สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ..... โดยขอให้รัฐมนตรีชี้แจงเรื่องร่างนี้ และมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการประมง โดยเฉพาะเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนประมงท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ และการแก้ไขปัญหาการควบคุมทรัพยากรประมงให้ชุมชนประมงท้องถิ่นมีสิทธิในการจัดการทรัพยากรของตนเองมากขึ้น

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นต้องเรียน ท่านประธานว่าผมไม่ได้มีความขัดข้องแต่ประการใดในเรื่องหลักการของร่างพระราชบัญญัติ การประมง พ.ศ. .... ฉบับนี้นะครับ เพียงแต่กระผมมีความสงสัยแล้วก็ไม่มั่นใจ ในตัวกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องเรียนถามท่านรัฐมนตรีผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งมาอยู่ในห้องประชุมนี้ด้วย ได้กรุณาชี้แจงโดยยึดเอาเนื้อหาตามร่างซึ่งสมาชิกได้มีการเสนอไปแล้วนะครับ ผมมีอยู่ ๒-๓ ประการนะครับ

ประการที่ ๑ ก็คือความจริงแล้วเรื่องของกฎหมายหรือมาตรการ ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องประมงนั้น ถ้าสืบค้นทางประวัติศาสตร์แล้วย้อนไกลไปถึง สมัยรัชกาลที่ ๓ จนกระทั่งมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งก็มีความพยายามที่จะออกเป็นตัวกฎหมายขึ้นมาเพื่อที่จะควบคุม ในเรื่องของปริมาณการจับสัตว์น้ำต่าง ๆ โดยอาศัยมาตรการของการเก็บสิ่งที่เราเรียกว่า เป็นอากร ผมสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่มีการออกกฎหมายก็จะพูดถึงว่าปริมาณสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นทรัพยากรนั้นมีปริมาณที่ลดลง ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็บอกว่าปริมาณลดลง แต่ว่ามีราคาสูงขึ้น ครั้นเมื่อเราออกกฎหมายการประมงปี ๒๔๙๐ ก็อาศัยเหตุผลประการนี้ เช่นเดียวกัน หลักการอันนี้ก็คือหลักการของการจัดการหรือการควบคุมทรัพยากรนั้นเอง ประเด็นปัญหาจากปี ๒๔๙๐ หรือตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ มาถึงปัจจุบันนับเนื่องระยะเวลา อันยาวนาน เราก็กลับมาสู่หลักการเดิมอีกก็คือออกกฎหมายฉบับที่เป็นฉบับร่างปี ๒๕๕๕ โดยท่านให้เหตุผลไว้ในหลักการบอกว่าเป็นเรื่องที่ทรัพยากรสัตว์น้ำมีจำนวนจำกัด ในขณะที่ เทคโนโลยีนั้นมีความก้าวหน้ามากขึ้น ในกฎหมายฉบับนี้ร่างของคณะรัฐมนตรีซึ่งคงจะเป็น ร่างหลักนั้นได้กำหนดมาตรการไว้ค่อนข้างเยอะ เช่น มาตรการทางด้านการกำหนด เขตประมงก็ดี มาตรการของคณะกรรมการในระดับชาติตั้งแต่กรรมการนโยบายการประมง แห่งชาติ กรรมการนโยบายการประมงนอกน่านน้ำ หรือแม้แต่ท่านกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งจะไปกำหนดพื้นที่เรื่องของการประมง เรื่องของขนาด เรื่องของชนิดของเครื่องมือ การประมงในระดับจังหวัดก็ดี ประเด็นคำถามของผมก็คือว่าโดยปกติแล้วการออกกฎหมาย แต่ละฉบับนั้นจำเป็นจะต้องมีฐานข้อมูลรองรับ เพียงแต่ในเอกสารประกอบที่ส่งมานี้ จะไม่มีฐานข้อมูลรองรับ ซึ่งผมจะเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่า ปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลงขณะนี้การวัดปริมาณสัตว์น้ำที่เกิดขึ้นในท้องทะเลไทยก็ดี ในแง่ของ ประมงน้ำจืดก็ดี ข้อมูลเราเป็นอย่างไร เพราะในกฎหมายปี ๒๔๙๐ ก็กำหนดเรื่องของการทำ สถิติการประมง เช่น ปริมาณสัตว์น้ำในท้องทะเลไทยทั้งฝั่งอ่าวไทย ฝั่งอันดามัน หรือฝั่งประมงน้ำจืดมันลดลงในปริมาณที่สามารถคำนวณปริมาณได้ ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ เราใช้กฎหมายปี ๒๔๙๐ ถึงปัจจุบันมันลดลงในสภาพที่มีอัตราส่วนอย่างไร หรือปริมาณนี้ อันอาจจะคำนวณได้อย่างไร ที่ผมถามเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะว่าจะถามว่าเครื่องมือตัวนี้คือ กฎหมายฉบับนี้เมื่อออกไปแล้วเราสามารถที่จะไปฟื้นฟูเรื่องของทรัพยากรในน่านน้ำไทย ได้มากขึ้นมากน้อยเพียงใด ผมอยากจะฟังรายละเอียดข้อมูลตรงนี้ เพราะว่ากรมประมงนั้น ต้องถือว่าเป็นกรมซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดการเรื่องของทรัพยากร เรื่องของประมง ในเรื่องนี้ ท่านรัฐมนตรีกรุณาชี้แจงให้เราได้ทราบด้วย เพราะว่าผมไปลองสืบค้นข้อมูลดู ผมเข้าใจว่าปริมาณเรือที่มีการไปจดทะเบียนกับกรมประมงนั้นกับความเป็นจริงนั้น ออกจะต่างกันเยอะ เรามีเรือซึ่งไม่ได้รับอนุญาต ไม่ได้จดทะเบียนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็จับสัตว์น้ำเช่นเดียวกัน ปริมาณตรงนี้มันเป็นอย่างไร แล้วกฎหมายฉบับนี้จะสามารถ เข้าไปควบคุมได้อย่างไร อะไรคือมาตรการที่กรมประมงจะเข้าไปดำเนินการในส่วนนี้ แล้วก็คาดหมายจากกฎหมายฉบับนี้ว่าสามารถจะไปทำเรื่องเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด ที่ถามเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะกังวลครับว่าเวลาเราออกกฎหมายเรามักจะออกกฎหมายจาก ความสะดวกของฝ่ายราชการมากกว่าอย่างอื่น ความหมายก็คือว่าฝ่ายราชการติดปัญหาอะไร ก็ออกกฎหมายอย่างนั้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับตัวเอง แต่ไม่ได้หวังผลสัมฤทธิ์สูงสุด ของตัวกฎหมายฉบับนั้น ก็เลยอยากจะฟังจากท่านรัฐมนตรีในประการที่ ๑ ครับ

ประการที่ ๒ ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องสำคัญ ความจริงแล้วในกฎหมาย ของคณะรัฐมนตรีก็เขียนไว้ในหลักการพูดถึงเรื่องของชุมชนประมงท้องถิ่น ท่านพูดถึง ส่งเสริมให้ประชาชนหรือชุมชนประมงท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำ แต่พอไปดูในตัวบทกฎหมายของท่าน การเขียนถึง ประมงท้องถิ่นในมาตรา ๘ มันเขียนในลักษณะที่ยังไม่ได้เชื่อมั่นในเรื่องของสิทธิของชาวบ้าน ในการเข้ามาจัดการทรัพยากรก็คือเขียนไว้ในมาตรา ๘ เพียงแต่สนับสนุนการมีส่วนร่วม ให้คำปรึกษา เผยแพร่ความรู้ ซึ่งเป็นลักษณะของวิธีคิด แบบราชการทั่วไป ในเวลาที่กฎหมายของเพื่อนสมาชิกฉบับหนึ่งจากพรรครัฐบาลในขณะนี้ เขียนไว้ค่อนข้างชัดเรื่องการมีส่วนร่วมในการจัดการประมงโดยชุมชน ประเด็นนี้ที่ผมจะเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีก็คือว่าหลักการเขียนไว้เช่นนี้แต่แนวปฏิบัติยังคงให้ฝ่ายราชการเป็นเจ้าภาพ โดยตรง ในกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติก็ดี