อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ โดยระบุว่าเนื้อหาสาระในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังมีบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิของประชาชนและเพิ่มภาระให้กับประชาชน และเสนอแนะให้ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการคืนอสังหาริมทรัพย์ที่เวนคืนมา และเสนอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญดูและทบทวนเรื่องระยะเวลาการคืนสิทธิที่ดินให้มีความเป็นธรรม
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของรัฐบาลในครั้งนี้จะเป็นเสมือนกับการพิทักษ์สิทธิของประชาชนตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๒ ก็ตาม แต่เนื้อหาสาระในร่างพระราชบัญญัติฉบับที่มีการแก้ไข กฎหมายเดิมฉบับนี้ก็ยังมีบทบัญญัติหลายประการที่ส่อไปในทางที่จะเป็นการจำกัดสิทธิของ พี่น้องประชาชน แล้วก็เป็นการเพิ่มภาระให้กับพี่น้องประชาชน ผมขออนุญาตที่จะตั้ง ข้อสังเกตในชั้นวาระรับหลักการในวาระที่หนึ่งนี้เพียง ๒-๓ ประเด็นนะครับ
แต่อย่างไรก็ตามในประเด็นแรก ซึ่งการแก้ไขกฎหมายที่เราต้องการปรับปรุง ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เนื่องจากว่ากฎหมายเดิมไปขัดต่อรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไม่ทันต่อ สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของสังคม ผมคิดว่ากระบวนการในการเสนอกฎหมาย ไม่น่าที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขเพียงบางมาตรา น่าที่จะยกร่างทั้งฉบับเหมือนกับที่กฎหมาย ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. .... ที่เราเพิ่งผ่านความเห็นชอบเมื่อสักครู่นี้ นอกเหนือจากจะทำให้กระบวนการแก้ไขกฎหมาย มีความสอดคล้องต้องกันในทุกมาตราแล้วยังจะเป็นการทำให้บทบัญญัติของกฎหมาย เหล่านั้นมีความเข้าใจในการจัดทำของทั้งในชั้นการพิจารณาในวาระแรกและการพิจารณา ของในชั้นกรรมาธิการด้วยและจะไม่มีบทบัญญัติที่จะขัดกันในโอกาสต่อไป นั่นเป็นประเด็น ที่ผมตั้งไว้สำหรับโดยรวมของกฎหมายนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะตั้งข้อสังเกตก็คือในมาตรา ๕ ซึ่งมีการแก้ไขมาตรา ๑๓ ที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ คือรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายสามารถมีอำนาจประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาในการเวนคืนที่ดินในกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนและให้เจ้าหน้าที่ สามารถเข้าไปครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์ได้ก่อนที่จะมีการเวนคืน นั่นก็หมายความว่า เป็นอำนาจของรัฐโดยแท้ที่จะเข้าไปจัดการกับที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ได้ โดยที่ ยังไม่จำเป็นต้องมีการตกลงกันว่าจะมีการเวนคืน ตกลงกันในเรื่องราคา ตกลงกันในเรื่อง ของสิทธิในที่ดิน อันนี้ท่านก็สามารถที่จะเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ผมคิดว่าเป็นบทบัญญัติ ที่มีความกังวลว่าจะเป็นการไปก้าวก่ายสิทธิในทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน
ประเด็นต่อมา บทบัญญัติในมาตรา ๖ ซึ่งมีการแก้ไขในมาตรา ๑๙ และ มาตรา ๗ ที่แก้ไขในมาตรา ๒๐ ในมาตรา ๑๙ เป็นเรื่องของที่ดินที่เหลือ หมายความว่า เมื่อมีการเวนคืนที่ดินแล้วมีที่ดินบางส่วนที่ไม่ได้เวนคืน แต่ว่าเจ้าของเขาไม่สามารถ ที่จะใช้ประโยชน์อะไรได้และต้องการจะขายเพื่อให้มีการเวนคืนไปทั้งแปลงนี่ ท่านประธานครับ ก็กลายเป็นว่าจะต้องไปยื่นคำร้องกับเจ้าหน้าที่ภายใน ๖๐ วัน ซึ่งถ้าผมเป็นเจ้าของที่ดิน ผมไม่รู้หรอกครับว่าที่ดินที่เหลือนั้นยังจะใช้ประโยชน์อะไรได้อีกหรือไม่ จำเป็นแล้วก็ ควรที่จะขยายเวลา ๖๐ วันมากไปกว่านี้ เนื่องจากว่าคนที่ถูกเวนคืนที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เมื่อถูกเวนคืนไปแล้วมองไม่ออกหรอกครับว่า เมื่อโครงการที่รัฐได้เข้าไปทำแล้วมันจะไปบดบังหรือว่าไปขัดต่อการใช้ที่ดินที่เหลือนั้น อย่างไร จะเห็นภาพได้ก็ต่อเมื่อโครงการที่รัฐได้เข้าไปเวนคืนใช้ประโยชน์เสร็จแล้วถึงจะรู้ว่า อ้อ ที่ดินที่เหลืออยู่มันใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ทำอย่างไรล่ะครับ ถึงเวลานั้นจะขายก็ไม่ได้ จะขายคนอื่นใครเขาจะซื้อล่ะครับ ก็ได้ราคาถูก เพราะฉะนั้นการที่จะให้โอกาสกับเจ้าของที่ดิน ในส่วนที่เหลือเพียง ๖๐ วันที่จะให้มีการเวนคืนไปทั้งแปลง ผมคิดว่าน้อยเกินไปนะครับ และในมาตรา ๗ ที่มีการแก้ไขมาตรา ๒๐ ก็คือเรื่องของที่ดินตาบอดครับ ที่ดินตาบอดนี่ ยิ่งหนักไปอีกก็คือมันใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ขายก็ไม่ได้ ไปขายให้คนอื่นก็ไม่ได้ แต่ว่าในกฎหมายฉบับนี้ก็เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่จัดซื้อที่ดินที่เหลือได้ แต่ว่ากำหนดเวลา ก็ภายใน ๖๐ วันอีกเหมือนกัน ผมเองเป็นเจ้าของที่ดินผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าหลังจากที่ท่าน ใช้ประโยชน์ไปแล้วที่ดินที่เป็นที่ดินตาบอดนั้นผมจะใช้ประโยชน์อะไรได้ก็ต่อเมื่อ โครงการโน้นเสร็จแล้ว ภายในระยะเวลา ๖๐ วันนั้นจึงไม่เพียงพอในการที่ผมจะใช้ประโยชน์ ในการไปดูแลสิทธิในที่ดินเหล่านั้นได้นะครับ
ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือว่าการคืนอสังหาริมทรัพย์ ให้กับเจ้าของเดิมหรือทายาท ซึ่งการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ก็สามารถที่จะคืนได้ทันที ตามความเข้าใจของผมก็คือไม่ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติในการไปคืนที่ดินที่เวนคืนมาแล้ว กลับไปสู่เจ้าของเดิม เมื่อไม่ได้ใช้ก็คืนไปเลยซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้การคืนง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติเวนคืนนั้นแต่ละเรื่องมันไม่เท่ากัน โอกาสที่จะเสียสิทธิในที่ดินเหล่านั้นก็ไม่เท่ากันอีก เพราะถ้าหากว่ารัฐเวนคืนไปแล้ว แล้วระยะเวลาสมมุติว่าดำเนินการภายใน ๕ ปี ๖ ปี ๗ ปี แล้วสุดท้าย ๖ ปีแล้วท่านก็ไม่ใช้ ท่านก็เอามาคืน ถามว่าช่วงระยะเวลา ๖ ปีที่ท่านเวนคืนไป ผมก็จะเอาไปขายก็ไม่ได้ ผมเสียโอกาสในการไปจัดการในทรัพย์สินในที่ดินเหล่านั้นในช่วงเวลาที่ท่านเอาไป ครอบครองไว้อยู่ เพราะฉะนั้นประเด็นในมาตรา ๓๒/๑ มาตรา ๓๒/๒ มาตรา ๓๒/๓ จำเป็นอย่างยิ่งที่คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นนี้ควรจะไปดูไปทบทวนเพื่อดูเรื่อง ระยะเวลาในการคืนสิทธิที่ดินที่ถูกเวนคืนกลับไปยังเจ้าของเดิมให้มีความเป็นธรรมมากที่สุด แล้วก็ไม่เสียโอกาสในการจัดการกับที่ดิน ขอบคุณครับ