สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๙ สิงหาคม ๒๕๕๕

กนก วงษ์ตระหง่าน หารือเรื่องการทุจริตในประเทศ โดยวิจารณ์รายงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าขาดการเสนอแนะทางแก้ไขปัญหา และเน้นย้ำให้ป.ป.ช.เปลี่ยนแนวทางในการทํางานเพื่อให้มีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา และเรียกร้องการปฏิรูปการตรวจสอบและถ่วงดุลของ 3 อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน บัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมอยากจะ ขออนุญาตอภิปรายและตั้งข้อสังเกตในรายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหน้าที่ ประจําปี ๒๕๕๒ ของ ป.ป.ช. ประเด็นที่ผมอยากจะพูดในประเด็นแรกก็คือเรื่องของ การตั้งข้อสังเกตของ ป.ป.ช. ในรายงานในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง ขออนุญาตท่านประธานอ่านสัก ๒ ย่อหน้าซึ่งเป็นประเด็นสําคัญที่ผมจะหยิบขึ้นมาอภิปรายต่อ ท่านได้เขียนในรายงานว่าจากดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ดังกล่าว คือที่ก่อนหน้านี้ท่านพูดถึง ดัชนีชี้วัดการทุจริต สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) กุลนที ๗๓/๑ ของนักการเมืองนะครับ และปัญหาการทุจริตของประเทศไทย มีหลายส่วนได้กล่าวถึงกันว่า ปัญหาที่แท้จริงเกิดจากการขาดคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองซึ่งนําไปสู่การใช้ อํานาจทางการเมืองของนักการเมืองในการเรียกรับสินบน การแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเองหรือพวกพ้อง การก้าวเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการประจํา และการกระทําที่เป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์สาธารณะ ดังนั้น ไม่ว่าจะกําหนดมาตรการใดขึ้นมาก็มิอาจป้องกันมิให้นักการเมืองทุจริตได้ หากนักการเมือง ยังขาดคุณธรรมและจริยธรรมหรือไม่ประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลธรรม นี่เป็นรายงานของท่าน อันที่ ๑ ที่ผมขออนุญาตกล่าวถึง

หลังจากนั้นอีกหน้าหนึ่งท่านได้เขียนต่อว่า ดังนั้น เมื่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ของประเทศไทยเกิดมาจากปัจจัยพื้นฐานดังกล่าวและส่งผลกระทบในทางลบ ต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขันทางการค้า การลดทอน รายได้ของประเทศ ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ ด้วยเหตุผลนี้รัฐธรรมนูญ จึงได้มีบทบัญญัติในเรื่องจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยให้มีประมวลจริยธรรมเป็นตัวกําหนดมาตรฐานจริยธรรม รวมทั้งการกระทําอันมีลักษณะ เป็นการต้องห้ามในเรื่องของการถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองอื่น ๆ เป็นต้น

ท่านประธานครับ จากรายงานตรงนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่มีความสําคัญ อย่างยิ่งครับ เพราะว่าท่านกําลังตั้งข้อสังเกตว่านักการเมืองที่ทุจริตเป็นเพราะปัญหา คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง และที่สําคัญการทุจริตหรือการไม่มีคุณธรรมและจริยธรรม ของนักการเมืองนั้นมีผลเสียต่อประเทศชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านการแข่งขันทางการค้า และอื่น ๆ อีกมากมาย นั่นหมายความว่าการทุจริต การไม่มีคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง เป็นปัญหาที่ใหญ่มากของประเทศของเรา ถึงขั้นที่ ป.