พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หารือเรื่องกฎหมายบัตรเครดิต และเสนอให้รัฐบาลพิจารณาดูแลผู้บริโภคที่ใช้บัตรเครดิตอย่างเท่าเทียมกัน โดยเรียกร้องการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บเงินจากผู้บริโภคที่ใช้บริการบัตรเครดิตอย่างไม่เหมาะสม
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ
อันดับแรกเลยครับท่านประธาน ผมต้องขอขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ท่านประธานวิปรัฐบาล แล้วก็ท่านพินิจ จันทร์สมบูรณ์ รวมไปถึงท่านรองประธาน เจริญ จรรย์โกมล ที่ได้กรุณาให้ความเป็นธรรมถูกต้อง แล้วก็แก้ไขปัญหาข้อขัดข้องที่เกิดขึ้น ที่ผมได้น้ากราบเรียนท่านประธานในเบื้องต้น ท้าให้ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจ บัตรเครดิต พ.ศ. .... ของผมได้มีโอกาสเข้ามาร่วมพิจารณาในวันนี้ครับ ผมขออนุญาต เรียนท่านประธานว่าในส่วนของผมและพรรคประชาธิปัตย์เราได้เสนอกฎหมายบัตรเครดิต เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๔ นับถึงวันนี้ก็ ๑๑ ปี ผมได้น้าเสนอร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต พ.ศ. .... มีเนื้อหาสาระ มากกว่าของรัฐบาล แต่เป็นเรื่องท้านองเดียวกัน เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๔ เลขรับที่ ๙๕/๒๕๔๔ วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๔ เวลา ๑๖.๒๐ นาฬิกา แต่ว่ากว่าที่จะเสนอ กฎหมายฉบับนี้ได้ ในขณะนั้นเป็นช่วงระยะเวลาของรัฐบาลของท่านชวน หลีกภัย สมัยที่ ๒ ท่านธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ด้วยความตระหนัก เหมือนกับที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไป แล้วรวมถึงท่านรัฐมนตรีและท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวไปถึงเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และการก้ากับดูแลธุรกิจ บัตรเครดิต รวมไปถึงเรื่องของเหล่ามิจฉาชีพที่ใช้บัตรเครดิตในการฉ้อโกง แล้วก็ท้าให้ เกิดความเดือดร้อนเสียหายไปทั่ว แต่ว่าเป็นที่น่าเสียดายครับที่กว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะสามารถบรรจุเข้าในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้เมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๔๔ นี่ เนื่องจากว่าหน่วยงานหลักทางกฎหมายของรัฐบาลคือส้านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คัดค้านมาตลอด เหตุผลง่าย ๆ ครับ
เหตุผลประการที่ ๑ บอกว่าไม่จ้าเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้ เพราะว่าสามารถ เทียบเคียงกับกฎหมายฉบับอื่นได้
เหตุผลประการที่ ๒ บอกว่ามี ปว. ๕๘ หรือประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ พ.ศ. ๒๕๑๕ ประกาศใช้อยู่แล้ว จึงไม่มีความจ้าเป็นใด ๆ ที่จะต้องออกกฎหมาย ฉบับนี้มาอีก
