จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พูดถึงการแก้ไขพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย โดยเรียกร้องให้มีการพิจารณาถึงความเป็นอยู่ของนักกีฬา และหารือเรื่องการกองทุนพัฒนา การกีฬาแห่งชาติ เพื่อให้ไม่บังคับให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้กองทุนนี้
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต่อร่างพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... ซึ่งได้เข้าสู่ระเบียบวาระ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ผมต้องกราบเรียนโดยหลักการและเหตุผลนี่ ผมให้ความเห็นชอบแล้วก็สนับสนุน ต้องกราบขอบพระคุณทางรัฐบาลแล้วก็เพื่อนสมาชิก ที่ได้มีการน้าเสนอร่างพระราชบัญญัติประกบเข้ามาซึ่งเป็นพระราชบัญญัติปรับปรุงแก้ไข จริง ๆ แล้วเรามีพระราชบัญญัติเกี่ยวข้องกับการกีฬาเริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๕๐๗ ต่อมามีพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๒๘ ปีนี้ก็มีการมาเขียนกฎหมาย ฉบับใหม่ ซึ่งแน่นอนครับเมื่อระยะเวลาผ่านไป กาลเวลาผ่านไป ความพร้อม ความเหมาะสม ในกฎหมายเก่า ๆ มันก็ต้องมีการปรับแก้นะครับ พระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... ฉบับนี้ผมก็เชื่อมั่นว่าจะเป็นตัวบทที่ส้าคัญ แล้วก็จะเป็นจุดหนึ่งที่จะปรับเปลี่ยน วงการกีฬาของประเทศไทยให้มีการพัฒนาก้าวหน้า และที่ส้าคัญสามารถแข่งขันได้ ในระดับนานาชาติ ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าในหลายปีที่ผ่านมาด้วยพระราชบัญญัติฉบับเก่า การกีฬาของเราไปพึ่งภาคเอกชนเป็นหลัก หลายสิ่งหลายอย่างในเรื่องของงบประมาณ ในเรื่องของเงินอัดฉีดนักกีฬาอะไรต่าง ๆ นี่ไปพึ่งภาคเอกชนให้เขาระดมทุน มีการลงแรง ระดมทุน เงินทองต่าง ๆ มาประกอบกันจนกระทั่งนักกีฬาของเราหลายคน ก็ประสบความส้าเร็จในระดับนานาชาติได้นะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจะต้องท้วงติงไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ พอเราอ่านกฎหมายฉบับนี้ไปทุกมาตราสิ่งหนึ่งที่ขาดตกไปนะครับ ไม่มีการพูดถึงตัวนักกีฬา แม้แต่นิดเดียว เราไปพูดถึงบุคลากรทางการกีฬามีการเขียนค้าจ้ากัดความบทนิยามไว้ว่า เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากีฬา เช่น ผู้ตัดสิน ผู้ฝึกสอน ผู้บริหารองค์กรด้านกีฬา เราลืมนักกีฬาซึ่งเป็นหัวใจหลัก ในอดีตที่ผ่านมามีนักกีฬาที่ประสบความส้าเร็จหลายคน ในประเทศไทยไปแข่งเวทีนานาชาติได้เหรียญกลับมาได้รางวัลกลับมาก็เป็นที่ยอมรับ นับหน้าถือตา ในขณะเดียวกันมีอีกหลายคนที่ทุ่มเทเพื่อชาติบ้านเมืองไปแข่งขันกีฬา แต่พลาดหวังไม่ประสบความส้าเร็จ วันนี้เราลืมเขาไปหมดนะครับ หลายคนเราจะมาเห็นข่าว เอาตอนเสียชีวิตบ้าง ตอนที่เจ็บป่วยหนัก ๆ บ้าง วันนี้นักกีฬาในอดีตเหล่านั้นถูกหลงลืม วันนี้ผมอยากจะมองเห็นการพัฒนาการกีฬาก็คือมีหลักยึดมีความมั่นคงให้กับเขา ในด้านอาชีพเช่นการพัฒนากีฬาอาชีพให้เป็นกิจจะลักษณะ การมีกองทุนการมีอะไร สักอย่างหนึ่งที่จะรองรับไม่ว่าเขาจะประสบความส้าเร็จหรือไม่ก็ตามในการกีฬานั้น ๆ แต่เมื่อเขามาท้ากิจกรรมด้านกีฬาเพื่อชาติบ้านเมืองแล้วนี่ อยากจะเห็นว่าในบั้นปลาย ในอนาคตของอาชีพเขา เขาสามารถที่จะอยู่ได้เลี้ยงชีพได้ แล้วก็ไม่ตกระก้าล้าบาก อย่างที่ผ่านมา อันนี้เป็นประเด็นแรกที่จะฝากไว้
อีกประเด็นหนึ่งนั้นเป็นประเด็นที่ส้าคัญครับที่ผมอยากจะฝากผ่าน ท่านประธานไปยังเพื่อนกรรมาธิการที่จะไปเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้นั่นก็คือเรื่องของหมวด ๕ ครับท่านประธาน หมวด ๕ คือเรื่องของกองทุนพัฒนา การกีฬาแห่งชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ หมวดนี้มีการจัดตั้งกองทุนขึ้นมากองทุนหนึ่ง ใน กกท. เป็นทุนหมุนเวียนส้าหรับใช้จ่ายในการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนา คุ้มครอง ช่วยเหลือและจัดสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับนักกีฬาและการกีฬาทั้งหมดนะครับ ปัญหา ที่ผมมองนะครับท่านประธานเงินที่จะเอามาเป็นกองทุนนี้เป็นสิ่งที่ดีครับ การใช้จ่ายแน่นอน เป็นประโยชน์เพราะว่าในที่สุดมันก็ไปพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ แต่สิ่งที่เป็นปัญหานั้น คือมาตรา ๓๖ (๑) ก้าหนดว่าเงินของกองทุนนี้มาจากเงินบ้ารุงกองทุนที่จัดเก็บตาม มาตรา ๓๗ มาตรา ๓๗ บอกว่า กองทุนมีอ้านาจจัดเก็บเงินบ้ารุงกองทุนจากผู้มีหน้าที่ เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบในอัตราร้อยละสองของภาษี ที่เก็บ ท่านประธานครับ ประเด็นปัญหาอยู่ตรงนี้ครับ เรามีการออกกฎหมายมาหลายฉบับ บางฉบับมีการพูดถึงเรื่องของตัวเงินเพื่อที่จะมาตั้งกองทุนต่าง ๆ น้าเงินมาใช้ในกิจการต่าง ๆ แต่วันนี้ผมจะชี้ประเด็นปัญหาให้ท่านประธานเห็นว่าการเขียนกฎหมายลักษณะนี้ เป็นการใช้อ้านาจนิติบัญญัติเข้าไปแทรกแซงอ้านาจของฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารมีหน้าที่ ในการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินครับ วันนี้กองทุนนี้ถ้าจะใช้เงินอะไรก็ควรที่จะต้อง มีการบริหารจัดการมีการท้างบประมาณขอผ่านมายังคณะรัฐมนตรี แล้วก็น้าเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรเพื่อที่จะมีการอนุมัติผ่านงบประมาณแผ่นดินเป็นกิจจะลักษณะ จะใช้เท่าไร มีความจ้าเป็นเท่าไร อันนี้ไม่มีปัญหาถ้ามีความพร้อม มีความจ้าเป็นในการใช้นี่ แน่นอนครับรัฐบาลและรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรรวมถึงวุฒิสภาก็ผ่านให้ แต่วันนี้เราก้าลัง เขียนกฎหมายบังคับครับ บอกว่าเงินเก็บภาษีจากสุราและยาสูบ ๒ เปอร์เซ็นต์ เราจะมอบ ให้กองทุนนี้นะครับ ผมไปค้นตัวเลขมาครับท่านประธานเมื่อปี ๒๕๕๔ นะครับ ปีที่ผ่านมามีการจัดเก็บในส่วนของภาษีสุราและยาสูบ สุรารวมถึงเบียร์และสุรา ยาสูบมีการจัดเก็บรวมทั้งสิ้น ๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ภาษีเบียร์ ๖๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ภาษีสุราอีก ๔๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน ๑๖๗,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าคิด ๓ เปอร์เซ็นต์จากตัวเลขนี้ก็ตกเป็นเงิน ๓,๓๐๐ ล้านบาท ถามว่ามากหรือน้อยอาจจะ ชี้ชัดไม่ได้ เพราะการกีฬาของประเทศไทยอาจจะมีความจ้าเป็นต้องใช้งบประมาณ มากกว่านั้นก็ได้มันไม่แน่ไม่นอนนะครับ แต่วันนี้เราก้าลังจะเขียนกฎหมายเพื่อบังคับให้ รัฐบาลจะต้องจัดเงินส่วนหนึ่งบรรจุเข้าไปในกองทุนอันนี้ ทั้งที่เรายังไม่รู้ตัวเลขการใช้เงินที่แท้จริง เรามีกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรวันนี้มาค้างอยู่ในขั้นของกรรมาธิการร่วมกันอยู่ ๑ ฉบับ นั่นคือพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคก็มีปัญหาเดียวกันครับ มีการเขียนก้าหนดว่าจะต้องเป็นตัวเงินเท่าไรที่จะต้องจัดสรรลงมากี่เปอร์เซ็นต์ ๆ ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ผมจะต้องกราบเรียนท่านประธานว่ามันจะเป็นปัญหาในเรื่องของการแทรกแซง อ้านาจฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ผมอยากจะฝากเพื่อนกรรมาธิการเข้าไปแล้วไปหาทาง แก้ไข ไปแปรญัตติ เราอาจจะเขียนในลักษณะที่บอกว่าต้องจัดสรรงบประมาณ ในจ้านวนที่เพียงพอแค่นี้ก็จบแล้วครับ มันอาจจะมากกว่า ๓,๐๐๐ ล้านบาท มันอาจจะเป็น ๕,๐๐๐ ล้านบาท ๖,๐๐๐ ล้านบาทก็ได้ และที่ส้าคัญที่สุดในลักษณะของเรื่องงบประมาณ ด้านการกีฬา มันเป็นลักษณะที่เรียกว่าเป็นฤดูกาล เพราะอะไรครับ โอลิมปิกก็มี ๔ ปีครั้ง ฟุตบอลโลกก็ ๔ ปีครั้ง ซีเกมส์อะไรต่าง ๆ มันก็มีระยะเวลา มีห้วงเวลาของมัน ที่มันไม่ใช่แข่งทุกปี ปีนี้เป็นปีที่ไม่มีการแข่งขันกีฬาใหญ่ก็อาจจะไม่จ้าเป็นจะต้องจัดสรร งบประมาณมากเท่าไร บางปีมีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ประเทศไทยมีความหวัง มีความต้องการในเหรียญเราก็อาจจะมีความจ้าเป็นจะต้องจัดสรรงบประมาณให้มากกว่าเดิม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันไม่มีความจ้าเป็นที่เราจะต้องไปนั่งก้าหนดตัวเลขที่ตายตัวที่จะมอบ ให้กับกองทุนเพื่อที่จะเอาไปบริหารจัดการ ผมอยากจะให้มีการเปิดกว้างมากกว่านี้ และที่ส้าคัญที่สุดนั่นก็คือมาตรา ๔๑ มาตรานี้ผมอ่านแล้วผมบอกว่าผมอยากจะให้เพื่อนที่เป็น กรรมาธิการตัดทิ้งเลย มาตรา ๔๑ เขียนบอกว่า ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ส่งเงินบ้ารุงกองทุน ไม่ส่งเงินบ้ารุงกองทุนหรือส่งภายหลังระยะเวลาที่ก้าหนด นอกจากจะมีความผิด ตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว ให้เสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสองต่อเดือน ผมอ่านแล้ว ผมตกใจนะครับ เพราะว่าวิธีการเขียนกฎหมายอย่างนี้คนที่มีหน้าที่ส่งเงินบ้ารุงกองทุน คือใครครับท่านประธาน กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร ก็คือหน่วยงานของรัฐนั่นแหละ แน่นอนครับถ้าท่านจะเขียนกฎหมายลักษณะนี้บังคับให้เขาส่ง รัฐบาลไม่มีทางหลบเลี่ยงได้ครับ อย่างไรก็ต้องส่ง แต่การจะไม่ส่งเกิดจากอะไร เป็นไปได้ครับเช่นอาจจะมีภาวะในการที่ รัฐบาลขาดเงินในมือ เงินหมุนไม่พอ ไม่ทันที่จะจ่ายหรืออาจจะมีภาวะฉุกเฉิน เช่น ภัยพิบัติ ภัยแล้ง น้าท่วมที่มีความจ้าเป็นต้องใช้ตัวเงินมากกว่า อันนี้มันเป็นความจ้าเป็นทั้งนั้นครับ แต่วันนี้เรามาเขียนกฎหมายบอกว่าถ้าส่งไม่ทันหรือไม่ส่งตามก้าหนด ให้เสียเงินเพิ่มในอัตรา ร้อยละ ๒ นี่จะมาปรับรัฐบาลกันเองมันก็คงจะไม่ถูกนักนะครับ ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ ร้อยละ ๒ ท่านไปกู้เงินสมมุติว่าเป็นลักษณะของบัตรเครดิต เดี๋ยวจะมีกฎหมายบัตรเครดิตเข้า เขาไม่ให้เกินร้อยละ ๑๘ ต่อปี เรามาก้าหนดร้อยละ ๒ ตกปีละ ๒๔ เปอร์เซ็นต์นะครับ เกินกว่ากฎหมายบางตัวอีก เราปรับกันแรงเกินไปหรือเปล่า มันไม่ควรจะมีปรับด้วยซ้า มาตรา ๔๑ ผมมองว่ามันเกินความจ้าเป็น ไปมองว่าจะมีการมากั๊กกัน จะมาป้องกัน จะมาหลบเลี่ยงไม่ส่งเงินจากหลวงเข้าไปยังกองทุน ไม่ถูกหรอกครับ ก็ฝากเพื่อนสมาชิก ไปพิจารณาใน ๒ ประเด็น โดยเฉพาะในประเด็นของกองทุน เพราะผมมองว่าเพียงแค่ เปิดกว้างว่าให้ก้าหนดงบประมาณให้เพียงพอตามที่กองทุนจะขอเข้ามายังคณะรัฐมนตรี ผมว่าแค่นั้นก็เพียงพอแล้วครับ ขอบพระคุณครับ