ป.ช. ได้นําขึ้นมาตั้งเป็นข้อสังเกต ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก ผมจึงอยากจะ ขออนุญาตตั้งคําถามกับ ป.ป.ช. ต่อไปว่าเมื่อท่านมีข้อสังเกตเช่นนี้และมีข้อสรุปด้วยเหตุด้วยผล เช่นนี้ คําถามก็คือ ป.ป.ช. จะทําอย่างไร ท่านจะทําอย่างไรในเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม ของนักการเมือง ท่านจะสร้างหรือเสนอให้สร้าง หรือพัฒนาระบบหรือกลไกอย่างไร ในการที่จะป้องกันแก้ไขปัญหาการทุจริต หรือป้องกันมิให้นักการเมืองที่ไม่มีคุณธรรมและจริยธรรม สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) กุลนที ๗๓/๒ เข้ามาสู่อํานาจและเป็นผู้ใช้อํานาจได้ ตรงนี้เป็นคําถามที่ใหญ่ เพราะว่าถ้า ป.ป.ช. ไม่มีคําตอบในเรื่องเหล่านี้ที่เป็นข้อเสนอแนะที่จะนําไปสู่การแก้ไขปัญหา ผมต้องขอประทานโทษ ท่านผู้แทนของ ป.ป.ช. ที่มาชี้แจงว่าข้อสังเกตและรายงานของท่านก็เป็นแต่เพียงเสียงบ่น แสดงความรู้สึก แสดงความคิด ถึงแม้จะมีเหตุผล มีข้อมูลประกอบอย่างไรก็ตาม แต่ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นประเด็นที่สําคัญอย่างยิ่งที่ผมคิดว่าเป็นโจทย์สําคัญ ของ ป.ป.ช. ก็คือว่า ป.ป.ช. จะทําอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงมากและผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมกับ ป.ป.ช. ว่าคุณธรรมและจริยธรรมมักจะเป็นเรื่องแรก ๆ ที่เรากล่าวถึงเวลาเรามีปัญหาเรื่องทุจริต เวลาเราพูดถึงเรื่องการทุจริตเราก็จะบอกว่าคนทุจริตไม่มีคุณธรรม ไม่มีจริยธรรม แต่เป็นเรื่องที่แปลกมากครับท่าน เวลาเราพูดถึงการที่จะสร้างคุณธรรมและจริยธรรม ของประชาชนหรือของนักการเมืองมันกลับเป็นเรื่องสุดท้ายที่เราจะพูดถึงเวลาเราจะ แก้ไขปัญหาประเทศ ในงบประมาณของรัฐบาลที่ใช้ ๒.๔ ล้านล้านบาทแทบจะมี ไม่กี่บรรทัดเลยครับที่พูดถึงเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง ผมคิดว่า ป.ป.ช. ต้องกลับมาวิจัยใหม่แล้วครับว่าทําไมจึงเป็นเช่นนั้น ทําไมรัฐบาลจึงคิดถึงเรื่องนี้ น้อยเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่ ป.ป.ช. บอกว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุด เป็นเรื่องที่ทําให้ชาติบ้านเมือง เสียหาย ไม่ใช่เฉพาะในทางการเมืองเท่านั้น แม้กระทั่งในทางเศรษฐกิจ ในทางความเชื่อถือ ของนานาประเทศก็ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) รสรินทร์ ๗๔/๑ แต่ปรากฏว่าคุณธรรมและจริยธรรมกลับเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสําคัญในการลงทุน ใช้งบประมาณเพื่อการป้องกันและแก้ไขน้อยมาก ท่านต้องวิจัยต่อละครับว่าทําไมจึงเป็น เช่นนั้น เพราะฉะนั้นในประเด็นข้อสังเกตตรงนี้ผมอยากจะขออนุญาตเรียนกับ ป.ป.ช. ว่า ป.ป.ช. จะต้องเปลี่ยนและยกระดับความคิดและทัศนคติต่อเรื่องการตั้งข้อสังเกตของท่าน ไปสู่การหาคําตอบเพื่อแก้ไขปัญหาครับ ท่านวิเคราะห์ปัญหาได้ดี ท่านชี้ปัญหาได้แม่น แต่ท่านยังไม่ได้บอกเราว่าท่านมีข้อเสนออะไรครับที่จะแก้ไขปัญหา นอกจากพูดแต่เพียงว่า ขอให้นักการเมืองมีจริยธรรมและมีคุณธรรม ผมคิดว่าตรงนั้นไม่เพียงพอครับ และมันทําให้ รายงานของท่านดูมีความเชื่อถือน้อยกว่าที่ควรจะได้รับครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่า ถ้าท่านไม่มีคําตอบในเรื่องนี้ สุดท้าย ป.