ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในฐานะที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการและลงนามในเอกสารการขายข้าวค้างเก่าจากรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้กับประเทศอินโดนีเซีย
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้กระผมในฐานะที่เป็นตัวแทนชาวจังหวัดยะลา จะขอทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลแทนพ่อแม่พี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ กระผม จะขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในฐานะที่นายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรีและเป็น ประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติตามเอกสารที่ผมนำมาแสดงนี่นะครับ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๕๓/๒๕๕๔ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ แล้วก็ลงนามโดยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๔ ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศเพียงไม่กี่วันก็เริ่มขายข้าวค้างเก่าจากรัฐบาล ของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นการขายข้าวแบบจีทูจีให้กับบูล็อก (BULOG) ประเทศอินโดนีเซียจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ข้าวจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ ตันนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น เคยทำท่าทำทางออกลีลาว่าจะยกเลิก โดยอ้างว่าไม่ได้เป็นสัญญาเป็นแค่เอ็มโอยู แล้วก็อ้างต่อครับว่าขั้นตอนการเสนอขายผ่าน อคส. ไม่ถูกต้อง แล้วก็อ้างต่ออีกครับว่า ราคาต่ำเกินไปจะขอพิจารณาใหม่ ท้ายที่สุดครับก็แอบประมูลกันไปเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๔ มีบริษัทที่เสนออยู่ ๒ รายครับยื่นซอง ๑๒.๐๐ นาฬิกา เปิดซอง ๑๔.๐๐ นาฬิกา นกกระจอกยังไม่ทันกินน้ำเลยครับ รู้แล้วครับว่าข้าว ๓๐๐,๐๐๐ ตันใครได้ ไม่เกินความคาดหมายครับ เรียบร้อย บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ช่วงนั้นน้ำกำลังท่วมครับ ท่านประธานครับ ประชาชนกำลังเดือดร้อน แต่รัฐบาลก็ปล้นข้าวกันท่ามกลาง น้ำท่วมนี่ละครับ เป็นการเปิดประมูลที่ผิดธรรมเนียมปฏิบัติครับ ไม่เป็นปกติทั่วไป โดยปกติต้องทำหนังสือเชิญชวนเป็นการทั่วไปครับ และต้องแจ้งสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เหมือนตัวอย่างนี้นะครับ กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศก็จะทำหนังสือ เรื่องการจำหน่ายข้าวสารตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนะครับ ก็บอกปีการผลิต เพื่อส่งออกต่างประเทศโดยวิธียื่นซองเสนอราคา เรียนผู้สนใจเสนอราคา อันนี้เป็นรูปแบบ ที่เชิญชวนทั่วไป แม้แต่ อคส. ก็ทำเรื่องจัดทำข้าวสารถุงเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย ในประเทศ เรียนสมาคมผู้ส่งออกข้าวต่างประเทศ เขาก็จะต้องทำหนังสือแจ้งเพื่อให้มี การเปิดประมูลเป็นการทั่วไปและเพื่อความโปร่งใส แต่ครั้งนี้กลับทำกันแบบเงียบ ๆ แบบลับ ๆ ไม่มีใครรู้เลยครับนอกจากรัฐบาลกับ ๒ บริษัทเท่านั้น หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็ได้ครับว่า มีเฉพาะรัฐบาลกับเพียงบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เท่านั้นก็ได้ครับ เรื่องมันแดงครับ เพราะสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเขารู้ครับเขาทำหนังสือ ลงหนังสือฉบับนี้ละครับ ฉบับวันเดียวกันที่มีการเปิดประมูล วันที่ ๑๔ ธันวาคม บอกว่าเรื่องการขายข้าว ให้รัฐบาลอินโดนีเซีย เรียน ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แล้วเขาบอกต่อครับว่าแต่ทั้งนี้สมาคมได้รับทราบจากสมาชิกว่าองค์การคลังสินค้าได้จัดให้มี การยื่นซองเสนอราคาส่งมอบข้าวให้ประเทศอินโดนีเซียแล้วในวันที่ ๑๔ ธันวาคม ก็คือวันที่ เขาทำหนังสือนี่แหละครับ ซึ่งสมาคมไม่ได้รับทราบข้อมูลใดมาก่อน สมาคมจึงใคร่ขอทราบ ข้อเท็จจริงและความคืบหน้าของการประมูลดังกล่าวครับ เมื่อสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เขาทำหนังสือถึงรองนายกรัฐมนตรีแล้วเขาก็คิดต่อครับว่าเวลาเศษข้าว ปลายข้าวก็มีหนังสือ มาเชิญชวนเขาครับ เหมือนตัวอย่างฉบับนี้ละครับ การจำหน่ายข้าวสารที่ได้รับความเสียหาย เรียนสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยฉบับนี้ครับ การจำหน่ายข้าวท่อนและปลายข้าว เขาก็เรียนสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย แม้แต่ อคส. การจัดทำข้าวสารถุงเขาก็ต้องแจ้งสมาคมผู้ส่งออกข้าวต่างประเทศ เขาทำหนังสือ ถึงรองนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีก็เงียบครับ ไม่ตอบหนังสือให้กับสมาคมผู้ส่งออกข้าว ทำไปฉบับแรกเงียบ เขาห่างกัน ๗ วัน เขาทำต่อครับ วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ ตามหนังสือ ฉบับนี้มีด้วยกัน ๒ หน้า ผมจะไม่ลงรายละเอียดมาก เขาถามว่า ๑. สถานภาพของสัญญา ฉบับนี้เป็นอย่างไร ๒. การเปิดประมูลที่ผ่านมาเป็นการประมูลเพื่อปรับปรุงคุณภาพข้าว หรือประมูลสัญญาส่งมอบ ประการที่ ๓ เขาถาม ถ้าใช้ข้าวในคลังรัฐบาลย่อมต้องเป็น การเปิดประมูลครับ อันนี้ใช้ข้าวใครกันแน่ ประการที่ ๔ ไม่มีการเชิญชวนให้มีการประมูล เขาก็ขอให้ยกเลิกและมีการเปิดประมูลใหม่ รองนายกรัฐมนตรีก็เงียบอีกตามสูตร ไม่ตอบหนังสือ ของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย แต่กลับไปจ้ออยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าจะไม่เข้าไปทบทวนกรณีที่สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยทำหนังสือร้องเรียนไป อคส. เพื่อเปิดประมูลข้าวจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ ตัน เพื่อส่งมอบข้าวให้กับรัฐบาลอินโดนีเซีย เพราะเรื่องดังกล่าวทำไปตามสัญญาที่ทำไว้ก่อน สมาคมผู้ส่งออกเขาขอให้ทบทวน ไม่มีการประกาศเชิญชวนเป็นการทั่วไป ไม่ใช่เพราะทำไปตามสัญญาที่ทำไว้ก่อน รองนายกรัฐมนตรีไม่เข้าใจ กลับพูดต่ออีกครับว่าหากสามารถขายข้าวได้ในราคาที่ไม่ขาดทุน ก็ไม่ขัดข้องเพราะ อคส. เป็นรัฐวิสาหกิจทำธุรกิจได้ และการขายข้าวครั้งนี้ก็ไม่ได้นำสต็อกข้าว ในรัฐบาลมาดำเนินการ แต่ อคส. ต้องไปซื้อข้าวในตลาดมาส่งมอบเอง สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เขาถามทำไมไม่ตอบเป็นหลักฐานล่ะครับ นี่แสดงว่ารองนายกรัฐมนตรีโกหกจนเคยชิน กลืนน้ำลายตัวเองจนหมด ไม่เอาข้าวรัฐบาลส่งแล้วจะไปเอาข้าวที่ไหนครับ ข้าวปริมาณมาก ๆ อย่างนี้ ๓๐๐,๐๐๐ ตัน มีใครมีข้าวในสต็อก ๓๐๐,๐๐๐ ตัน นอกจากข้าวรัฐบาล รัฐบาลซื้อข้าวในท้องตลาดหมดแล้ว แล้วก็ซื้อราคาแพงด้วย แพงกว่าราคาท้องตลาดที่ควรจะเป็น ถ้าเอาข้าวของเอกชนไปส่งก็ส่งได้แต่ข้าวเปลือก เป็นไปไม่ได้ครับ ถ้าได้เปรียบเทียบ กับยุคคุณทักษิณ ท่านประธานจะเห็นว่ายุคคุณทักษิณที่ว่าหนักแล้ว ยุคนี้หนักกว่าครับ หนักกว่ายุคคุณทักษิณ หนากว่า หนักกว่า แล้วก็กล้ากว่าครับ ยุคคุณทักษิณสมัยที่คุณอดิศัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ปี ๒๕๔๕ มีเรื่องอื้อฉาว ประมูลข้าวของ อคส.