ผมก็น้าเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นครับว่าไม่น่าจะ ถูกต้อง เหตุผลประการแรกนั้นถ้าหากเรามองว่ามีกฎหมายอื่นอยู่แล้วไม่จ้าเป็นต้องมี กฎหมายเฉพาะก็แปลว่ากฎหมายอีกหลายฉบับมันก็ไม่ควรจะเข้าสภา เหตุผลประการที่ ๒ โดยย่อก็คือว่าเหมือนที่ท่านรัฐมนตรีพูดเมื่อกี้ครับ ท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี บอกว่าวันนี้มันมีผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับบัตรเครดิต ๒ ประเภท คือ ที่เป็นธนาคารพาณิชย์ และที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งท่านได้ขออนุญาตใช้ค้าภาษาอังกฤษว่าพวกแบงก์กับ น็อนแบงก์ มันไม่ได้เพิ่งมีปีนี้วันนี้ แต่มันมีมาตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๔๔ แล้วครับ แล้วก็ ปว. ๕๘ ที่ส้านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพยายามหยิบยกขึ้นมาอ้างในขณะนั้นมันเป็น การให้อ้านาจธนาคารแห่งประเทศไทยในการก้ากับดูแลธนาคารพาณิชย์เท่านั้นเอง แต่ว่าการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตมันไม่ใช่ธุรกิจเงินกู้ มันเป็นการประกอบธุรกิจประเภทหนึ่ง การที่ธนาคารพาณิชย์ไปท้าธุรกิจอันนี้ขึ้นมาไม่ได้แปลว่าท้าให้ธุรกิจบัตรเครดิตมันกลายเป็น ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่จะอยู่ในการก้ากับดูแลของธนาคารพาณิชย์ แปลว่าคนอื่นเขาท้าได้ เหมือนกันมันจึงเกิดปัญหาเรื่องแบงก์กับน็อนแบงก์ เหมือนที่ท่านได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ ปรากฏว่า ปว. ๕๘ สุดท้ายก็คลุมไปไม่ถึงพวกน็อนแบงก์ เมื่อคลุมไปไม่ถึงก็เกิดปัญหา การคุ้มครองผู้บริโภคและการด้าเนินคดีกับเหล่ามิจฉาชีพ ก็คาราคาซังมาอย่างนี้แหละครับ จนสุดท้ายมายุคของรัฐบาลท่านชวน ท่านรัฐมนตรีธารินทร์ก็เห็นว่าเหตุผลของทางฝั่ง พวกกระผมน่าจะถูกต้องกว่า จึงเห็นชอบให้เอาร่างของพวกกระผมนี่เข้าสภา ซึ่งที่ประชุม สภาก็ได้มีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาแล้วครับ แต่ว่ายังไม่ทันได้เสร็จ ก็เกิดการยุบสภา รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ในขณะนั้นก็บอกว่าให้รัฐบาลใหม่รับรองก่อน ถึงจะเดินหน้าต่อได้ ปรากฏว่ารัฐบาลที่ต่อเนื่องมาในขณะนั้นไม่ให้การรับรอง กฎหมายฉบับนี้ ก็เลยต้องตกไปตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ นั่นละครับ หลังจากนั้นผมได้พยายามยื่นกฎหมายฉบับนี้เข้ามา ในสภาผู้แทนราษฎรต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปีนี้ ๑๑ ปีแล้วครับ ยกเว้นในสมัยที่เป็นรัฐบาล ในสมัยที่แล้ว ซึ่งท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นก็อาศัยขอเอาร่าง ของผมเป็นแม่แบบแล้วน้าเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสมัยนั้น แล้วก็ผ่านคณะรัฐมนตรี รอประชุมจากคณะกรรมการกฤษฎีกาผ่านออกมาก็ยังไม่เสร็จก็หมดวาระของรัฐบาลที่แล้ว ไปก่อน เพราะฉะนั้นในส่วนนี้อย่างไรก็แล้วแต่ต้องขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับที่อย่างน้อยท่านก็หยิบกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาท้าต่อ ให้จบ เพราะว่าสุดท้ายคนที่ได้ผลประโยชน์ไม่ใช่พรรคการเมืองพรรคใด แต่เป็นประชาชน และสังคมโดยรวม อันนี้คือเหตุผลเบื้องต้นที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในหลักการจะต้อง มีกฎหมายฉบับนี้ครับ
ส่วนเหตุผลนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่ากฎหมายของผมนี่ ไม่ได้ใช้ชื่อว่าพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ผมใช้ชื่อว่า พระราชบัญญัติ บัตรเครดิตครับ เพราะผมเห็นว่าปัญหาของบัตรเครดิตวันนี้ไม่ใช่มีแค่เรื่องการประกอบธุรกิจ ที่จะต้องก้ากับดูแลหรือเป็นห่วงเท่านั้น แต่มันมีอะไรอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบัตรเครดิต ที่จะต้องเข้ามาก้ากับดูแลโดยกฎหมาย เนื่องจากว่าประเทศไทยไม่เคยมีกฎหมายที่เข้ามา ดูแลในส่วนนี้เลย ในขณะที่เรื่องของการให้บริการบัตรเครดิตในด้านของคอมพิวเตอร์ หรือในเชิงของด้านธุรกิจ รวมไปถึงความรู้ความสามารถของเหล่ามิจฉาชีพมันทวีความรวดเร็ว แล้วก็มีความสามารถมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นบัตรเครดิตมันจึงกลายเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือทางการเงินให้ประชาชนผู้บริโภคใช้สะดวกแล้ว มันกลับกลายเป็น เครื่องมือในการทุจริต เป็นเครื่องมือในการฉ้อโกง และเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง ประชาชนด้วย แต่วันนี้พฤติกรรมหลายอย่างของคนเหล่านี้มันไม่มีกฎหมายเฉพาะ มาก้ากับดูแล มันก็เลยท้าให้พฤติกรรมหลายอย่างของคนเหล่านี้หลุดพ้นจากกฎหมายครับ ผมยกตัวอย่างท่านรัฐมนตรีไปจับคนหนึ่งที่มีประวัติเลยครับ คนนี้ปลอมบัตรเครดิต ที่บ้านมีบัตรพลาสติกเปล่า ๆ ไว้ ๕๐,๐๐๐ ใบ ข้อหาอะไรครับ ยังไม่ได้ปลอมอะไรเลย แต่รู้ละครับว่าเขาตระเตรียมที่จะปลอมครับ กฎหมายอาญาได้ก้าหนดไว้ว่า ถ้าไม่ได้ก้าหนดไว้เป็นการเฉพาะว่าการตระเตรียมเป็นความผิด ไม่เป็นความผิดครับ ท่านจะปล่อยรอให้เหล่ามิจฉาชีพเหล่านี้เอาบัตรพลาสติกเปล่า ๆ ไปปลอมให้เสร็จแล้วค่อยจับ หรือท่านต้องจับด้าเนินคดีก่อนปลอม ตรงนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเนื่องจากไม่มีกฎหมายเฉพาะ เขียนไว้ ผมอยากจะกราบเรียนต่อไปว่าบัตรเครดิตมีใช้มาในโลกนี้ไม่ต่้ากว่า ๖๐-๗๐ ปี แต่ว่าเข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยอย่างเป็นกิจจะลักษณะเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ น้าโดยบัตร ที่เรียกว่าไดเนอร์สคลับ หลังจากนั้นก็มีการใช้บัตรเครดิตพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๒ เป็นรูปธรรมขึ้นมาเรื่อย ๆ จนมาถึงปีนี้ พ.ศ. ๒๕๕๕ ๕๓ ปีในประเทศไทย ที่ไม่เคยมีกฎหมายเกี่ยวกับบัตรเครดิตเลย ประหลาดไหมครับ มันไม่ใช่แค่ปี ๒ ปีครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ๕๓ ปีแล้วอย่างน้อยที่ปรากฏอย่างเป็นทางการ ที่เราปล่อยให้ บัตรเครดิตเข้ามาโตมาเป็นเครื่องมือทางการเงิน มาให้ประชาชนใช้แล้วก็เป็นช่องที่ เหล่ามิจฉาชีพค่อย ๆ เห็นโอกาสมากขึ้นเรื่อย ๆ ๕๓ ปี อย่างน้อยผมและเพื่อนสมาชิก ได้พยายามท้าเมื่อ ๑๑ ปีที่แล้ว วันนี้ ๑๑ ปีที่ประชาชนสูญเสียประโยชน์ไปก็ยังดีกว่า ไม่มีการได้เกิด ผมถึงเรียนว่าส่วนตัวขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ได้เอาเรื่องนี้เข้ามา เพราะว่าสุดท้ายประชาชนจะได้ประโยชน์ แต่ว่าจะได้ประโยชน์ที่แท้จริงนั้นผมอยากกราบเรียน ต่อไปว่าท่านต้องให้กฎหมายฉบับนี้ซึ่งจะเป็นกฎหมายฉบับแรกของประเทศไทยที่จะใช้เป็น เครื่องมือ ไม่ใช่เพียงแค่ก้ากับดูแลการประกอบธุรกิจเท่านั้น แต่จะต้องเป็นเครื่องมือ ที่สร้างความเป็นธรรมและยุติธรรมให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่สุจริต ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบการที่เป็นคนออกบัตร หรือเป็นคนที่รับบัตร ผู้บริโภคประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้ถือบัตร ใช้บัตร หรือเป็นคนที่ถูกแอบอ้าง วันนี้มีจ้านวนมากเนื่องจากธุรกิจบัตรเครดิตเจริญเติบโต แล้วก็มีการขยายรูปแบบ มีบัตรเสริมเข้ามาอีก มันมีกระบวนการขั้นตอนอีกหลายอย่าง หลายรูปแบบซึ่งบัตรเครดิตจ้าเป็นต้องได้รับการก้ากับดูแล มันจึงไม่ใช่เป็นเพียง การประกอบธุรกิจเท่านั้น เพราะฉะนั้นในมุมของผมจึงเห็นว่าการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต เป็นเพียงแค่ ๑ ในปัญหาที่เกี่ยวข้องกับบัตรเครดิตครับ วันนี้จึงเป็นการสมควรที่เรา ควรจะต้องมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบัตรเครดิตในการแก้ไขปัญหาทุกรูปแบบ ไม่ใช่เพียงแค่ ปัญหาในเรื่องของการประกอบธุรกิจหรือการเก็บดอกเบี้ยเบี้ยปรับจากประชาชนซึ่งรู้กันอยู่ว่า เรียกเก็บจนเกินอัตราที่สมควรมาก ที่ส้าคัญต้องท้าความเข้าใจว่าหนี้บัตรเครดิต ท่านประธานที่เคารพ ไม่ใช่หนี้เงินกู้ เป็นการทดรองจ่ายเงินไปก่อน ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนท่านประธานว่าถ้าท่านประธานขอยืมเงินผมไป ๑๐๐ บาท ท่านประธานก็ต้องใช้หนี้ผม ๑๐๐ บาท นั่นแหละครับหนี้เงินกู้ แต่บัตรเครดิตเป็นการทดรองจ่ายเงินไปล่วงหน้า เวลาที่ผมใช้เงินไปนี่ ๑๐๐ บาท ผู้ประกอบการที่เขาควรจะได้ ๑๐๐ บาท เขาไม่ได้นะครับ ธนาคารที่จ่ายเงิน หรือผู้ประกอบการบัตรเครดิตที่ไปจ่ายเงินแทนผมนี่เขาหักค่าธรรมเนียม เช่น ๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเขาจ่ายเงินแทนผมไปแค่ ๙๗ บาท ถ้าหากจะถือว่านี่เป็น หนี้เงินกู้ ผมก็ต้องเป็นหนี้แค่ ๙๗ บาทกับแบงก์สิครับ หรือผู้ประกอบการบัตรเครดิต ไม่ใช่เป็นหนี้เขา ๑๐๐ บาท เขาก็มีสิทธิเรียกเก็บเงินกู้จากผมได้แค่ที่เขาจ่ายไป แต่ไม่ เขาเรียกเก็บจากผมเต็ม ๑๐๐ บาท แปลว่าเขาได้ไปแล้ว ๑๐๓ บาทนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นหนี้บัตรเครดิตโดยแท้มันจึงไม่ใช่หนี้ของการกู้ยืมเงิน และที่ส้าคัญไม่ใช่ธุรกิจ ธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในการก้ากับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย
อีกประการหนึ่ง ผมเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทยในด้านของการเงิน การคลัง ผู้ที่มีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์พยายามพูดมาเสมอว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ควรจะเป็นเรกกิวเลเตอร์ (Regulator) เป็นผู้ก้ากับดูแลกฎไม่ควรเป็นผู้ปฏิบัติ ไปคอยตรวจสอบ ผมจึงไม่เห็นด้วยว่าการก้ากับธุรกิจบัตรเครดิต หรือการก้ากับดูแล เรื่องปัญหาของบัตรเครดิตนี่ควรจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ควรจะเป็นภาระหน้าที่ ของกระทรวงการคลังเท่านั้น เพราะอันนี้มันเป็นเรื่องของปากท้องและเรื่องของการคุ้มครอง ผู้บริโภค และเป็นเรื่องอีกหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการกระท้า