ป.ช. ก็จะกลายเป็นจําเลยครับ แทนที่ ป.ป.ช. จะเป็น โจทก์มาตั้งโจทย์ว่านักการเมืองไม่มีคุณธรรม ไม่มีจริยธรรม ทําให้เกิดทุจริตอย่างนั้นอย่างนี้ ทําให้เกิดการใช้อํานาจในทางมิชอบแบบนั้นแบบนี้ และต้องแก้ไขด้วยวิธีการอย่างนี้ ๆ แต่ถ้าท่านหยุดรายงานของท่านเพียงข้อสังเกตแบบนี้ ท่านก็กลับมาเป็นจําเลยละครับ เหมือนกับที่ผมกําลังตั้งประเด็นกับท่านว่าจําเลยที่ท่านเป็นขณะนี้ก็คือท่านบ่นครับ แต่ท่านไม่บอกทางแก้กับเราครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ ผมอยากจะขออนุญาตเรียนท่านประธานไปยัง ป.ป.ช. นะครับว่าท่านจะต้องยกระดับ ความคิดในเรื่องการทํางานของท่านไปสู่การเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ที่นําไปสู่การแก้ไข ปัญหาได้จริง เพราะอันนั้นคือสิ่งที่เราต้องการ

ในประเด็นที่ ๒ สั้น ๆ ครับท่านประธาน นอกเหนือจากปัญหาที่ท่านพูด ๒ ประการในข้อสังเกต เรื่องแรกคือเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง เรื่องที่ ๒ ท่านพูดถึงเรื่องปัญหาทุจริตที่ดินของรัฐซึ่งก็เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องที่สําคัญครับ ท่านประธาน แต่ผมอยากจะขออนุญาตเรียนกับ ป.ป.ช. ว่าปัญหาใหญ่ ๆ ของประเทศ ไม่ได้มีแค่นั้นครับมันมีมากกว่านั้นอีกเยอะมาก ผมอยากเห็น ป.ป.ช. ตั้งข้อสังเกตมากกว่า ๒ ข้อครับ ผมอยากเห็นท่านตั้ง ๑๐ ข้อเลยได้ไหมครับในรายงานปีหน้าจากการทํางาน ของท่าน เรื่องที่ใหญ่ที่สุดของบ้านเมืองของเรา ๑๐ เรื่องมีเรื่องอะไรบ้างครับที่เกี่ยวข้องกับ งานของ ป.ป.ช. แล้วท่านเอามารายงานต่อสภาพร้อมกับการวิเคราะห์ปัญหา และให้ข้อเสนอแนะที่นําไปสู่การแก้ไขปัญหา ผมคิดว่าตรงนั้นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ที่ ป.ป.ช. พึงจะกระทําให้กับประเทศชาติและสังคมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ได้บอกว่า สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) รสรินทร์ ๗๔/๒ ป.ป.ช. จะเป็นองค์กรอิสระที่ทําหน้าที่ในการช่วยให้ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล ของประเทศไทยสมบูรณ์ขึ้น ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะขออนุญาต ตั้งเป็นข้อสังเกตกับ ป.ป.ช. ที่ผมได้เริ่มต้นพูดไปแล้วว่ามันมีมากกว่า ๒ เรื่องดังที่ผมได้กล่าว ผมขออนุญาตหยิบขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่งครับเป็นเรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องระบบการตรวจสอบ และถ่วงดุลของประเทศไทยครับ วันนี้ปัญหาหลายปัญหาที่เป็นเรื่องใหญ่ ๆ ในบ้านเมือง ของเราเกิดขึ้นจากการที่ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลไม่ทํางานครับท่านประธานครับ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทําให้เกิดการใช้อํานาจในทางไม่ชอบและใช้กฎเกณฑ์กติกาบางอย่าง ดําเนินไปเพื่อให้เกิดประโยชน์กับเป้าหมายที่ตัวเองต้องการหรือกลุ่มบุคคลที่ตัวเองต้องการ ท่านได้เขียนไว้ในรายงานของท่านนะครับว่าในการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. ยึดหลักนิติธรรม เป็นหลักการสําคัญ กล่าวคือบุคคลย่อมได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและมีความเสมอภาค โดยเท่าเทียมกัน สิ่งที่ท่านเขียนนั้นถูกต้องทุกประการครับ แต่ผมมีคําถามกับท่านครับว่า แล้วมันเกิดขึ้นจริงหรือในประเทศไทยของเรา ที่มีปัญหาทุกวันนี้นะครับแม้กระทั่งระบบศาล ก็ถูกกล่าวหาว่าไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุล เมื่อเป็นเช่นนี้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลวันนี้ ถ้าเราพูดกันตรงที่สุด ในห้องประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งนี้ เราเห็นกันชัดเจนว่าระบอบประชาธิปไตยเรามีอํานาจ ๓ ส่วน อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการ แต่ผมมีคําถามว่า ๓ อํานาจนี้ มีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งกันและกันที่จะทําให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า ได้อย่างเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยส่วนรวมจริงหรือไม่ สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) นงลักษณ์ ๗๕/๑ วันนี้เราเห็นครับว่าระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลของ ๓ อํานาจนี้ถ้าพูดโดยหลักทฤษฎี เราก็ต้องบอกชัดเจนว่า ๓ อํานาจนี้ต้องเป็นอิสระต่อกันและปฏิบัติหน้าที่บนหลักวิชาชีพ โดยยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะครับ ท่านประธาน ถ้าพูดกันตรง ๆ ในห้องประชุมของสภาแห่งนี้ทุกครั้งที่มีการลงมติก็จะเห็นว่า เป็นการลงมติด้วยเสียงข้างมากแต่เสียงข้างมากตรงนี้ฝ่ายบริหารที่อยู่ด้านบน โดยระบบ กลไกของพรรคก็สามารถที่จะกํากับผ่านวิปได้ และสุดท้ายวิปก็จะบอกว่าให้ยกมือเห็นด้วย กับฝ่ายบริหาร อย่างนี้คือระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลหรือครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ สิ่งที่เราต้องการจะพูดกันก็คือว่าการใช้เสียงข้างมากเป็นตัวตัดสินเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นหลักการปฏิบัติของกลไกประชาธิปไตยแต่การใช้เสียงข้างมากนั้นจะต้องเป็นการใช้ เสียงข้างมากบนหลักของเหตุและผลภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างนี้เป็นต้น แต่วันนี้ ที่สําคัญที่สุดก็คือคุณธรรมและจริยธรรมของ ส.ส. ที่อยู่ในห้องนี้ครับที่จะเป็นตัวช่วยให้ระบบ ตรวจสอบและถ่วงดุลของเราของ ๓ อํานาจนี้ทํางานได้ แต่วันนี้ท่านลองไปถามสิครับ ท่านประธานครับ ในจังหวัดของท่านท่านลองถามประชาชนได้เลยว่า ๓ อํานาจนี้ในสภาแห่งนี้ มีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลที่เป็นอิสระจริงหรือไม่ คําตอบมันชัดเจนครับว่าไม่ใช่ ด้วยเหตุผลอันนี้เอง ป.ป.ช. จึงจําเป็นที่จะเติมเต็มเติมให้สมบูรณ์ต่อระบบการตรวจสอบ และถ่วงดุลของระบอบประชาธิปไตยของเราที่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ยิ่งไปกว่านั้นครับ ท่านประธาน ในรายงานของ ป.ป.