ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พูดเรื่องยุทธศาสตร์การเจรจาในความร่วมมือระหว่างไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคอาเซียน และเรียกร้องให้ดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต่อประเด็น สืบเนื่องจากค้าถามแรกที่เพื่อนสมาชิกได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมนะครับ ผมขออนุญาต กราบเรียนผ่านท่านประธานอย่างนี้ว่าทั้งประเทศจีนและประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นมิตรแท้ คนส้าคัญของประเทศไทยมายาวนาน เรากับทั้ง ๒ ประเทศพัฒนาความสัมพันธ์ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ศิลปวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นในยุทธศาสตร์ของ แต่ละประเทศที่จะขยับก้าวเข้ามามีบทบาทในเอเชียหรือในภูมิภาคอาเซียน ก็เป็นเรื่อง แนวนโยบายของแต่ละประเทศ ในส่วนของเราซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ได้รับความส้าคัญจาก ๒ มหาอ้านาจ ก็จ้าเป็นที่จะต้องมียุทธศาสตร์ในการแสดงจุดยืน แล้วในการสร้างบรรยากาศที่ดี ต่อการกระชับความร่วมมือในทุก ๆ ด้านของทั้ง ๒ ประเทศเช่นเดียวกัน ในส่วนของ ประเทศจีนมิติของความสัมพันธ์ก็พัฒนาเดินกันไปไกลครับ เราเป็นเอฟทีเอ (FTA) เรามีอาเซียน +๖ ซึ่งประกาศจากการประชุมล่าสุดที่ผ่านมาที่กรุงพนมเปญ ใน ๓ ปีจากนี้ ประเทศไทยก็เป็นผู้ประสานงานอาเซียนจีน ซึ่งก็จะท้าหน้าที่ในการติดต่อประสาน กระชับความสัมพันธ์ในฐานะของตัวแทนภูมิภาคอาเซียนกับประเทศจีนอยู่แล้ว ประเทศสหรัฐอเมริกาถ้ามียุทธศาสตร์ที่จะเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคอาเซียน ในเอเชีย อย่างที่เพื่อนสมาชิกว่าก็เป็นหน้าที่ที่เราจะต้องใช้ยุทธศาสตร์ ใช้ศิลปะทางการทูต ในการเปิดประตูรับ แล้วก็สร้างประโยชน์สูงสุดจากความร่วมมือนี้ให้เกิดขึ้นกับคนในประเทศ แล้วก็ภาคีสมาชิกในภูมิภาคอาเซียน เรายืนอยู่ตรงกลางแล้วเรายืนอยู่ที่บ้านของเรา มิตรประเทศซึ่งเป็นประเทศมหาอ้านาจเขาเดินเข้ามา เราก็ต้องมีท่าทีตอบรับอย่างที่รัฐบาลไทย ได้ด้าเนินการอยู่ ผมยืนยันว่าทุกบาทก้าวที่รัฐบาลด้าเนินการก็ยึดถือประโยชน์สูงสุด ของประชาชนคนไทย แล้วก็เวทีอาเซียนเป็นส้าคัญ ในส่วนของทีพีพีก็ต้องขอกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้แสดงท่าที เชิญชวนประเทศไทยเข้าร่วมมาแล้วก่อนหน้านี้ ปัจจุบันเขามีสมาชิกอยู่ในทีพีพี ๑๑ ประเทศ ใน ๑๑ ประเทศก็มี ๔ ประเทศอยู่ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศบรูไน ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนาม ดังนั้นการที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา เดินทาง มาเยือนประเทศไทยคราวนี้ สิ่งที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ แล้ว ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปแถลงข่าวร่วมนี้ก็เพื่อที่จะสร้างบรรยากาศของความร่วมมือ เพื่อที่จะส่งสัญญาณเชิงบวกกับความต้องการของมิตรประเทศอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ว่าขั้นตอนยังต้องด้าเนินการอีกยาวครับ ยังจะต้องมีล้าดับขั้นก่อนที่จะพัฒนาการไปสู่ การเริ่มเจรจาทีพีพีอย่างเป็นทางการ ทุกอย่างจะเป็นไปภายใต้กรอบของกฎหมาย แล้วก็ด้าเนินการโดยเปิดเผยท่ามกลางสายตาประชาชนและสื่อมวลชน ผมสรุปขั้นตอน ที่จะไปถึงตรงนั้นหลังจากแถลงข่าวร่วมแล้วว่าหลังจากนี้ก็จะต้องมีการศึกษาผลประโยชน์ และผลกระทบในการเข้าร่วมเจรจา จริงอยู่ก่อนหน้านี้ได้เคยมีการศึกษาอยู่บ้าง แต่ก็จะต้อง มาดูว่าเราสนใจที่จะลงลึกในประเด็นใดเป็นพิเศษก็ว่ากันต่อ หลังจากนั้นก็จะมีการรับฟังความเห็นของประชาชน ของเอกชน และของสาธารณะ หลังจากนั้น ก็จะมาสู่การจัดท้าร่างกรอบเจรจาความตกลงเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ หลังผ่านมาตรา ๑๙๐ ก็จะต้องแจ้ง ความจ้านงในการเข้าร่วมเจรจาและรอฉันทามติจากสมาชิกทีพีพีทั้ง ๑๑ ประเทศ หลังจากนั้นก็จะมีการประกาศเข้าร่วมการเจรจาอย่างเป็นทางการโดยคณะรัฐมนตรีก็ต้องตั้ง หัวหน้าคณะเจรจา หลังจากนั้นก็จะมีการก้าหนดกลยุทธ์ท่าทีในการเจรจาซึ่งก็จะต้อง เป็นเรื่องภายในที่เราจะต้องเตรียมความพร้อมร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน นี่เป็นขั้นตอน ที่จะต้องเริ่มต้นหลังจากมีการแถลงข่าวร่วม แล้วในทีพีพีเอง ๑๑ ประเทศเขามีการเจรจากัน ในวงนี้ ๑๔ รอบแล้วครับ ใน ๑๔ รอบมี ๒๖ เรื่องที่จะต้องเจรจา เพิ่งจบร่วมกันได้เพียง ประเด็นเดียวคือความร่วมมือเรื่องเอสเอ็มอี (SME) เพราะฉะนั้นจึงกราบเรียนท่านประธาน ผ่านเพื่อนสมาชิกนะครับว่าความห่วงใยนี้รัฐบาลน้อมรับแล้วก็ขอแสดงความชื่นชม แต่เรียนว่า ทุกอย่างที่ด้าเนินการก็เป็นไปภายใต้กรอบของกฎหมายและด้าเนินการก็เพื่อให้เกิดบรรยากาศ ความร่วมมือในชั้นต้นระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกาในฐานะที่มิตรประเทศ มาเยือนครับ