ในกรรมการนโยบายการประมง นอกน่านน้ำก็ดี ในจังหวัดก็ดี มันเป็นราชการเสีย ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ หลักการอันนี้กับการเปิด การมีส่วนร่วมของชุมชนประมงท้องถิ่นนี่มันเหมือนกับเปิด ๆ ปิด ๆ ทั้งที่โดยความเป็นจริง ในขณะนี้บริเวณเขตชายฝั่งออกไปประมงท้องถิ่นจะมีบทบาทสูงสุดแล้วก็เป็นแนวทางประมง ที่น่าจะถูกต้อง ถ้าเราเปิดโอกาสให้เขาได้ทำ เพราะมันฟื้นฟูสภาพของทรัพยากรสัตว์น้ำ ไปด้วยในตัว ตัวเลขมันยืนยันเช่นนั้นครับ แล้วมันเป็นช่องทางของคนยากคนจนจริง ๆ ที่เขาเข้าไปทำมาหากินในเขตนั้น ไฉนจึงไม่เขียนเปิดโอกาสให้เรื่องของชุมชนประมงท้องถิ่น เข้ามามีสิทธิในการจัดการทรัพยากรของเขามากขึ้นโดยช่องทางของกฎหมาย ชาวบ้านเอง ชาวประมงเองก็มีกฎหมายของเขานะครับ แล้วก็มาเสนอที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผมก็เสียดายว่า กฎหมายมันถูกเสนอไปแล้ว แล้วก็เลยทำให้ไม่สามารถจะใส่เข้ามาได้ ก็คิดว่าจะอยู่ ในชั้นแปรญัตติในคณะกรรมาธิการ ก็คงจะต้องหยิบฉบับนั้นเข้าไปด้วย คำถามผมก็คือว่า เราจะเพิ่มบทบาทของชุมชนประมงท้องถิ่นอย่างที่หลักการเขียนไว้ให้มากไปกว่าเผยแพร่ ความรู้ ไปส่งเสริมเขา สนับสนุนเขาได้อย่างไร เช่น มีส่วนร่วมในกรรมการทั้งระดับจังหวัด ระดับชาติ เหล่านี้เป็นต้นนะครับ

ในประการสุดท้าย ท่านประธานครับ ผมคิดว่าอันนี้เป็นจุดบกพร่อง หรือจุดอ่อนที่สุดของกฎหมายฉบับคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นฉบับหลัก ไม่ว่าสมาคมประมงก็ดี หรือเครือข่ายด้านประมงอื่น ๆ ก็ดี ล้วนเรียกร้องเรื่องของกองทุนประมงครับ เหตุผลกองทุน ประมงนั้นไม่ได้ช่วยเหลือเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติเสียหายด้วยอื่น ๆ เท่านั้น แต่ในน่านน้ำไทยขณะนี้เราก็เป็นที่ยอมรับกันว่าในเขตซึ่งออกไปจากชายฝั่งที่เรากำหนด เป็นเขตอนุรักษ์ นอกเหนือจากเขตนั้นไปเรือประมงขนาดกลาง ๆ มันแทบทำประมงไม่ได้แล้ว มันขาดทุนเพราะปริมาณสัตว์น้ำไม่พอ ที่ออกนอกน่านน้ำไทยได้คือประมงขนาดใหญ่ เป็นอุตสาหกรรมประมง เรือส่วนนี้ละครับที่ในหลายประเทศเขาก็ใช้วิธีการลดจำนวน ของประมงแบบนี้ลงโดยการใช้เงินจากกองทุนไปซื้อเรือหรือส่งเสริมให้เขาทำอาชีพอย่างอื่น ทำไมรัฐบาลจึงไม่ยอมให้มีบทบัญญัติในการจัดตั้งกองทุน แนวคิดราชการมักจะเป็นเช่นนี้ เราไม่เชื่อในเรื่องนี้ รัฐบาลใช้เงินจำนวนเป็นพันล้านบาทไปเยียวยากรณีของผู้ชุมนุม ทางการเมือง ทำไม ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ล้านบาท ให้กับกลุ่มประมงซึ่งเขากระทบและเดือดร้อน และส่วนใหญ่เป็นชาวประมงขนาดกลาง ขนาดเล็ก เป็นคนยากคนจนเหล่านั้นไม่ได้ รัฐมนตรีจะให้คำตอบในเรื่องนี้และให้คำยืนยันกับสภาในขณะนี้ได้หรือไม่ว่าเรื่องของกองทุนนี้ รัฐบาลจะนำกลับไปใส่ไว้ในตัวกฎหมายฉบับนี้ในชั้นของคณะกรรมาธิการ ผมคิดว่า ๒-๓ เรื่องนี้จะเป็นคำตอบว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่จะสามารถเข้าไปแก้ไขปัญหา เรื่องของทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างแท้จริงครับ ก็จะรอฟังคำตอบครับ