ช. ท่านได้เขียนหลักเรื่องหนึ่งไว้ที่สําคัญมากก็คือ หลักนิติธรรม รูล ออฟ ลอว์ (Rule of law) ท่านเขียนอย่างนี้ครับว่าคือการปกครอง โดยยึดหลักกฎหมายเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนทั้งในเรื่องสิทธิเสรีภาพในทรัพย์สิน การแสดงออก การดํารงชีพ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานทั้งมวลของปัจเจกบุคคล และโดยหลักการนี้ผู้ปกครองไม่สามารถใช้อํานาจใด ๆ อันละเมิดต่อกฎหมายกระทําต่อ ประชาชนได้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเรียนถามท่านตรง ๆ วันนี้ประเทศไทย เป็นอย่างนี้ไหมครับที่เราบอกว่าเรายึดหลักนิติธรรมในการปกครองประเทศ ในการบริหาร ประเทศ สิทธิของปัจเจกบุคคลที่จะกระทําที่จะแสดงออกทําได้ไหมครับ ผมคงขออนุญาต ไม่ยกตัวอย่างที่จะทําให้เกิดความรู้สึกทางการเมืองนะครับ แต่ผมต้องการที่จะบอก ตรงไปตรงมาในประเด็นที่เป็นหัวใจของมันก็คือว่าสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามหลักนิติธรรม สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) นงลักษณ์ ๗๕/๒ ที่ท่านพูดถึงนี้วันนี้ในสังคมไทยมันบกพร่องไปครับ เมื่อเป็นเช่นนี้คําถามก็คือ ป.ป.ช. ท่านจะทําอย่างไรครับ ท่านจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปหรือและไม่ต้องทําอะไรเพราะไม่ได้ เกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างนั้นหรือเปล่า ปัญหาครับท่านประธาน วันนี้ในสังคมไทยของเรา ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่าเมื่อเกิดการละเมิดกฎหมายขึ้นจะเป็นกฎหมายอะไรก็ตาม ผมไม่จําเป็นต้องยกตัวอย่างนะครับ แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐกลับไม่ดําเนินการต่อผู้ละเมิด กฎหมายนั้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ ในเรื่องของ ป.ป.ช. เมื่อเกิดการทุจริตขึ้นครับท่านประธาน ตามที่ท่านกล่าวคดีมากมายเลย กระทรวงต่าง ๆ เส้นยาวเลยนะครับที่มีการทุจริต หลายพันคดี หลายพันเรื่อง แต่ก็ไม่มีการดําเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐครับ ผมถามว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการรักษากฎหมายเหล่านั้นเมื่อเขาไม่ปฏิบัติหน้าที่ ป.ป.ช. ทําอย่างไรครับ ป.ป.ช. ถือว่าเมื่อไม่มีคนร้องเรียนก็หยุดเฉยไปอย่างนั้นหรือเปล่าครับ เมื่อ ป.ป.ช. ไม่ทําอะไรเลยสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือว่าประชาชนก็ไปดําเนินการเอง ในหลายกรณี เช่นประชาชนไปแจ้งความว่าเกิดการทุจริตในเรื่องนั้นเรื่องนี้ขึ้นที่หน่วยงานนั้น หน่วยงานนี้ สุดท้ายประชาชนที่ไปแจ้งความเกิดอะไรขึ้นกับเขาครับ ก็ถูกเจ้าหน้าที่ ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตนั้นไปใช้อํานาจหน้าที่ตรวจสอบเขา กลั่นแกล้งเขาในรูปแบบต่าง ๆ จนกระทั่งทําให้ประชาชน สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) ปัทมา ๗๖/๑ ในประเทศวันนี้เกิดความรู้สึกว่าถ้าไม่ใช่เรื่องของตัวอย่าไปยุ่ง ทําไมต้องไปแกว่งเท้าหาเสี้ยน ทุกคนถือว่าเรื่องส่วนรวมไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เพราะฉะนั้นอย่าไปยุ่ง นอกจากภัยจะมาถึงตัวเท่านั้น จึงจะลุกขึ้นมาแล้วก็ส่งเสียงว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถ้าเป็นอย่างนี้ผมถามว่า ป.ป.ช. ท่านไม่คิดว่าท่านต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้บ้างเลยหรือ เมื่อเกิดการทุจริตขึ้นดังที่ผมได้พูดแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเรื่องจริยธรรมและคุณธรรมของนักการเมืองแต่เพียงฝ่ายเดียวนะครับ แต่มันเป็นเรื่องของการละเว้นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย ตรงนี้ก็เป็น อีกเรื่องหนึ่งที่ ป.ป.ช. จะต้องเข้ามาศึกษาอย่างแท้จริงว่าถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ปฏิบัติหน้าที่ ตามที่ควรจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย อันเป็นเหตุให้เกิดปัญหาเช่นการทุจริต ป.ป.ช. จะทํา อย่างไรกับเรื่องนี้ครับ และเรื่องนี้มีเยอะมากครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมอยากจะ ขออนุญาตสรุปว่า ป.ป.ช. ขอให้ความสําคัญกับการพัฒนาระบบ พัฒนากลไก ในเรื่อง การแก้ไขปัญหาทุจริตครับท่านประธาน และที่สําคัญก็คือ ป.ป.ช. จะต้องเข้ามาจัดการกับ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองตามกฎหมาย ตรงนั้นต่างหากที่เป็นสาเหตุ ที่ใหญ่มากของปัญหาการทุจริตครับ ถ้า ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่อย่างนี้ซึ่งผมเชื่อว่า เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ ป.ป.ช. ก็จะเป็นกลไกสําคัญที่ขาดไม่ได้สําหรับ ประชาธิปไตยในประเทศไทยของเรา ผมขออนุญาตให้กําลังใจกับ ป.ป.ช. ว่าท่านคือกลไก ที่ขาดไม่ได้สําหรับประชาธิปไตยของประเทศไทยครับ เพราะว่าระบบ ๓ อํานาจที่เรามีอยู่ และใช้กันอยู่ในระบบรัฐสภา ภายใต้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ยาวนานมากกว่า ๘๐ ปีมาแล้ว มันบอกชัดว่าฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้เป็นอิสระต่อกัน และปฏิบัติหน้าที่ ในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมาโดยตลอด ผมไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นผลดีเลย มีแต่ผลเสีย ไม่ใช่ แต่มันเกิดปัญหาในการปฏิบัติในหลายกรณีที่ทําให้เกิดการใช้อํานาจในทาง มิชอบ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตย้ําว่าวันที่ผมมาเป็นนักการเมือง ท่านชวน หลีกภัย สอนผมวันแรกเลยนะครับ ท่านบอกผมว่าอาจารย์กนกหัวใจสําคัญของการเมืองคือความเป็น อิสระและความเป็นมืออาชีพ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคําสอนของท่านชวนนี้ผมอยากจะส่งผ่าน ท่านประธานไปยัง ป.ป.ช. ว่า ป.ป.ช. ต้องเป็นอิสระและเป็นมืออาชีพครับ เพราะตรงนั้น จะเป็นหลักประกันที่จะให้ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่ได้สมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ที่รัฐธรรมนูญ กําหนดไว้ ผมขออธิบายสั้น ๆ ครับ อิสระชัดเจนหมายความว่าปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ตกภายใต้ อิทธิพลหรืออาณัติ หรือแรงกดดันจากใคร เพราะวันนี้มีแรงกดดันทุกรูปแบบในบ้านเมืองของเรา สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) ปัทมา ๗๖/๒ ความเป็นมืออาชีพหมายถึงปฏิบัติโดยบุคคลที่ได้รับการฝึกฝนทางเทคนิค ทางวิชาชีพมาเป็น อย่างดี ภายใต้จริยธรรมทางวิชาชีพที่ยึดถือไว้ นั่นคือความหมายที่ท่านชวน หลีกภัย บอกกับ ผมในความหมายของคําว่าเป็นอิสระและมืออาชีพครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตตั้งความหวังกับ ป.ป.ช. จริง ๆ ว่าในปีหน้ารายงานของท่านจะแสดง ความเป็นอิสระและแสดงความเป็นมืออาชีพที่ดีมากกว่าปีนี้ ซึ่งปีนี้ก็ดีอยู่แล้วแต่เราอยากเห็น ดีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่จะให้คําแนะนําว่าระบบและกลไกของเราควรจะ ปรับปรุงและแก้ไขอย่างไรบ้าง ขอบคุณมากครับท่านประธาน