อานิก ถามรมว.พลังงาน เร่งสำรองน้ำมัน ๙๐ วัน ตามมติ ครม.

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๑ · ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

อานิก อัมระนันทน์ ถามกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเรื่องการเพิ่มการสำรองน้ำมันยุทธศาสตร์จาก ๓๖ วัน เป็น ๙๐ วัน ตามมติ กพช. และ ครม. ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

นางอานิก อัมระนันทน์ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันขอถามกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเกี่ยวกับการเพิ่มการสำรองน้ำมัน ทางยุทธศาสตร์จาก ๓๖ วัน เป็น ๙๐ วัน ตามมติของ กพช. และมติของ ครม. ที่เกิดขึ้น ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

คำถามแรกจะเกี่ยวกับเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องทำสิ่งนี้ ทางคณะกรรมาธิการการพลังงานเราได้เชิญกรมธุรกิจพลังงานมาชี้แจง เขาก็อธิบายว่า ๙๐ วัน เป็นเพียงขั้นต่ำของประเทศสมาชิกองค์การพลังงานระหว่างประเทศหรือไออีเอ (IEA) ท่านประธานคะ ประเทศสมาชิกองค์การพลังงานระหว่างประเทศหรือไออีเอ เป็นประเทศที่ร่ำรวยกว่าประเทศไทยมาก แล้วก็ต้องพึ่งพาน้ำมันมากกว่าเรามาก แล้วก็เจ้าหน้าที่ยังบอกว่าในระยะยาวจะมีการเพิ่มการสำรองเพิ่มขึ้นไปอีกเป็น ๑๔๕ วัน เพื่อให้เท่ากับเฉลี่ยของประเทศสมาชิกองค์การพลังงานระหว่างประเทศหรืออีไอเอ แต่ดิฉัน ขอเรียนว่าแค่เพิ่มจาก ๓๖ วัน เป็น ๙๐ วัน หรือจาก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ก็น่าสงสัยว่ามีความจำเป็นจริงหรือ แล้วก็จะเป็นประโยชน์กับประชาชนหรือประโยชน์ กับใคร สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยก็มีรองผู้อำนวยการออกมาพูดว่าเป็นการสำรอง น้ำมัน ตอนนี้ประเทศไทยกำลังนำแนวคิดของประเทศที่ร่ำรวยมาใช้ อันนี้ก็พูด ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจนะคะ ดิฉันก็อยากจะขอยกตัวอย่างว่าสมมุติว่าเราใช้น้ำมัน วันละ ๑๐๐ ล้านลิตร ปีหนึ่งก็เป็น ๓๖,๕๐๐ ล้านลิตร การสำรองยุทธศาสตร์ในปัจจุบัน ที่มีอยู่แล้ว ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับปริมาณสำรอง ๓,๖๐๐ ล้านลิตร สมมุติว่ามีวิกฤติ ขึ้นมาแล้วน้ำมันขาด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วก็สูงกว่าที่เป็นมาในอดีต เพราะว่าอย่างวิกฤตการณ์ของโลกครั้งที่ ๑ ปี ๒๕๑๖ ที่อาหรับ ประเทศอิสราเอล สู้กัน การผลิตในโลกก็ลดลง ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๒๓ วิกฤติที่ ๒ ประเทศอิรักโจมตี ประเทศอิหร่าน ลดลง ๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็วิกฤติใหญ่ครั้งล่าสุด ปี ๒๕๓๓ ที่ประเทศอิรัก บุกประเทศคูเวตการผลิตก็ลดลง ๗ เปอร์เซ็นต์ เราโอเค (OK) สมมุติว่าเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ให้มากไว้ก่อนเราก็จะขาดน้ำมันวันละ ๑๐ ล้านลิตร ถ้าเราสามารถที่จะเอาส่วนนี้มาใช้ จากสำรองที่มีอยู่แล้ว ๓๖ วัน ใช้ไปวันละ ๑๐ ล้านลิตร แล้วก็สมมุติว่าการขาดแคลนนี้ มันยาวมาก แล้วก็ประเทศเรา โอ้โฮ ไม่มีการปรับตัวอะไรเลย เรายังจะสามารถเอาน้ำมันที่มี สำรองอยู่แล้วในระดับเดิมมาใช้ได้ถึง ๓๖๕ วัน คือ ๑ ปีเต็ม ๆ ด้วยระดับการสำรอง ๓๕ วันที่มีอยู่แล้ว ในทางปฏิบัติการขาดแคลนระยะยาวอย่างนี้ก็จะเกิดขึ้นได้ยากมาก ถ้ายกตัวอย่างในอดีตก็ไม่เกิน ๓-๔ เดือน แม้แต่ในปี ๒๕๓๓ ภายใน ๓ เดือน หลังจาก ที่ประเทศอิรักบุกประเทศคูเวตประเทศอื่น ๆ เขาก็เพิ่มกำลังผลิตขึ้นมาทดแทนส่วนที่หายไปได้ แล้วถ้าจะพูดถึงความเสี่ยงทางกายภาพเช่นสมมุติอย่างที่ทางกรมเขาก็ได้ยกตัวอย่างว่า มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ตะวันออกกลางทำให้ขนส่งน้ำมันมาไม่ได้ ตรงนี้ก็ลองนึกภาพสิคะ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นมันจะอยู่ได้นานได้ถึงเท่าไร เพราะว่าสภาความมั่นคง แห่งสหประชาชาติเองก็คงไม่ปล่อยให้มีการกระทำแบบนี้ แล้วก็ไม่ใช่แต่ผู้ซื้อที่เดือดร้อน ผู้ขายเขาก็เสียรายได้ก็เดือดร้อน เพราะฉะนั้นเหตุการณ์แบบนี้ถึงเกิดขึ้นก็จะไม่ยาวนานค่ะ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือประเด็นของเรื่องตลาดน้ำมัน แล้วก็โครงสร้างการผลิต ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างมากตั้งแต่มีการตั้งองค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือไออีเอขึ้น เพราะว่าองค์การพลังงานระหว่างประเทศหรือไออีเอตั้งขึ้นเป็นการสนองต่อ เหตุการณ์ที่เกิดวิกฤตการณ์ครั้งที่ ๑ ในปี ๒๕๑๖ แต่สภาพการณ์เปลี่ยนไปมากแล้วค่ะ โอเปก (OPEC) สมัยโน้นก็กุมอำนาจผูกขาดสูงมาก การซื้อขายส่วนใหญ่ก็จะต้องเป็นจีทูจี (G to G) เวลาแก้ปัญหาขาดแคลนก็เป็นจีทูจี แต่ว่าหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาก็มีแหล่งผลิต เกิดขึ้นอีกมากมายกระจายตัวอยู่รอบ ๆ โลก น้ำหนักของโอเปกก็ลดลง แม้ในปี ๒๕๒๒ ก็เป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันนี้ก็ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และแถม รายงานล่าสุดขององค์การพลังงานระหว่างประเทศหรือไออีเอเองก็บอกว่าอีก ๑๐ ปี ประเทศสหรัฐอเมริกาจะกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ เพราะฉะนั้น ตลาดมันเปลี่ยนไป แล้วในปัจจุบันก็มีตลาดจรที่มีการซื้อขายมากได้พัฒนาทั้งรูปแบบ แล้วก็ขนาดต่าง ๆ ให้ใหญ่ขึ้น รวมทั้งมีเครื่องมือที่จะสามารถเขาเรียกว่าปกป้องเสถียรภาพ ของราคาได้ มีการซื้อเฮดจ์ (Hedge) ซื้ออะไรพวกนี้ได้ เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ก็เปลี่ยนไปมาก แม้กระทั่งในปี ๒๕๓๓ ตอนนั้นประเทศไทยก็ได้เริ่มมีการปรับระบบราคาน้ำมันให้สะท้อน ต้นทุนมากขึ้นจนนำไปสู่การเลิกควบคุมราคาน้ำมัน ซึ่งก็ทำให้เกิดการลดการประหยัด ลดปริมาณการใช้น้ำมัน การนำเข้า เวลาที่มีราคาแพง จึงทำให้ประเทศไทยตอนนั้น ไม่ประสบปัญหาน้ำมันขาดแคลนเลยค่ะ ทั้ง ๆ ที่การผลิตในโลกลดลงถึง ๗ เปอร์เซ็นต์

