือยัง เขายังรักรัฐบาล ยังรักนายกรัฐมนตรี แต่เขาอึดอัดกับท่านรัฐมนตรี สุกำพล บอกว่าเพื่อไม่ให้เป็นการแทรกแซงในการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลจึงใคร่ขอพบ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีชี้แจงด้วยตนเองเกี่ยวกับการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ท่านแนบ กฎหมายเยอะเลย แนบ พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ ว่าจะต้องดำเนินการตามหลักบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี กู๊ด กัฟเวิร์นแนนซ์ (Good Governance) มาตรา ๒๕ แนบข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ผมเคยอ่าน ในที่ประชุมแล้ว ผลเป็นอย่างไรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด ของกระทรวงกลาโหมเพิกเฉยครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเพิกเฉย มาตรา ๒๙ บอกว่าจะเพิกเฉย เสียไม่ได้เป็นอันขาด แปลว่านายกรัฐมนตรีละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่ แค่นั้นหรือครับ ไม่ครับ ท่าน พลเอก เสถียรได้ขออนุญาตเข้าพบอีกครั้งหนึ่ง ตามหนังสือ ที่ กห ๐๒๐๑/๓๕ ลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ ซึ่งในหนังสือนี้ก็บอกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้สั่งการด้วยวาจาในที่ประชุมเมื่อกี้ ให้เสนอรายชื่อ พลเอก ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก มาดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงกลาโหม คุณเสถียรก็บอกว่ากระผมได้เรียนด้วยวาจาให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมทราบว่าการแต่งตั้งนายทหารทุกตำแหน่งต้องดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของกระทรวงกลาโหมที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมหาได้มีอำนาจตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องแต่ประการใด ในการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ระเบียบและข้อบังคับกำหนดให้ปลัดกระทรวงกลาโหม ต้องมาจากนายทหารชั้นนายพลที่ครองยศจอมพลหรือพลเอกอาวุโส เขียนไว้ชัดนะครับ ซึ่งปัจจุบันนายทหารที่มีอาวุโสสูงสุดของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมคือ พลเอก ชาตรี ทัตติ รองปลัดกระทรวงกลาโหม และมีอาวุโสสูงกว่า พลเอก ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ชัดเจนครับ ยังบอกต่อไปครับว่าจากข้อเท็จจริงข้างต้นจะเห็นได้ว่าพฤติการณ์ของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้นเป็นการก้าวก่ายแทรกแซงและใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๒๖๖ มาตรา ๒๖๘ มาตรา ๒๗๙ มาตรา ๒๘๐ ความจริงผมเอาคำร้องนี้ถอดถอนได้เลยไม่ต้องมาเรียงใหม่ด้วยซ้ำ พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และสรุปว่าในฐานะที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของราชการ ทุกส่วนราชการได้ปฏิบัติตามกฎหมาย จึงเรียนมายังท่านเพื่อทราบและขอเข้าพบเพื่อชี้แจง ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายพร้อมด้วยเจ้ากรมเสมียนตราตามกำหนดเวลาสุดแท้แต่ท่าน จะนัดหมายโดยเร่งด่วนต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรีจะว่าอย่างไรนะครับ มาเฉย ๆ ไหมครับ ไม่ครับ ได้แนบหนังสือ ลับมาก หนังสือ ลับมาก ด่วนมาก บันทึกข้อความ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๕ ซึ่งก็มาจากรายละเอียดที่ชัดเจนแล้วว่าจะต้องแต่งตั้งจากจอมพล จะต้องแต่งตั้ง จากในหน่วยงาน จะต้องแต่งตั้งจากผู้อาวุโส และจะต้องผ่านจากหน่วยงานนั้น ๆ ท่านรัฐมนตรีคิดเองไม่ได้ สำคัญที่สุด พลเอก ชาตรี ได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบของ ปลัดกระทรวงกลาโหมกับคณะกรรมการในหน่วยงานแล้ว บอกด้วยครับ หนังสือที่ว่านี้ นายกรัฐมนตรีจะบอกว่าไม่ทราบไม่ได้นะครับ มีใบตอบรับครับ ใบตอบรับ เจ้าหน้าที่ ผมไม่อ่านเดี๋ยวท่านจะไปไล่บี้เขา เอาว่ามีใบตอบรับในวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา ท่านนายกรัฐมนตรีรับทราบแล้วและเป็นอย่างไร ท่านได้ทำอะไรบ้างครับ ไม่เลย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นกรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นการสมรู้ร่วมคิด กับการใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่ไปก้าวก่ายแทรกแซง การทำหน้าที่ของข้าราชการ ซึ่งในหนังสือก็ได้เรียนชัดเจนว่าเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๖ มาตรา ๒๖๘ มาตรา ๒๗๙ มาตรา ๒๘๐ เพราะฉะนั้นเมื่อกฎหมาย ไม่เป็นกฎหมายท่านไม่พอใจใคร ใครสั่งไม่ได้ ซ้ายหันไม่ได้ ขวาหันไม่ได้ท่านก็ให้เปลี่ยน เป็นการเปลี่ยนโดยอำเภอใจ ก็เหมือนกับอาจจะมีวันดีคืนดีตั้งข้อหาว่าไม่ชอบขี้หน้า ก็สามารถจับได้ ถ่ายรูปบางรูปก็สามารถจับได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มีธรรมาภิบาลที่ดี เราไม่มีนิติรัฐ เราไม่มีนิติธรรม บ้านเมืองอยู่ไม่ได้ กองทัพก็จะกลายเป็นกองโจร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะภูมิใจไม่ได้เพราะว่าถ้ากองทัพเป็นกองทัพท่านก็เป็น หัวหน้ากองทัพ แต่ถ้าเป็นกองโจรท่านก็คือหัวหน้ากองโจรซึ่งบ้านเมืองอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรียนด้วยความเคารพครับว่าพวกกระผมจึงไม่สามารถไว้วางใจให้ พลอากาศเอก สุกำพล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่สามารถไว้วางใจ ให้นางสาวยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะว่าละเลยเพิกเฉยสมรู้ร่วมคิดในการแต่งตั้ง บุคคล ก้าวก่าย แล้วก็ทำให้กิจการบ้านเมืองที่ดีได้รับความเสียหาย เพราะฉะนั้นกระผม จึงไม่สามารถให้ความไว้วางใจกับท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอบคุณครับ