อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เสนอร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต เพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต และเสนอร่างแก้ไข โดยให้คิดดอกเบี้ยจากยอดเงินต้นคงค้าง ไม่ใช่ยอดเงินทั้งหมด เพื่อป้องกันการกดดันจากบริษัทบัตรเครดิตที่มักจะคิดดอกเบี้ยจากยอดเงินทั้งหมด ทำให้ประชาชนที่ใช้บัตรเครดิตมีปัญหาในการจ่ายหนี้
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต พ.ศ. ....
หลักการ ให้มีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต พ.ศ. ....
เหตุผล โดยที่ปัจจุบันมีการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตอยู่ ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ เป็นผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่อยู่ในสถาบันการเงินหรือที่เรียกว่า ธนาคารพาณิชย์ปกติเป็นคนด้าเนินการเอง และกลุ่มที่ ๒ คือพวกประกอบธุรกิจที่เป็น นิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่สถาบันการเงินอย่างที่เราเรียกกันว่าน็อนแบงก์ ก็มี ๒ กลุ่มทั้งแบงก์ และน็อนแบงก์ในการท้าธุรกิจบัตรเครดิตในขณะนี้ ในส่วนของตัวที่เป็นของสถาบันการเงินนะครับ เวลาสถาบันการเงินเขาท้าธุรกิจบัตรเครดิตก็จะไปอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงิน ปี ๒๕๕๑ แต่ในขณะเดียวกันถ้าเป็นกลุ่มน็อนแบงก์หรือกลุ่มที่ไม่ใช่สถาบันการเงินนี่ ไปท้าบัตรเครดิตก็จะไปอยู่ภายใต้การก้ากับดูแลของ ปว. ๕๘ หรือที่เรียกว่าประกาศ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ โดย ปว. ๕๘ จะเป็นตัวแม่แล้วก็ต้องมีการออกกฎกระทรวงการคลัง เพื่อออกมารองรับในการก้ากับธุรกิจบัตรเครดิตส้าหรับกลุ่มน็อนแบงก์ ซึ่งแบ่งเป็น ๒ สาย ซึ่งค่อนข้างจะสร้างความสลับซับซ้อนอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ในทางปฏิบัติก็เป็นแบงก์ชาติทั้งคู่ ที่เป็นคนดูแล ก็เลยคิดว่าการที่มีร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มันจะเป็นการรวมกลุ่ม แล้วท้าให้ การประกอบธุรกิจบัตรเครดิตนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ประกอบกับหลายอย่าง เรื่องของมาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภคก็ดี มาตรการในเรื่องของการรับส่งข้อมูลธุรกรรม ทางการเงิน การช้าระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ จ้าเป็นที่จะต้องมีการเขียนให้ชัดเจน เลยมีการเสนอกฎหมายฉบับนี้จ้าเป็นต้องมีการตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตพูดถึงเหตุผลเพิ่มเติมในส่วนนี้สักนิดว่าบัตรเครดิตจริง ๆ แล้วต้องย้าว่า ไม่ใช่การกู้เงิน การใช้สินเชื่อบัตรเครดิตไม่ใช่เป็นการสัญญาให้กู้ยืมเงิน แล้วท้าให้ พี่น้องประชาชนหลายคนมีความสับสนมากในขณะนี้ คือไปเลือกในการใช้บัตรเครดิต เป็นสินเชื่อหรือการให้กู้ยืมเงิน ซึ่งดอกเบี้ยนั้นคนละเรื่องกันเลยครับ ผมขออนุญาตอธิบาย เพิ่มเติม สมัยก่อนตอนที่ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ออกมา แล้วก็มีประกาศ กระทรวงการคลังให้ก้ากับธุรกิจประเภทนี้เขาก้ากับกันอยู่ร้อยละ ๑๘ ต่อปี แต่ปัจจุบัน มีการเลื่อนขึ้นมาเป็นร้อยละ ๒๐ ต่อปี แต่ผมต้องขีดเส้นใต้ว่าร้อยละ ๒๐ ต่อปี ไม่จริงครับ ท้าไมผมถึงพูดว่าไม่จริง แล้วส่วนนี้คือส่วนที่ผมเห็นต่างกับร่างของรัฐบาล ก็ต้องฝาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วทางพรรคเพื่อไทยที่เป็นรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ด้วย หลักการของผมเหมือนกันนะครับ แต่ไส้ในมีความแตกต่างซึ่งเป็นสาระส้าคัญ แล้วเป็น การปฏิรูปวิธีการคิดดอกเบี้ยของวงการบัตรเครดิตครับ ท่านประธานคิดตามผมไปนิดหนึ่งนะครับ ผมยกตัวอย่างพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ในขณะนี้ลองคิดตามผมครับ ท่านไปรูดบัตรเครดิต ที่ห้างสรรพสินค้า ๑๐,๐๐๐ บาท พอถึงบิล (Bill) เรียกเก็บเขาเรียกเก็บท่านประจ้าเดือน ๑๐,๐๐๐ บาท ท่านมีเงินแค่ ๙,๐๐๐ บาท จ่ายเงิน ๙,๐๐๐ บาทไป คงเหลือเท่าไรครับ คงเหลือ ๑,๐๐๐ บาท ถูกไหมครับ มีค้าถามครับ ท่านประธานลองตอบกระผมดูก็ได้นะครับ ท่านประธานว่าเขาคิดดอกเบี้ย ร้อยละ ๒๐ จากเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท หรือเขาคิดดอกเบี้ยจากยอดเงินคงเหลือ ๑,๐๐๐ บาท ท่านประธานคิดว่าอย่างไรครับ ผมบอกครับ ตามหลักสามัญส้านึกต้องเป็นการคิดดอกเบี้ย จากยอดเงินคงเหลือคือ ๑,๐๐๐ บาท เพราะว่าเราไปรูด ๑๐,๐๐๐ บาท เราใช้ไป ๙,๐๐๐ บาท โดยหลักสามัญส้านึกต้องคิดที่ ๑,๐๐๐ บาทที่เหลือถูกไหมครับ ดอกเบี้ยร้อยละ ๒๐ ปรากฏว่าค้าตอบนี้ผิด แล้วผมเชื่อว่าหลายคน คนไทยกว่าครึ่งสอบตกเรื่องนี้ครับ เพราะว่า บริษัทบัตรเครดิตเขาไปคิดเงินดอกเบี้ยร้อยละ ๒๐ จาก ๑๐,๐๐๐ บาท แปลกใจนะครับ ในทางกลับกันอีกครับ ถ้าท่านลืมจ่าย รูดไป ๑๐,๐๐๐ บาท ปรากฏว่าคนที่บ้านไปจ่าย ลืมจ่ายเงินครับ จ่ายไป ๙,๙๙๙ บาท เหลืออยู่บาทเดียว ท่านว่าดอกเบี้ยร้อยละ ๒๐ ต่อปี เขาคิดจาก ๑ บาทไหมครับ ไม่ใช่ครับ เขาคิดจาก ๑๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานเชื่อไหมครับ ขนาดกระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลังล้อตาม ปว. ๕๘ ขนาดแบงก์ชาติออก ประกาศแบงก์ชาติให้คิดดอกเบี้ยจากหนี้ค้างช้าระ ผมยังมีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ เลยครับ บริษัทบัตรเครดิตทุกบริษัทไม่ว่าจะประกอบโดยธนาคาร ไม่ว่าจะประกอบโดยน็อน แบงก์ กลุ่มที่เป็นบริษัทตั้งต่างหากคิดแบบนี้หมดทุกบริษัทเลยครับ เพราะเขามองว่า เงินที่คงค้างกันจริง ๆ เขาถือว่าลูกค้าผิดสัญญา สัญญาคือต้องจ่ายเต็มแล้วคุณจ่ายไม่เต็ม คุณผิดสัญญาโดยยอดทั้งจ้านวนครับ และอันนี้คือส่วนที่เป็นสาระส้าคัญที่ร่างของผมนั้น มีความแตกต่างกับร่างของรัฐบาล และส่วนที่เป็นสาระส้าคัญที่ร่างของผมแตกต่างกับ พรรคเพื่อไทยในขณะนี้ และผมในฐานะฝ่ายค้านผมต้องการการสนับสนุนจากท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านฟังผมต่อสักนิดนะครับ เอกสารของท่านในวันนี้ที่รัฐบาลเสนอมาแทบจะ เรียกได้ว่าไม่ได้มีความแตกต่างอะไรเลยครับ แทบจะเรียกได้ว่าไม่ได้สร้างอิมแพค (Impact) อะไรกับวงการบัตรเครดิตมากนัก ท้าไมผมพูดอย่างนั้นครับ เพราะว่าเป็นการน้าเอาประกาศ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ เป็นการน้าเอาประกาศกระทรวงการคลัง เป็นการน้าเอาประกาศ ธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งหลายทั้งปวงมาย้ารวมใส่ลงไปในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนไทยแต่ประการใด ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ของการคิดค้านวณดอกเบี้ยแต่ประการใด แต่สาระที่ผมได้เสนอท่านไปครับ ผมใส่ลงไป ในมาตรา ๑๔ ซึ่งจริง ๆ ค่อนข้างจะเจียมตัวพอสมควรเพราะเป็นฝ่ายค้านครับ แล้วก็หวังว่า ความคิดนี้กรรมาธิการจะรับไปแล้วท่านรัฐมนตรีกิตติรัตน์จะรับไปครับ มาตรา ๑๔ ผมใส่ไว้ ในวรรคสอง ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ และค่าใช้จ่ายอื่นใดให้ค้านวณจากยอดเงินต้นคงค้าง ที่ผู้ถือบัตรค้างช้าระไม่ครบจากยอดเงินต้นที่จ่ายผ่านบัตรเครดิตเท่านั้น เขียนยาวเลยครับ เพื่อไม่ให้บริษัทบัตรเครดิตนั้นปลิ้นหลบไปทางอื่น ช่วยกันทีครับ เรื่องนี้เป็นสาระส้าคัญว่า ท้าไมคนถึงติดหนี้บัตรเครดิตเยอะ ดอกเบี้ยไม่ใช่ร้อยละ ๒๐ จริง ๆ ครับ เป็นไปได้อย่างไรครับ รูดบัตร ๑๐,๐๐๐ บาท จ่ายไป ๙,๙๙๙ บาท เหลืออยู่บาทเดียว แต่โดนคิดดอกเบี้ยจาก ๑๐,๐๐๐ บาท ไม่ได้คิดดอกเบี้ยจากยอดเงินคงเหลือ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ครับเป็นหัวใจส้าคัญ แล้วถ้าเกิดว่ารัฐบาลนี้มีความประสงค์จะช่วยจริง ๆ ผมขอความกรุณาเถอะครับ ร่างของผม ฉบับนี้แตกต่างกับท่านในประเด็นนี้จริง ๆ แล้วก็ได้รายชื่อสนับสนุนจ้านวนมาก จากพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้รับความอนุเคราะห์ด้วยจาก ท่านอาจารย์ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ แล้วก็ยังมีพรรคอีกพรรคหนึ่งคือพรรคประชาธิปไตยใหม่ ก็ให้การสนับสนุนด้วยเช่นเดียวกัน อยากเห็นนะครับ อยากเห็นเรื่องนี้มีการเปลี่ยนแปลง แล้วผมก็เชื่อว่าถ้าวันนี้เราได้น้าไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการได้ผมว่าเรื่องใหญ่ครับ เพราะวงการบัตรเครดิตมีปัญหาแน่นอน แล้วผมก็เรียนท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังครับ ผมก็เชื่อว่าสมาคมธนาคารไทยไปหาท่านแน่ครับเรื่องนี้ ถ้าท่าน เอาตามแบบที่พรรคประชาธิปัตย์บอกคือให้คิดจากดอกเบี้ยคงเหลือคงค้างเท่านั้น เขาไปหาท่านแน่ครับ เพราะว่าก้าไรของเขาจะหดหายไปเยอะทีเดียว แต่ผมเชื่อนะครับ ถ้าท่านยืนหยัดเข้าข้างประชาชนงานนี้ในฐานะเป็นผู้แทนราษฎร ขอคะแนนพรรคเพื่อไทย โหวตให้ด้วยในวาระที่สอง วาระที่สามในอนาคต เพราะหลักการมีความแตกต่างกันเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสาระส้าคัญ แล้วก็ทิ้งท้ายนะครับ ผมน้าเรียนว่าท้าเกี่ยวกับเรื่องแก้หนี้มาหลายปี ตั้งแต่เป็นข้าราชการอยู่ในกระทรวงการคลัง ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องของบัตรเครดิต ที่มันพอกหางหมูไป เพราะดอกเบี้ยไม่ใช่ร้อยละ ๒๐ จริง เพราะไปคิดจากต้นเงินที่รูดทั้งหมด พอเดือนต่อไปมันชนครับ เดือนต่อไปมันชนอีกนี่พอมันพอกเข้าหนัก ๆ นี่มันจะไม่สามารถ คืนเงินได้ ถ้าท้าตามที่ผมบอกมันจะท้าให้สินเชื่อบัตรเครดิตเป็นอีก ๑ ทางเลือกของคนจน ฟังให้ดีนะครับ เป็นอีก ๑ ทางเลือกของคนจน วันนี้บัตรเครดิตไม่ใช่ทางเลือกส้าหรับคนจน พี่น้องประชาชนคนไหนมีเงินเดือนน้อยอย่าใช้นะครับ ท้าไมผมพูดอย่างนั้นครับ คนที่ใช้บัตรเครดิตแล้วก้าไรนี่มีแค่คนกลุ่มเดียวเท่านั้นครับ คนมีสตางค์ครับ พอรูดปั๊บ สิ้นเดือนจ่ายเต็ม ผมเชื่อเลยว่า ส.ส. ในนี้หลายคนครับ รูดปั๊บพอสิ้นเดือนจ่ายเต็ม รูดปั๊บสิ้นเดือนจ่ายเต็ม สิ่งที่ได้คืออะไรครับ คะแนนสะสมใช่ไหมครับ ท่านไม่เสียอะไรเลย แต่ในทางกลับกันคนที่เขาหาเช้ากินค่้าเขาผ่อนบัตรเครดิตไม่หมด พวกนี้มีปัญหาแน่นอน เพราะเขามองว่านี่คือสินเชื่อเป็นเงินกู้ ผมถึงบอกว่าถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คิดให้ลึก ๆ ครับ ถ้าเปลี่ยนตามเกณฑ์ที่ผมว่าอันนี้จะเป็นสินเชื่อประเภทใหม่ให้กับคนไทย ทั้งประเทศ คราวนี้สนุกเลยครับ เพราะว่าบัตรเครดิตว่าท่านใช้คืนเมื่อไร เท่ากับท่าน เป็นการกู้เงินท้าให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้เร็วมากขึ้น แล้วมันจะเป็นสินเชื่อของคนจน ได้ด้วย มันจะไม่ได้จ้ากัดเฉพาะแต่คนรวยเท่านั้น แล้วบริษัทบัตรเครดิตจะแข่งอะไรกัน รู้ไหมครับในอนาคต วันนี้เขาแข่งอะไรกันครับ ทุกบริษัทปิดหูปิดตาเราหมดเลย เพราะเวลา คิดดอกเบี้ยมันไม่ได้คิดจากยอดเงินคงค้างไปคิดจากยอดเงินรูด เขาไปแข่งอะไรครับ บัตรนี้มิดไนท์เซล (Midnight sale) ห้างไหน บัตรนี้ไปใช้ห้างไหนแล้วลด ไปเข้าปั๊มน้ามัน ที่ไหนลด มันไปแข่งกันเรื่องแบบนั้นไปครับ คนที่ได้ประโยชน์ก็เป็นแค่คนคลีน (Clean) กลุ่มแรกกลุ่มเดียวคือคนที่รูดแล้วจ่ายครบ แต่คนจ่ายไม่ครบยังเจ็บช้าเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นที่ผมเสนอมีความแตกต่างจริง ๆ กับร่างรัฐบาล ขอให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังผมพูดอย่างนี้ท่านเข้าใจแล้ว ถ้าออปชัน (Option) นี้ท้าได้ แล้วท่านทนแรงกดดันจากสมาคมธนาคารไทยได้ ในอีกเดือนข้างหน้าที่จะเกิดขึ้น ให้เรื่องนี้เกิดคนไทยทั้งประเทศได้ประโยชน์ ขอบพระคุณครับ