ปัจจัยสุดท้ายที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการพึ่งพาน้ำมันของประเทศไทย สัดส่วนตั้งแต่การพึ่งพาจากการที่จะต้องนำเข้าเมื่อก่อนอาจจะถึง ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันลดลงเป็น ๓๘ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังพึ่งพาอยู่แต่อีกแง่หนึ่งสัดส่วนการใช้น้ำมันก็ลดลง ในประเทศของเราจากเมื่อก่อน ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้จะต้องเป็นน้ำมัน แต่ปัจจุบันนี้เพียง ๓๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะว่าเรามีก๊าซธรรมชาติเข้ามาเพิ่มขึ้นตอนนี้ถึง ๔๓ เปอร์เซ็นต์ การผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่แล้วก็มาจากก๊าซธรรมชาติ ตอนที่เรามีวิกฤติน้ำมัน ครั้งที่ ๑ จะต้องมีการดับไฟมีอะไรก็เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วเชื้อเพลิงเป็นน้ำมัน แต่สถานการณ์ เปลี่ยนไปมาก ผลกระทบสมมุติว่าจะมีขาดแคลนน้ำมันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก็จะไม่ได้ รุนแรงมากเท่ากับในอดีต ทีนี้อยากจะบอกว่าถ้าหากกลไกตลาดยังเป็นอยู่ยังมีอยู่ แล้วก็มี การกระจายแหล่งผลิต มีตลาดจรที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แล้วนี่โอกาสที่เราจะขาดแคลนน้ำมัน อย่างมากนั้นมีน้อยเต็มทน แล้วทั้งเสถียรภาพราคาก็สามารถจะบริหารจัดการได้ ถ้าใช้เครื่องมือที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นระดับสำรองที่มีอยู่แล้วนี่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์หรือ ๓๖ วันก็น่าจะพอเพียงอย่างที่ได้ยกตัวอย่างแล้ว และถึงแม้ว่าจะเกิดขาดมากกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เราก็ยังมีข้อตกลงในกลุ่มอาเซียนอีก ที่ประเทศผู้ส่งออกซึ่งตอนนี้ก็ยังมี ประเทศมาเลเซียและประเทศบรูไนที่เขาก็จะต้องส่งมาให้เราแทนที่จะส่งออกไปข้างนอก จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มการสำรองน้ำมันแต่อย่างใดจากในระดับปัจจุบัน เพราะว่า นอกจากจะสิ้นเปลืองแล้วก็มีผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปที่จะต้องใช้น้ำมันที่แพงขึ้น ถูกซ้ำเติมจากการที่ข้าวของก็แพงอยู่แล้ว ดิฉันจึงขอเรียนถามท่านรัฐมนตรี ผ่านทางท่านประธานว่าถ้าจะดูแลผลประโยชน์ของประเทศและของประชาชนกันจริง ๆ นี่ ทำไมถึงจะต้องมีการเพิ่มสำรองน้ำมันที่มีอยู่ทั้ง ๆ ที่มีอยู่ในระดับเพียงพอแล้วต้องเพิ่ม ให้สูงขึ้นไปอีกถึง ๒ เท่าครึ่ง