สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๒ · ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคุ้มครองผู้บริโภคจากการใช้บัตรเครดิต และป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลบัตรเครดิต นอกจากนี้ยังเตือนภัยว่าหากประชาชนมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิตจะทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจอันตราย

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต่อร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต พ.ศ. .... นี้ ต้องชื่นชมรัฐบาล เป็นความประสงค์ดีที่ท่านออกพระราชบัญญัติขึ้นมาเพื่อก้ากับธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องบัตรเครดิต ทั้งระบบ ต้องยอมรับความจริงว่าในอดีตที่ผ่านมามันมีกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องอยู่ ๒-๓ ฉบับ ความเป็นเอกภาพก็ไม่มี การก้ากับดูแลก็แบ่งหน่วยงาน บางส่วนก็ดูแลโดยธนาคาร แห่งประเทศไทย บางส่วนก็ดูแลโดยส่วนงานอื่น ซึ่งที่ผ่านมาท้าให้เกิดความสับสน แล้วก็แน่นอนครับการก้ากับดูแลของภาครัฐก็อาจจะท้าได้ไม่เต็มที่นัก พระราชบัญญัติฉบับนี้ จึงเกิดขึ้นมาเป็นพระราชบัญญัติที่พยายามที่จะรวบรวมเอาข้อก้าหนดต่าง ๆ มาอยู่ในกฎหมายฉบับเดียวซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ผมต้องชื่นชมในส่วนนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมจะเข้าประเด็นที่เป็นประเด็นที่อยากจะฝากผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี รวมถึงเพื่อนสมาชิกที่จะเป็นกรรมาธิการในการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ อยู่ ๒-๓ ประเด็น

ประเด็นแรก เรามีการอภิปรายพูดคุยกันในสภาผู้แทนราษฎรรวมถึง คณะกรรมาธิการต่าง ๆ มากมายหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับ เรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค คณะกรรมาธิการเกี่ยวกับการเงิน การคลัง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การออกบัตรเครดิตพี่น้องประชาชนไปใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้า ในที่สุดติดหนี้ติดสิน ติดหนี้ติดสินเป็นเรื่องธรรมดาก็พยายามใช้กันไปถ้ามีก้าลัง แต่อย่างไรก็ตามมาตรการ ในการทวงหนี้ที่ผ่านมา เราได้ยินมาโดยตลอดเรื่องของการทวงหนี้โหด โทรศัพท์ไป เพื่อนข้างบ้าน โทรศัพท์มาจี้ทุกวัน หลายสิ่งหลายอย่างเหล่านี้ท้าให้การด้าเนินชีวิต เกี่ยวกับบัตรเครดิตเป็นไปด้วยความยากล้าบาก ผมเองกราบเรียนเลยว่าอ่านกฎหมายฉบับนี้ ของพี่น้องประชาชนกลุ่มหนึ่งที่เป็นหนี้ทั้งฉบับแล้วไม่มีการปรับแก้ในส่วนของ การไปปิดช่องว่างในส่วนนี้ ในที่สุดแล้วอยากจะมองเห็นเพื่อนกรรมาธิการที่ไปลองมองหา ช่องทางสิว่าในที่สุดเราจะแก้ไขมาตราใด อย่างไร เพื่อที่จะลดการคุกคาม ผมถือว่า เป็นการคุกคามทางเศรษฐกิจกับพี่น้องประชาชนที่เขาไปถือบัตรเครดิต เพราะเราจะต้อง ปกป้องคนหมู่มากก็คือพี่น้องประชาชนที่เขาเป็นผู้ใช้บัตรเป็นหลักก่อน

ส่วนที่ ๒ เป็นประเด็นที่อยากจะฝากเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีก็คือวันนี้ด้วยกฎหมายฉบับนี้ เราก้าลังจะมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นมาจุดหนึ่งนั่นก็คือ สิ่งที่เรียกว่าจุดเชื่อมต่อรับส่งข้อมูลรายการช้าระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่จัดตั้ง ภายในประเทศหรือเรียกว่าโลคัล สวิตชิง นี่ภาษาอังกฤษนะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ วันนี้เรื่องของข้อมูลบัตรเป็นสิ่งส้าคัญ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกก็มีการอภิปรายไปถูกต้องจริง ๆ คือวันนี้ข้อมูลของเราที่เราได้ให้กับสถาบันการเงินหรือนิติบุคคลต่าง ๆ ที่ออกบัตรเครดิต มันไม่เป็นความลับอีกต่อไป วันนี้ข้อมูลลักษณะนี้มันมีทั้งเรื่องของเพศ ทั้งเรื่องของวัย ทั้งเรื่องของความชอบส่วนตัว การจับจ่ายใช้สอยว่าเราไปซื้อของประเภทไหน ไปซื้ออะไร ที่ไหน เมื่อไร มีหมดครับ วันนี้ข้อมูลลักษณะนี้เป็นข้อมูลที่มีค่ามากทางการตลาด การรั่วไหลของมัน เขาสามารถน้าไปขายได้เป็นเงินจ้านวนมหาศาล ผมต้องกราบเรียนว่า วันนี้แค่มีโทรศัพท์มาหาเราโดยที่เราไม่รู้ว่าต้นสายปลายเหตุอย่างไร ในที่สุดสืบวิเคราะห์กันไปมา ในที่สุดก็คือเรื่องของข้อมูลบัตรเครดิตมันรั่ว วันนี้เรามีศูนย์ที่เรียกว่าเครดิต บูโร (Credit Bureau) ผมก็มีความเชื่อมั่นว่าเขามีการป้องกันแก้ไขอย่างดี แต่วันนี้เราก้าลังจะเปิดช่อง อีกช่องหนึ่งที่เรียกว่าโลคัล สวิตชิง เป็นการถ่ายโอนข้อมูล มีการเขียนอยู่ในมาตรา ๓๒ เป็นเรื่องของการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล แล้วก็มีการก้าหนดโทษ แต่อย่างไรก็ตาม มาตรา ๓๒ นั้นเป็นเรื่องของการรั่วไหลจากบุคลากรที่เกี่ยวเนื่อง เช่น บุคคลที่ท้างาน อยู่ในภาครัฐ บุคคลที่มีการผ่านข้อมูลเครดิตในส่วนของโลคัล สวิตชิงเองหรืออะไรก็ตาม แต่เราไม่มีการป้องกันในส่วนหนึ่ง เราไม่มีกฎหมายที่จะไปแก้ไขหรือว่าหาทางยับยั้งในส่วนหนึ่ง นั่นก็คือในส่วนของการขโมยข้อมูล วันนี้ข้อมูลทางบัตรเครดิตต่าง ๆ มันเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งหมด ท่านลองไปศึกษาข้อมูลดูนะครับท่านประธาน ถ้าเป็นต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาหรือว่าประเทศอังกฤษ ศูนย์ข้อมูล เกี่ยวกับบัตรเครดิตเขา วัน ๆ หนึ่งโดนแฮก (Hack) เป็นพันเป็นหมื่นครั้งจากบุคคลที่เราไม่รู้ การป้องกันดีแค่ไหนเราไม่ทราบ ของไทยเราจะมั่นใจได้อย่างไร วันนี้เราจะต้องวางมาตรการ ให้พี่น้องประชาชนรวมถึงภาคธุรกิจเอกชนต่าง ๆ เขาสามารถมั่นใจได้ เพราะท่านประธาน คงจะเคยไปต่างประเทศครับ พอลงเครื่องปุ๊บสิ่งแรกที่ทัวร์ (Tour) บอก บางครั้งผู้น้าทัวร์ เขาก็บอกว่าให้ระวังการใช้บัตรเครดิตในประเทศนี้ เพราะใช้ไปแล้วจะไปโดนรูดทรัพย์ จะไปโดน เขาขโมยข้อมูลไปใช้ต่อ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะท้าให้เกิดความสั่นไหวทางเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว เราไม่อยากจะให้เกิดสิ่งนี้ในประเทศไทยนะครับ เราเคยมีข่าวพอสมควรในประเทศเองบอกว่ามีการขโมยข้อมูลบัตรเครดิตเอาไปใช้ต่อ มันจะกระทบกับภาพลักษณ์ของเรานะครับ แล้วจะไม่สามารถเรียกคืนได้ในระยะเวลาอันสั้น ก็เป็นสิ่งที่อยากจะให้เพื่อนกรรมาธิการไปหาทางปิดช่องโหว่ในจุดนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ

ส่วนสุดท้ายนี้ ผมอยากจะเรียนฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี วันนี้สิ่งหนึ่งที่เป็นสิ่งส้าคัญ ผมฟังการอภิปรายหลายท่านก็เกิดความสับสน และที่ส้าคัญที่สุด เราในฐานะภาครัฐจะต้องให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนว่าบัตรเครดิตนี่ไม่ใช่การกู้เงินครับ ถ้าวันไหนที่พี่น้องประชาชนเข้าใจว่าบัตรเครดิตที่เขาถืออยู่นี้เป็นเงินกู้ที่เขาจะเอาไปใช้จ่าย ต่าง ๆ ในลักษณะของการกู้เงินนี่ วันนั้นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะที่อันตราย เพราะการกู้เงินจริง ๆ จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่าการค้าประกัน การมีคอลแลทเทอรัล (Collateral) มีสิ่งที่จะไปบอกกับธนาคาร บอกกับสถาบันการเงินว่าคุณสามารถที่จะใช้จ่ายคืนได้อย่างไร มีโครงการอย่างไรที่จะเอาเงินไปใช้คืนเขาในระยะเวลาที่ก้าหนด ภายในระยะเวลาที่ก้าหนด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งส้าคัญในการกู้ แต่การใช้บัตรเครดิตนี้เป็นเพียงแค่เครื่องมือที่ท้าให้ ระบบเศรษฐกิจมันหมุนง่ายขึ้น เป็นสิ่งซึ่งทดแทนเงินสดไม่ใช่การกู้เงิน ถ้าวันไหนที่ท่าน สื่อสารไปยังสังคมว่าการใช้บัตรเครดิตเป็นลักษณะของการกู้นี่ วันนั้นจะเกิดปัญหามาก ๆ กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม ประเด็นเหล่านี้ก็ต้องฝากผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี รวมถึงเพื่อนสมาชิกเพื่อที่จะไปเป็นกรรมาธิการแล้วก็ปรับแก้ แล้วก็ใช้ช่องทางทางนิติบัญญัติ ท้าให้กฎหมายฉบับนี้มีประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุดครับ