ชวน หลีกภัย หารือเรื่องการศึกษาที่ขยายโอกาสให้คนของเราได้ศึกษามากขึ้น โดยมีเหตุผลว่าการพัฒนาประเทศที่มีความจำเป็นต่อเนื่อง ทั้งปัจจุบันและอนาคตก็คือการพัฒนาคุณภาพคน ทรัพยากรมนุษย์ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด โดยมีแนวคิดที่จะขยายมหาวิทยาลัยไปในภูมิภาค 11 จังหวัด และตั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาขึ้น
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานเพื่อสนับสนุนความคิดในเรื่องขยายโอกาสให้คนของเรา ไม่ว่าภาคไหนก็ตาม ได้มีการศึกษามากขึ้น เพราะว่าเราต้องยอมรับว่าการพัฒนาประเทศที่มีความจ้าเป็นต่อเนื่อง ทั้งปัจจุบันและอนาคตก็คือการพัฒนาคุณภาพคน ทรัพยากรมนุษย์ถือว่าเป็นเรื่องที่ส้าคัญที่สุด เพราะฉะนั้นนโยบายเรื่องการศึกษานั้น ในอดีตเราต้องยอมรับว่าโอกาสของเยาวชนไทยมีน้อย เพราะข้อจ้ากัดงบประมาณ ข้อจ้ากัดสถาบันการศึกษาไม่กระจาย แต่ว่าปัจจุบันนี้ต้องถือว่า โอกาสนั้นได้เกิดขึ้นเกือบจะพูดได้ว่าทั่วถึงแล้ว วันนี้ไม่ใช่ยุคที่ผมเป็นนักศึกษาแล้ว ในสมัยนั้นเป็นยุคที่เราต้องดิ้นรนเพื่อหาที่เรียน แต่ว่ายุคปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยดิ้นรน เพื่อหาคนไปเรียน เพราะว่าเราได้กระจายให้เขาได้มากขึ้น ผมกราบเรียนท่านประธาน ในเรื่องนี้เพราะว่าสนับสนุนแนวคิดในเรื่องเหล่านี้มาตลอด และในฐานะที่เคยเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมา แล้วก็เคยสนับสนุนให้ขยายมหาวิทยาลัย ไปในภูมิภาค ๑๑ จังหวัด พร้อมด้วยจังหวัดที่ท่านสมาชิกของเราได้พูดถึงคือ ที่จังหวัดหนองคาย คือเมื่อปี ๒๕๓๘ นั้นเราเคยมีความคิดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ให้ทั่ว คือเป็นไม่ได้ทุกจังหวัด แต่ให้กระจายไปในแต่ละภูมิภาคให้ทั่วถึงมากที่สุดที่เราสามารถจะท้าได้ เรามีวิทยาลัยครู ซึ่งแต่เดิมก็สอนได้เฉพาะวิชาครู แต่ว่าเราได้แก้ไขกฎหมายเมื่อปี ๒๕๒๘ กระผมเอง เป็นคนเสนอว่าให้วิทยาลัยครูสอนวิชาอื่นได้ นับแต่นั้นเป็นต้นมาก็ได้มีโอกาสให้เด็กของเรา ได้เข้าสู่สถาบันการศึกษาที่เปรียบเสมือนวิทยาลัยชุมชนคือวิทยาลัยครูในสมัยนั้นก็คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏในปัจจุบันนี้ซึ่งได้พัฒนามาโดยล้าดับ เมื่อปี ๒๕๓๘ เราก็คิดว่า เราจะวางพื้นฐานการศึกษาในแต่ละภูมิภาคให้มีความพร้อมมากที่สุด เป็นโอกาสอันดี แล้วก็เชิญบุคคลทุกฝ่ายรวมทั้งทบวงมหาวิทยาลัยมาคุย แล้วก็ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มีความพร้อม ในที่สุดเรามีมติ ผมกราบเรียนท่านประธานไว้ด้วยครับ เพราะว่าเราจะได้ช่วย สนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ต่อไป แล้วเราจะได้ให้ข้อสังเกตบางเรื่องซึ่งรัฐมนตรีนั่งฟังอยู่แล้ว แล้วก็มีบางประเด็นที่ผมคิดว่าไม่สายเกินไปเรายังแก้ไขทัน ประเด็นที่ผมกราบเรียน เมื่อปี ๒๕๓๘ นั้น เพราะว่าเราคิดขณะนั้นว่าภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ยังมีพื้นที่จังหวัดใหญ่ ๆ ที่เยาวชนของเรามีความประสงค์อยากที่จะเรียนต่อ แต่ว่าข้อจ้ากัดที่ว่าสถาบันการศึกษามีไม่เพียงพอข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ฐานะของครอบครัว ไม่ค่อยพร้อม ในปีนั้นจึงได้หารือกันแล้วก็มีมติ ครม. ให้ขยายมหาวิทยาลัยไป ๑๑ จังหวัด จังหวัดหนองคายให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นรับผิดชอบอย่างที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย จังหวัดสกลนครให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รับผิดชอบ จังหวัดแพร่ให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ รับผิดชอบ จังหวัดพะเยาให้มหาวิทยาลัยนเรศวรรับผิดชอบ นี่ตัวอย่างนะครับ จังหวัดตรัง จังหวัดสุราษฎร์ธานีให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์รับผิดชอบ จังหวัดกาญจนบุรี ให้มหาวิทยาลัยมหิดลรับผิดชอบ แล้วก็มีอีกครับกระผมไม่รบกวนเวลา ทั้งหมด ๑๑ จังหวัด ความจริงแล้วทุกจังหวัดอยากจะได้มหาวิทยาลัย แต่เนื่องจากเรากระจายการปกครอง ในลักษณะที่เป็นจังหวัด เดี๋ยวนี้ก็มี ๗๗ จังหวัด เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่จะมีมหาวิทยาลัย ทุกจังหวัด คือฐานะของประเทศไม่ร่้ารวยถึงขนาดนั้น แม้กระทั่งประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาก็ไม่สามารถท้าได้อย่างนั้น แต่ก็นับว่าเรากระจายได้ดีพอสมควร ท่านประธานครับ แต่ว่าแม้จะมีสถาบันการศึกษาแล้วก็ตามโอกาสของเยาวชนเราก็ยังมีข้อจ้ากัดเรื่อง ฐานะครอบครัว ท่านประธานนึกออกนะครับว่าในที่สุดเราจึงได้คิดมีกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษาขึ้นนะครับ แล้วในปี ๒๕๓๘ นั้นเองพร้อมกับที่ขยายมหาวิทยาลัยไปอีก ๑๑ จังหวัด โดยเป็นวิทยาเขต เพราะการลงทุนวิทยาเขตนั้นไม่มากเกินไปอย่างที่ท่านสมาชิกได้พูดที่ จังหวัดหนองคายว่าอยากจะยกฐานะขึ้นมาเป็นมหาวิทยาลัย มีแห่งเดียวที่ยกขึ้นมาได้วันนี้ คือที่จังหวัดพะเยาเป็นมหาวิทยาลัยที่พัฒนาตัวเองได้เร็วและประสบความส้าเร็จมาก แต่ว่าด้วยปัญหาเรื่องฐานะของครอบครัวเยาวชนที่จะเรียน ความคิดจึงได้เกิดตั้งกองทุน เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาขึ้น แล้วในที่สุดมติ ครม. ปีนั้นนอกจากตั้งมหาวิทยาลัย ๑๑ จังหวัด แล้วก็ตั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาขึ้นครับ อันนี้ก็อยากจะเล่าให้พวกเราฟังว่าเหตุที่มา ในวันนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้เมื่อมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติมหาลัยกาฬสินธุ์ พ.ศ. .... ผมเป็นคนหนึ่งที่ยินดีสนับสนุน เพราะผมก็อยากให้พี่น้องภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษามากขึ้น พี่น้องจังหวัดกาฬสินธุ์ซึ่งเป็นพื้นที่จังหวัด ที่ใฝ่เรียนรู้จังหวัดหนึ่งและจังหวัดใกล้เคียงก็มีโอกาสมากขึ้น อันนี้พวกเราทั้งหลายมีความเต็มใจ แต่ว่าอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าในวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยนี้คือมาตรา ๖ วัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยเป็นสถาบันทางวิชาการที่ให้ความรู้และความช้านาญ ในการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพและวิชาชีพชั้นสูง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การศึกษาและ ส่งเสริมงานวิจัยเพื่อสร้างและพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยี ให้บริการทางวิชาการ แก่ท้องถิ่นและสังคม อันนี้เป็นหัวใจของการศึกษาระดับอุดมศึกษา เป็นปัจจัยหนึ่ง ในการพัฒนาประเทศ แล้วอย่างที่เราพูดว่าเราลอกอะไรเขามามาก เราคิดเองมีน้อยเกินไป ฉะนั้นงานวิจัยจึงเป็นหัวใจที่ท้าให้เกิดมติคณะรัฐมนตรีเมื่อสมัยท่านอภิสิทธิ์เป็น