สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๑ · ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

อานิก อัมระนันทน์ หารือเรื่องการเพิ่มการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง และเรียกร้องการพิจารณาถึงผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ

นางอานิก อัมระนันทน์ บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน อานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ที่ท่านรัฐมนตรีได้ตอบ ความจริงแล้ว ๑๔๕ วัน ปัจจุบันนี้เป้าหมายของรัฐบาลก็คือ ได้ประกาศออกแล้วก็แถลงผลงานว่า ๙๐ วันจะเพิ่ม โดยที่ได้พูดว่าเป็นเป้าหมายเบื้องต้น แล้วก็บอกว่าอยากจะไปสู่ ๑๔๕ วัน แต่ใช่ค่ะท่านพูดถูกว่า ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ฝ่ายราชการกำลังเตรียมการอยู่ ดิฉันถึงคิดว่าเป็นจังหวะเวลาที่สมควร ที่เราจะต้องมาคุยกันเรื่องนี้ อีกแง่มุมหนึ่งที่จำเป็นจะต้องพูดคุยกันแล้วก็จะสอบถามท่าน ก็คือเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นค่ะ เพราะว่ามันจะสูงมาก ๆ จากการที่จะต้องเพิ่ม การสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงนี้ แล้วเท่าที่ได้ยินก็มีการเร่งทำ เร่งประกาศ ขืนใจภาคเอกชน เรียกเขามาปรึกษาเขาก็บอกว่าขอเวลา ๒ ปี ท่านก็ยังบอกว่าต้องประกาศทำเลยภายใน ๙๐ วัน ก็เกิดมีการร้องเรียนกันวุ่นวาย เรื่องโรงกลั่นน้ำมันบางจากไฟไหม้อะไรนี้อาจจะบังเอิญเข้ามา แต่เข้าใจว่าภาคเอกชนก็ประท้วงน่าดูนะคะ แต่ทำให้เกิดมีความน่าสงสัยว่าทำไมถึงจะต้อง เร่งด่วนมากนัก พูดถึงค่าใช้จ่ายนะคะ รายงานข่าวอาจจะพูด ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ดิฉัน จะเอาตัวเลขตามที่ทางคณะกรรมาธิการการพลังงานได้รับการชี้แจงจากกรมธุรกิจพลังงาน คือแบ่งเป็น ๒ ส่วนค่ะ ส่วนแรกเป็นค่าเนื้อน้ำมันดิบ ๕,๕๙๖ ล้านลิตรซึ่งคิดที่ ๑๐๐ ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก็จะเป็นเงินถึง ๑๑๐,๘๘๐ ล้านบาท อันนี้ยังไม่รวมค่าที่ดินและ การสร้างถังอีกเรียกว่ามโหฬาร ส่วนที่ ๒ เป็นค่าใช้จ่ายประจำที่เกิดทุกปี ๆ ตั้งแต่ค่าดอกเบี้ย ของเนื้อน้ำมันปีละ ๕,๘๒๐ ล้านบาท ค่าเช่าถัง ๖,๗๑๕ ล้านบาท เพราะว่าเมื่อกี้เขาไม่มี การสร้างในส่วนแรกก็สมเหตุสมผล มีค่าเช่าถังปีละ ๖,๗๐๐ กว่าล้านบาท และค่าสูญเสีย น้ำมันจากการเก็บ ๑,๑๐๐ ล้านบาทต่อปี รวมกับค่าประกันค่าบริหารคลังแล้วเบ็ดเสร็จ ก็ ๑๔,๓๖๖.๗ ล้านบาทต่อปี เงินไม่น้อยนะคะ แล้วนี่เป็นเพียงส่วนของภาครัฐค่ะ ซึ่งทางกรม ก็บอกว่าเทียบเท่า เพราะว่าจะต้องเอาให้ประชาชนเป็นผู้จ่ายอยู่ดี เทียบเท่าราคาน้ำมัน ที่จะต้องเพิ่มขึ้น ๕๕ สตางค์ต่อลิตร แต่ว่าไม่ใช่แค่นี้ค่ะ เราต้องรวมส่วนที่นโยบายนี้กำหนดว่า ภาคเอกชนเองก็ต้องเพิ่มสำรองน้ำมันด้วยจาก ๓๖ วันเป็น ๔๕ วัน รวมแล้วภาคเอกชน ก็จะต้องมีการเพิ่มราคาที่เขาขายให้กับประชาชนอีก ๑๕ สตางค์ ถ้ารวม ๒ ส่วนนี้แล้วเป็น ๗๐ สตางค์ ซึ่งก็เกือบจะลิตรละ ๑ บาท ของแพงอยู่แล้วแต่ประชาชนก็จะต้องถูกซ้ำเติมอีก โดยเฉพาะเป็นการลงทุนที่ไม่มีประโยชน์สำหรับประชาชน ภาคธุรกิจเองก็ต้องใช้จ่ายเรื่องนี้ มากขึ้น อาจจะได้ประโยชน์ในภาคธุรกิจบ้างก็เป็นเพียงส่วนน้อยมาก ๆ เฉพาะนักธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นนะคะ ๗๐ สตางค์ต่อลิตรถ้าทอนกลับมาเป็นยอดรวมต่อปี รวมทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชน เพราะว่ามันจะต้องมีผลถึงประชาชนทั้งหมดรวมแล้วก็จะเป็นเงิน ๑๘,๐๒๔ ล้านบาทต่อปี ถ้าเราจะต้องเสียเงินก้อนนี้ไปทุกปี ๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่เสียหนเดียว ถ้ารวมแล้ว ๒๐ ปี สมมุตินะคะ ก็จะเป็นเงินถึง ๔๗๑,๓๐๐ กว่าล้านบาท แล้วถ้าท่าน ทำตามแผนระยะยาว ซึ่งก็ได้มีการแถลงไว้เหมือนกันว่า ๙๐ วันเพียงเบื้องต้น ระยะยาว อยากจะเป็น ๑๔๕ วัน ก็จะเป็นเงินถึง ๖,๙๐๐ กว่าล้านบาท คือเกือบ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วท่านคะตรงนี้ล่ะคะ มันก็ยังมีเรื่องของความเสี่ยงของการรั่วไหล เพราะว่าดิฉันก็ถามว่า เอ๊ะ แล้วจะเอาเงินมาจากไหนการกู้ยืมการอะไรต่ออะไร เขาก็บอกว่าจะใช้บริษัทเฉพาะกิจ หรือที่เรียกว่าเอสพีวี (SPV) ก็คือจะทำแบบเลี่ยงการใช้งบประมาณ เป็นการตบแต่งตัวเลข ไม่ให้แสดงเป็นหนี้สาธารณะ อย่างนี้ยิ่งจะทำให้เป็นความเร้นลับไม่โปร่งใส ตรวจสอบยากเข้าไปอีก คือในวงการน้ำมันก็มีการพูดกันอยู่หนาหูแล้วว่าเวลาซื้อน้ำมันก็สามารถจะรั่วไหลได้ เป็นหลาย ๆ เซน หรือบางครั้งพูดถึงเป็นดอลลาร์ต่อบาร์เรลนะคะ เราก็ไม่อยากให้ตรงนี้เกิดขึ้น แล้วการที่จะซ่อนหนี้อย่างไร ๆ มันก็ยังเป็นหนี้อยู่เหมือนอย่าง ประเทศกรีซที่เขาเคยพยายามจะซ่อนในที่สุดหนี้ก็โผล่ออกมาแล้วก็ล้มจนได้นะคะ เพราะฉะนั้นแทนที่เราจะก่อหนี้โดยไม่จำเป็นเป็นระดับแสนล้าน ทำให้ภาคธุรกิจเองก็ต้องจ่าย ค่าน้ำมันที่แพงขึ้นทำให้เสียเปรียบทางการแข่งขัน และที่สำคัญประชาชนทั่วไปที่รับภาระ ของแพงที่เขาพูดกันว่าแพงทั้งแผ่นดินอยู่แล้ว ก็จะต้องถูกซ้ำเติมอีกลิตรละเกือบ ๑ บาท ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรนอกจากผู้ที่เกี่ยวข้องบางส่วนเท่านั้นเองนะคะ แทนที่จะเอาเงินก้อนนี้ ไปปรับปรุงรถไฟ ปรับปรุงรถเมล์ หรือไปสร้างรถไฟความเร็วสูงระหว่างภูมิภาค ซึ่งจะเป็น การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ แล้วก็ทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับความสะดวกสบาย จะเป็นประโยชน์มากกว่านะคะ ดิฉันก็ได้คำนวณตัวเลขเหล่านี้มาจากเจ้าหน้าที่ของท่าน ที่มาชี้แจงก็อยากจะเรียนถามท่านว่าการเพิ่มการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงจาก ๓๕ วันเป็น ๙๐วัน ซึ่งจะเป็นต้นทุนเป็นความสูญเสีย เสียเปล่าตกประมาณ ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาทมันคุ้มค่า หรือไม่ และหากว่าทางท่านจะต้องทำไปจนให้ได้โดยไม่ฟังข้อทักท้วง ท่านจะมีมาตรการ อย่างไรที่จะทำให้การจัดซื้อจัดจ้างมีความโปร่งใส