สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย หารือเรื่องการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย และเรียกร้องการตรวจสอบคุณภาพการศึกษา การเทียบโอนหน่วยกิต และการลงโทษผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อมหาวิทยาลัย
ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดล้าพูน ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ เพราะว่าโดยปกติกฎหมายมหาวิทยาลัยผมจะไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นเท่าไร เพราะถือว่า มันเป็นเรื่องที่ด้าเนินไปโดยกฎโดยเกณฑ์ที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว แต่มาวันนี้จ้าเป็น ต้องแสดงความคิดเห็น ใช้เวลาสั้น ๆ คือผมเห็นว่าการออกกฎหมายประเภทนี้เราจะออกกัน เหมือนกับลอกแบบกันออกมาเหมือนหลาย ๆ ฉบับ ซึ่งผมจะเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีและทางคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นผู้ช่วยร่าง ท่านไปดูหมวดลงโทษ หมวดลงโทษจะลงโทษเฉพาะคนที่แอบอ้างตรามหาวิทยาลัยกับการปลอมแปลงเอกสาร ของมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ไม่ได้ลงโทษคนที่ท้าผิดที่ท้าให้มหาวิทยาลัยเสียหาย โดยเฉพาะ สภามหาวิทยาลัย ท่านดูนะมีอ้านาจหน้าที่ ๑๗ วงเล็บ โดยเฉพาะ (๓) นี้ก้ากับดูแลแม้กระทั่ง คุณภาพของการศึกษา หากองค์ประกอบตามมาตรา ๑๖ และจะมาท้าตามมาตรา ๑๗ ได้อย่างไร เพราะว่าวันนี้ท่านต้องยอมรับว่าหลายคนที่เป็นประธานสภามหาวิทยาลัย ก้ากับหลายมหาวิทยาลัยเหลือเกินครับ และส่วนใหญ่มาจากสถาบันหลักที่ไปดูแลเรื่องนี้ ไม่ทราบว่าวัตถุประสงค์จริง ๆ ของการท้าในมหาวิทยาลัยของจังหวัดมันจะคงเอกลักษณ์ ของมหาวิทยาลัยไว้อย่างไร ผมยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เมื่อก่อนใครจบมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ต้องเชี่ยวชาญเรื่องเกษตร แต่วันนี้ไม่ใช่เลยครับ หลากหลายเต็มไปหมด ผมพูดเรื่องนี้ เพียงประเด็นเดียวว่าตรงนี้มันเป็นองค์ประกอบของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และมหาวิทยาลัยราชภัฏ ผมเห็นด้วยกับการคงเอกลักษณ์เหมือนท่านที่อภิปรายไปก่อนว่า คุณจะเป็นเรื่องยางพาราไหม จะเป็นเรื่องอะไรไหม อย่างนี้เป็นต้น ผมชี้ให้ท่านเห็นอย่างนี้ ท่านครับ ท่านดูคุณภาพการศึกษานะท่าน วันนี้ผมตลก ผมพูดว่าผมตลก ผมเคยสอบเรื่องนี้ ตอนที่เป็น ส.ส. ใหม่ ๆ แต่วันนี้มหาวิทยาลัยนี้ก็ยังท้าเหมือนเดิม ๑ ปีจบปริญญาตรีครับ เทียบโอนทุกอาชีพ ๑ ปีจบปริญญาตรี รวมแล้ว ๓ ปีจบปริญญาโท แต่ก็มาเรียนปริญญาเอก ในมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ได้เต็มไปหมดแล้วก็จบไป มหาวิทยาลัยนี้อยู่ภาคเหนือ ท่านครับ ถ้าเป็นอย่างนี้จ่ายครบเรียนจบทันทีนี่ไม่ใช่ปัญหาหลักแล้ว แต่มันมีปัญหาหลักว่า วันนี้คุณอาศัยสถาบันการศึกษาของรัฐไปท้ามาหากินกันอย่างนั้นได้หรือ ผมฝากว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีต้องตรวจสอบ เทียบโอนมันต้องมีหลักการเทียบโอน หน่วยกิต ไม่ใช่ว่าคุณเป็นอันนี้แล้วได้เท่านี้หน่วยกิต แล้วเรียนจบใน ๑ ปีปริญญาตรี ผมคิดว่าการสั่งปิดมหาวิทยาลัยแล้วรับผิดชอบนักศึกษามันจ้าเป็นที่จะต้องท้า แล้วผมคิดว่า หมวดลงโทษมันต้องท้าเพราะอะไร สิ่งที่ผมจะพูดเป็นเรื่องสุดท้ายคืออะไรครับ ทุกอย่าง ด้วยมาตรานี้ จะบอกว่าให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ในบทเฉพาะกาลต้องเขียนว่า การเขียนข้อบังคับมหาวิทยาลัยเรื่องใด ๆ อย่างน้อยต้องมี ลักษณะ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ และเมื่อ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เป็นสิ่งที่คณะบุคคลท้าความเสียหายให้กับ มหาวิทยาลัยต้องมีบทลงโทษด้วย ไม่ใช่ให้ไปฟ้องตามกฎหมายอื่น ไม่อย่างนั้นเราจะก้ากับ ดูแลคุณภาพของมหาวิทยาลัยไม่ได้ ที่ผมต้องการพูด ผมต้องการเรื่องนี้ เพราะว่ากฎหมาย ฉบับนี้มันเป็นไปหมดเลย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีลักษณะพิเศษอยู่มาตราหนึ่ง หมวดหนึ่ง หมวดว่าด้วยวินัยการเงิน การคลัง เขาเขียนไว้นะครับว่า จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อตามกฎหมายวินัย การเงิน การคลัง ของหมวดนี้ ก็แสดงว่าถ้าไม่ออกแล้วใช้ไม่ได้ เขาเขียนลักษณะอย่างนี้ เหมือนกันครับ ข้อบังคับของมหาวิทยาลัยที่จะก้ากับทุกมาตราต้องมีลักษณะที่บอกให้ กรรมาธิการจะต้องดูว่ามันควรจะเป็นอย่างไร ไม่อย่างนั้นออกนี่เสร็จ เหมือนกับ จ่ายเช็คเปล่าทิ้งไปเลย ผมไม่อยากจะให้ท่านปล่อยปละละเลยในเรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่อง การตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ และการให้มหาวิทยาลัยออกจากระบบ ท่านประธานครับ วันนี้หมอในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขมีเงินเดือนต่างจากหมอของ มหาวิทยาลัยเท่าหนึ่ง เท่ากว่าด้วยซ้าไป เพราะการออกจากระบบของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ออกนอกระบบปุ๊บ โรงเรียนเอกชน มหาวิทยาลัยเอกชนหายฮวบเลย เพราะค้าว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่มันมีคุณค่าทางปริญญาบัตรมากกว่าในความรู้สึกของ ประชาชนบางกลุ่ม มหาวิทยาลัยบางมหาวิทยาลัยมี ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ คน วันนี้เหลือ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ คนวิ่งเข้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่หมดเลย ถามว่าถ้าเราพูดว่าคุณภาพของ การศึกษามันจะเป็นอย่างไร ค้าตอบมันไม่มี ผมฝากท่านแค่นี้เองครับ ขอบคุณครับ