นายกรัฐมนตรีว่าให้มีมหาวิทยาลัยวิจัย ๙ แห่ง ใช่ไหมครับท่านรัฐมนตรีครับ เป็นมหาวิทยาลัยวิจัย ๙ แห่ง แล้วก็ตั้งงบประมาณวิจัยให้โดยเฉพาะปีละไม่ต่้ากว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท ความจริงเงินวิจัยนั้นอยู่ในองค์กรอื่นอยู่แล้วมีอยู่แล้ว แต่ว่าส่วนนี้ เป็นเรื่องของมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ สิ่งที่จะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า เมื่อมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์จะมีวัตถุประสงค์อีกแห่งหนึ่งที่ท้างานวิจัย กระผมขอสนับสนุน เต็มที่ครับ ปัญหาจึงอยู่แต่เพียงว่าเราท้าได้อย่างที่พูดหรือ มหาวิทยาลัยยังไม่เกิด ผมก็ยังไม่สามารถที่จะไปกล่าวว่าท้าได้หรือท้าไม่ได้ แต่ว่าถ้าวัดจากแนวทางของรัฐบาลนี้ ในขณะนี้ผมเป็นห่วงว่าวัตถุประสงค์นี้มันจะท้าไม่ได้ เพราะอะไรครับ เพราะเราได้ปฏิบัติ สวนทางกับที่เราพูดถึง มหาวิทยาลัยวิจัย ๙ แห่งนั้นเราได้ตั้งงบประมาณไว้ สมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปีละ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็น ชุดปัจจุบันนี้ไปตัดเขาครับ จาก ๒,๐๐๐ ล้านบาท ตัดเหลือ ๘๐๐ ล้านบาทและปีนี้ครับ ตัดเหลือ ๔๐๐ ล้านบาท เมื่อเช้านี้เองครับผมพบท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ท่านก็บอกว่าปีนี้ตัดเหลือแค่ไม่ถึง ๑๐๐ ล้านบาทครับ ของท่านได้รับ ๔๐ กว่าล้านบาท ที่กราบเรียนท่านประธานก็คือหวังว่าวัตถุประสงค์มหาวิทยาลัยนี่จะท้าได้จริง แต่ว่าจะท้าได้จริงก็ต่อเมื่อสิ่งที่เป็นมหาวิทยาลัยวิจัย ๙ แห่งนั้นต้องได้งบประมาณ เพื่อการวิจัยจริง ของเก่าต้องท้าได้จริงครับ มหาวิทยาลัยเรามีทั่วประเทศไม่ใช่ ๙ แห่ง แต่ให้ ๙ แห่งนี้เป็นสถาบันที่ท้างานวิจัย ผมจึงกราบเรียนท่านประธานสั้น ๆ นะครับว่า ผมพร้อมสนับสนุนถึงแม้ไม่มั่นใจแต่สนับสนุนให้ตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้ขึ้นมาครับ แต่ขอความกรุณาท่านรัฐมนตรีช่วยรับปากผมครับ งบวิจัยของมหาวิทยาลัย ๒,๐๐๐ ล้านบาท ผมทราบดีครับว่ารัฐบาลมีปัญหาเรื่องงบประมาณก็ต้องตัดโน่นตัดนี่ตัดเล็กตัดน้อย แต่ท่านไม่ควรที่จะเสียเป็นหลายหมื่นล้านบาท รถยนต์คันแรก พักหนี้ หนี้ดี หนี้เสียไม่ว่ากัน หนี้ดีไม่มีปัญหาก็ไปพักให้เขาก็เสียไปเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท รถยนต์คันแรกซึ่งสร้างปัญหาต่อไป ก็เสียไปหลายหมื่นล้านบาท แต่งบประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ท่านต้องไปตัดเขา ทั้งที่นี่คือหัวใจของการพัฒนาประเทศแท้ ๆ เลยครับ ผมกราบเรียนท่านประธานเลยว่า ถ้าเราท้าสิ่งนี้ได้ประเทศเราพลิกฟื้นจากประเทศที่เราลอกเทคโนโลยีของคนอื่น มาเป็นของเราเองเพราะหัวใจของคนที่มีความคิด มีสมองนั้นส่วนใหญ่อยู่ในมหาวิทยาลัยครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดสิ่งนี้เราต้องปฏิบัติ เพราะฉะนั้นผมอยากกราบเรียนท่านประธาน ที่ต้องกราบเรียนเพราะว่าเห็นว่าท่านรัฐมนตรีนั่งอยู่ที่นี่แล้ว ท่านก็เชื่อ ผมเชื่อ ท่านให้ความส้าคัญเรื่องนี้ ท่านกรุณากลับไปทบทวนได้ไหม วันนี้ที่ตัดจาก ๒,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๘๐๐ ล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว แล้วบัดนี้ตัดเหลือ ๔๐๐ ล้านบาท และในที่สุด