ความผิด การฉ้อโกง การทุจริตของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือในการโกงด้วย ผมจึงเห็นว่าภารกิจต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นภารกิจที่มีมากมายในการต้องคุ้มครองประชาชน มากกว่าภารกิจที่อยู่ในถ้อยความรู้หรือประสบการณ์ความสามารถของธนาคารแห่งประเทศไทย ความสามารถของธนาคารแห่งประเทศไทยในการประสานงานส่วนราชการในการแก้ไขปัญหา หรือช่วยพี่น้องประชาชนสู้กระทรวงการคลังไม่ได้ อย่างไรก็แล้วแต่กระทรวงการคลัง ก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล กระทรวงการคลังเป็นส่วนหนึ่งของผู้บังคับบัญชาหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายผ่านทางคณะรัฐมนตรีหรือการประสานงานระหว่างกระทรวงได้ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ใช่ มุมมองตรงนี้อาจจะต่างกันตรงที่มองว่าเราจะเข้าไปดูแค่ธุรกิจ แต่มุมของผมนั้นคิดว่ากฎหมายฉบับแรกที่จะต้องมีควรจะเป็นกฎหมายที่ดูแลให้ทั่วถึง ทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับบัตรเครดิต ไม่ใช่เพียงดูแลแค่การประกอบธุรกิจ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ทั้งนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอกฎหมายนี้ในนามรัฐบาล ท่านก้าลังจะสร้าง ประวัติศาสตร์ให้ประเทศ เป็นกฎหมายฉบับแรกที่ควรจะมีมาเมื่อ ๕๓ ปีที่แล้ว หรืออย่างน้อยก็เมื่อ ๑๑ ปีที่แล้ว แต่มันจะได้มีและได้เกิดและส้าเร็จในยุคที่ท่านเป็นรัฐบาล ท่านควรที่จะต้องท้าให้กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายกลางในการดูแลคนทุกกลุ่มทุกประเภท ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบัตรเครดิต ไม่ใช่ดูแลเฉพาะผู้ประกอบการกับประชาชนที่เป็นผู้ถือบัตร แล้วต้องมีส่วนในการใช้บัตรเท่านั้น แต่ประการที่ส้าคัญอันหนึ่งผมขออนุญาตเรียนว่าปัจจุบัน บัตรเครดิตมันมีขยายไปเยอะครับ ที่เราพูดเราไม่รวมไปถึงบัตรที่เรียกว่าบัตรเดบิตนะครับ บัตรเดบิตนี่เป็นอีกประเภทหนึ่งที่เอาเงินไปใส่บัญชีไว้แล้วรอมาถอนทีหลัง แต่ว่าวันนี้ครับ เราจะบอกว่าหนี้บัตรเครดิตมันไม่ใช่หนี้เงินกู้เสียทีเดียว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ถูกละครับ เพราะอะไรครับ เพราะวันนี้ผู้ประกอบการมีการท้าความตกลงกับผู้ถือบัตรเครดิตบางราย บางประเภทให้สามารถใช้บัตรเครดิตไปเบิกถอนเงินสดได้ครับ ตรงที่บอกให้เอาบัตรเครดิต ไปเบิกถอนเงินสดได้ตรงนี้ละครับ หนี้ตรงนี้เป็นหนี้เงินกู้ครับ เป็นหนี้เงินยืม เราจะไปใช้ หลักเกณฑ์เหมือนที่เราจะก้ากับดูแลอีกส่วนหนึ่งในเรื่องของการบริโภคผ่านสินค้า ผ่านบัตรเครดิตซึ่งบอกว่าไม่ใช่หนี้เงินกู้ไม่ได้แล้วครับ ถ้าเช่นนี้ก็จะไม่เป็นธรรมกับ ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ออกบัตรเครดิตและให้เขารูดเงินสดไป ตรงนี้จะต่างกันครับ เพราะรูดไปเท่าไรต้องใช้คืนเท่านั้น จะไม่เหมือนหนี้ช้าระสินค้าผ่านบัตรเครดิตครับ เพราะฉะนั้นหนี้ในปัจจุบันของบัตรเครดิตจึงไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าไม่ใช่หนี้เงินกู้ หรือเงินยืม สุดแต่ว่าหนี้รายการนั้นเป็นหนี้ประเภทไหน เราจึงต้องดูแลและแบ่งแยกตรงนี้ ให้เกิดความชัดเจน มิเช่นนั้นก็จะท้าให้ผู้ประกอบการที่เขาเป็นผู้ให้บริการบัตรเครดิต และให้คนถือบัตรเครดิตรูดเงินสดไปนั้นไม่ได้รับความเป็นธรรมเช่นเดียวกันถ้าหากว่า เขาไม่สามารถคิดดอกเบี้ยตรงนี้ได้ในลักษณะที่เรียกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ แล้วถ้าหากว่าพูดไปถึง เรื่องดอกเบี้ยเงินกู้เหมือนที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพูด เมื่อสักครู่ ก็ต้องดูไปอีกครับว่าคนที่ให้รูดไปนั้น ให้ถอนเงินสดไปนั้น เป็นธนาคารพาณิชย์ ที่เป็นผู้ให้บริการบัตรเครดิตหรือว่าเป็นบริษัทนิติบุคคลประเภทอื่นซึ่งไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ เพราะอะไรครับ เพราะว่าถ้าหากว่าเป็นธนาคารพาณิชย์เราต้องไปดูกฎหมายและดูอ้านาจ ของธนาคารแห่งประเทศไทยว่าธนาคารพาณิชย์สามารถเรียกอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้ ในแต่ละช่วงเวลาไม่เท่ากัน เขาไปโอเวอร์รูล (Overrule) หรือแก้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทางอ้อม แต่ถ้าหากว่าเป็นนิติบุคคลประเภทอื่นและไปให้เบิกถอนเงินสดก็จะถูกก้ากับดูแล โดยกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าสามารถเรียกหนี้เงินกู้ยืมได้ไม่เกินร้อยละ ๑๕ เท่านั้น แตกต่างกัน ตรงนี้แหละครับที่ผมเรียนว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังต้องเข้าใจให้ชัดเจนในส่วนนี้ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นในการก้ากับดูแลตรงนี้ มันจึงไม่ได้คิดกันแค่ง่าย ๆ เราต้องให้กฎหมายฉบับนี้ให้ความเป็นธรรมทุกด้านครับ เราจะมองมุมผู้บริโภคที่เป็นผู้ถือบัตรคนเดียวไม่ได้ แต่เราต้องมองมุมของผู้ให้บริการ บัตรเครดิต ต้องให้ความถูกต้องเป็นธรรมและคุ้มครองเขาในการที่เขาถูกฉ้อโกง ไม่ว่าจะพวกรับบัตร พวกร้านค้าไปร่วมมือกัน ผู้ถือบัตรไปโกงเขาก็มี และเหล่ามิจฉาชีพ คน ๓ คนที่เข้ามาอยู่ในวงจรนี้มีทั้งดีและร้าย ต่างคนต่างไปโกงเขาด้วยก็มี เป็นคนดีก็มาก เพราะฉะนั้นเราต้องมองทุกมุมว่าทั้ง ๒ ซีกอาจจะเป็นทั้งด้านดีและด้านเสียซึ่งกันและกัน กฎหมายของท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังวันนี้จะต้องเขียน ให้เกิดความเป็นธรรมทั้ง ๒ ด้านแก่ทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องของบัตรเครดิต มิเช่นนั้นแล้ว การที่ท่านจะมีกฎหมายฉบับแรกเกิดขึ้นมาในประเทศไทยแต่มันไม่ได้ช่วยอะไร ขึ้นมาได้มากเลยมันไม่เป็นประโยชน์ ผมจึงอยากขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน โดยสรุปตรงนี้ครับว่าขอบคุณครับ อย่างน้อยก็ขอบคุณที่ได้มี แต่ขอฝากท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับว่า ถ้าเป็นไปได้กรุณาท้ากฎหมายฉบับนี้ในชั้นกรรมาธิการให้มีความสมบูรณ์ ให้ถูกต้อง ให้ครบถ้วนแล้วก็สามารถป้องกันและช่วยเหลือแก้ไขปัญหา ไม่ใช่แค่เรื่องการบริโภค แต่เรื่องการทุจริตฉ้อโกงและเรื่องของความเป็นธรรมแก่ทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องให้ได้รับ ความเป็นธรรมอย่างทั่วถึง ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