มหาวิทยาลัยท้างานวิจัยไม่ได้ แต่ละมหาวิทยาลัยก็ต้องดิ้นรนเพื่อหางบประมาณอื่น หัวใจของการพัฒนาการศึกษาจึงไม่เกิดขึ้นครับ เพราะขณะนี้ที่ผมกราบเรียนไว้ตอนต้นว่า โอกาสของคนไทยนั้นดีมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน เพราะบัดนี้มหาวิทยาลัยแย่งเด็กกันแล้ว ไม่ใช่เด็กแย่งเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว แต่ว่าคุณภาพ ความรู้ที่ได้มาอย่างจริง ท้าได้จริง คิดได้ ท้าได้ ท้าได้จริง มีประสิทธิภาพจริงชนิดว่าผู้ที่รับคนเข้าท้างานพร้อมที่จะรับคนเหล่านี้ ไม่ใช่จ่ายครบจบแน่ อันนี้คือปัญหาที่กระผมกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้จึงเป็นเรื่องที่เรา ต้องย้าเรื่องคุณภาพ งานวิจัยคืองานคุณภาพแท้ ๆ เลย เพราะฉะนั้นผมยินดีที่จะลงมติ พวกเราลงมติให้สนับสนุน แต่ขอท่านรัฐมนตรีช่วยกรุณา ประเดี๋ยวช่วยกรุณาตอบผมด้วย เรื่องนี้นะครับ ท่านจะไปทบทวนให้ได้ไหม งบประมาณที่เราตัดของมหาวิทยาลัยไป ๒,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้เหลือ ๔๐๐ ล้านบาท ๔๐๐ ล้านบาท ท่านตัดไป ๑,๖๐๐ ล้านบาท ๑,๖๐๐ ล้านบาทเทียบกับเงินอีกหลายหมื่นล้านบาทที่ท่านเสียไปโดยได้ประโยชน์น้อยมาก เราต้องคิดทบทวนเรื่องนี้ว่าเราควรจะเสียอะไรมากกว่านะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ผมเข้าใจครับ ผมรู้ว่ารัฐบาลต้องตัดโน่นตัดนี่ตัดเล็กตัดน้อยเพื่อเก็บงบประมาณไว้ใช้ ในนโยบายประชานิยมที่ได้ท้าลงไป ซึ่งความจริงแล้วถ้าเทียบแล้วผมกราบเรียนท่านเลยครับ ว่าไม่ควรที่จะไปแลกเพราะสิ่งที่เสียไปนั้นยิ่งใหญ่กว่าสิ่งที่ได้มา ฉะนั้นผมคิดว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งเหมือนอย่างที่ท่านไปตัดงบประมาณเรื่องค่ายา ของข้าราชการที่เขารับราชการมาตลอดชีวิต ท่านรัฐมนตรีก็เป็นข้าราชการ ท่านก็รู้ว่า เขาคิดอย่างไร ว่าเขารู้สึกอย่างไร แต่ว่าผมก็ทราบดีว่ารัฐบาลก็จ้าเป็นต้องไปตัด เพราะเงินเสียไปกับเรื่องอื่นมาก แต่สิ่งที่เสียไปนั้นมันจ้าเป็นน้อยกว่ามากครับท่าน เพราะฉะนั้นในวันนี้เมื่อเราพูดถึงการศึกษาและพูดถึงมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นก่อนลงมติ กราบเรียนท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีช่วยกรุณาว่ารับปากสักนิดว่าจะกลับไปทบทวน ช้าไปแล้วครับ แต่ไม่สายเกินไปครับท่าน ยังไม่สายเกินไปที่จะทบทวนงบประมาณวิจัย ของมหาวิทยาลัยที่เราได้ตกลงเขาไว้ว่าปีละ ๒,๐๐๐ ล้านบาท นิดเดียวเมื่อเทียบกับเงินที่เรา ไปใช้เพื่อการอื่นนิดเดียวครับ เพราะฉะนั้นกรุณาได้ให้ค้ามั่นใจ ผมเชื่ออาจารย์มหาวิทยาลัย ทุกแห่ง ในฐานะที่ผมก็เป็นหนึ่งในคนที่อยู่ในวงการศึกษาและสนใจเรื่องนี้ เชื่อเรื่องการพัฒนาคน เชื่อว่าคนพัฒนาได้ เชื่ออย่างที่พวกเราทั้งหลายที่มีความเชื่อว่าคนนั้นพัฒนาได้ด้วยการศึกษา ไม่ว่าการศึกษาในระบบหรือนอกระบบ ขออย่างเดียวว่าเราท้าอย่างที่เราแถลง หรืออย่างที่เราพูด ท่านรัฐมนตรีกรุณาให้ความมั่นใจนะครับ ผมคิดว่าเมื่อเทียบงบประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท กับเงิน ๑,๖๐๐ ล้านบาท ที่จะจ่ายคืนมาให้กับมหาวิทยาลัย วิจัยทั้งหมดนั้นเราเทียบกันไม่ได้เลยในแง่ของจ้านวน แต่ว่าคิดถึงผลประโยชน์ต่ออนาคต ของประเทศแล้วมันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มค่านะครับ ผมกราบเรียนท่านประธาน ขอบพระคุณครับ