สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๙ สิงหาคม ๒๕๕๕

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเรียกร้องให้ตรวจสอบปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง โดยเน้นย้ำว่าปัญหานี้เกิดจากข้าราชการระดับสูงและหน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจในการใช้จ่ายเงินงบประมาณ และเรียกร้องให้หน่วยงานต่างๆ ร่วมมือกันสร้างดัชนีชี้วัดเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัด นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อรายงาน ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นรายงานตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ซึ่งสมาชิกสภาแห่งนี้ก็เฝ้ารอคอย การรายงานผลการปฏิบัติงานของท่านในแต่ละปีด้วยใจจดจ่อ แต่ว่าด้วยเงื่อนไขทางธุรการ ที่ทําให้เกิดความล่าช้าของปี ๒๕๕๒ ก็เพิ่งมาได้รับการพิจารณาหรือพูดถึงกันในปี ๒๕๕๕ ซึ่งทําให้ประเด็นข้อมูลต่าง ๆ หลายเรื่องเราอาจจะลืมกันไปแล้ว แต่บทสรุปของท่านที่ ได้รวบรวมประเด็นเฉพาะที่สําคัญขึ้นมาให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๐ (๖) ก็ทําให้เราได้เห็นภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับการทํางานของท่าน มากขึ้น และจริง ๆ แล้วก็มีลําดับความเป็นมา มีพัฒนาการที่ต้องแสดงความชื่นชมกับ ป.ป.ช. แล้วก็ให้กําลังใจในโอกาสนี้ด้วย อย่างไรก็ตามเพื่อประหยัดเวลากระผมขอเข้าสู่ ประเด็นที่ท่านได้นําเสนอกับรัฐสภาแห่งนี้ก็คือในเรื่องของข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ในปี ๒๕๕๒ สถานการณ์ในเวลานั้นท่านได้ให้ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะใน ๒ เรื่อง คือ เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองกับเรื่องปัญหาการทุจริตที่ดินของรัฐ ผมไม่ลงใน รายละเอียดในเรื่องปัญหาการทุจริตที่ดินของรัฐ แต่ขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องข้อสังเกต และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง ท่านพูดถึงผลสํารวจ ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์การทุจริตคอร์รัปชันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก แล้วก็มาขมวดเอาว่า ในปี ๒๕๕๐ ถึงปี ๒๕๕๒ พบว่าปี ๒๕๕๐ ประเทศไทยอยู่ในลําดับที่ ๘๔ จาก ๑๗๙ ประเทศ ปี ๒๕๕๑ ได้อันดับที่ ๘๐ จาก ๑๘๐ ประเทศ และท่านก็สรุปว่าจากดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ดังกล่าว และปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไทยมีหลายส่วนได้กล่าวถึงกันว่าปัญหาแท้จริง สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) ปัทมา ๖๒/๒ เกิดจากการขาดคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง ซึ่งนําไปสู่การใช้อํานาจทางการเมือง ของนักการเมืองในการเรียกรับสินบน การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองและพวกพ้อง ผมคิดว่าการให้ข้อสรุปที่ลงบนนักการเมืองทั้งหมดเต็ม ๆ แบบนี้น่าจะเป็นข้อสรุปที่ไม่ครอบคลุม กับข้อเท็จจริงทั้งหมดนัก เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ก็ได้พูดถึงว่าภาพลักษณ์ของนักการเมือง แน่นอนละไม่ดีในสายตาของคนจํานวนมาก ของคนหลายอาชีพ แต่นักการเมือง ก็เหมือนคนทุกอาชีพละครับ มีทั้งดี มีทั้งไม่ดี มีทั้งเลว มีทั้งเป็นคนดี จําเป็นจะต้องแยกแยะ แต่การสรุปว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันขมวดปมลงมาที่นักการเมืองทั้งหมดนี้ผมคิดว่า ไม่น่าจะเป็นข้อสรุปที่ถูกต้องทั้งหมด สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) สมร ๖๓/๑ ท่านประธานที่เคารพครับ ข่าวคราวที่ออกมาเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันในระยะหลายปีหลัง ท่านก็จะเห็นนะครับว่ามีข้าราชการในระดับสูงจํานวนไม่น้อยที่อยู่ในวังวนของการทุจริต คอร์รัปชันเป็นตัวการ มีข้อมูลหลักฐานจนถึงขั้นมีการดําเนินคดีมากมาย และถ้าท่านจะมอง ย้อนให้ลึกลงไปสักนิดหนึ่งก็จะเห็นว่าในประเทศไทยเรานี้แท้จริงแล้วคนที่กุมการใช้ เงินงบประมาณแผ่นดินแต่ละปีนั้นคือใคร ไม่ใช่นักการเมืองทั้งหมดหรอกครับ ข้าราชการประจํา ต่างหากตั้งแท่นเสนองบประมาณเอง จัดทํางบประมาณเอง และใช้งบประมาณด้วยตัวของ ราชการเอง และท่านเห็นไหมครับว่าเงินจํานวนมหาศาลที่อยู่ในมือของข้าราชการประจํานั้น ถูกใช้จ่ายไปอย่างสุรุ่ยสุร่ายและมีการทุจริตคอร์รัปชันในแต่ละปีมากขนาดไหน ถ้าท่านได้ ประสานงานกับ ป.ป.ท. หรือสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ท่านก็จะเห็นว่าหน่วยงานระดับกรม ๔๐๐ กว่าแห่ง กระทรวง ๒๐ กว่ากระทรวง เป็นส่วนงาน ที่มีความสําคัญในการใช้จ่ายเงินงบประมาณและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน มากที่สุด เพราะฉะนั้นในข้อสังเกตและข้อเสนอแนะซึ่งผมเข้าใจดีว่าในช่วงเวลานั้นอาจจะมี ประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองอยู่มากก็ทําให้มีข้อสรุปเช่นนั้น ซึ่งก็อยากจะฝาก เป็นประเด็นเบื้องแรกไว้

ผมก็อยากจะพูดต่อเนื่องไปว่า จริง ๆ แล้วมีหน่วยงานหลัก ๆ อยู่ ๓ หน่วยที่จะดูแลเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันก็คือการใช้เงินภาษีอากรของประชาชน ที่ผ่านไปทางงบประมาณแผ่นดินนี่แหละครับ ๑. ก็คือ ป.ป.ช. ๒. ก็คือ ป.ป.ท. ๓. ก็คือสํานักงาน การตรวจเงินแผ่นดิน ผมคิดว่า ๓ หน่วยงานหลักนี้จะต้องทํางานเชื่อมประสานกัน ต้องมีกลไก ในการร่วมมือกันในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อให้เงินงบประมาณแผ่นดินเหล่านี้ ไม่ถูกใช้ไปในทางที่สุรุ่ยสุร่ายหรือมีการทุจริตคอร์รัปชัน ท่านประธานครับ ในการพิจารณา งบประมาณรายจ่ายประจําปีแต่ละหน่วยงานเมื่อมาของบประมาณจะมีหน่วยงานหนึ่งก็คือ ก.พ.ร. ที่ทํามิติด้านต่าง ๆ ในการชี้วัดเพื่อประเมินผลการปฏิบัติราชการ ก็เหมือนกับ ป.ป.ช. ก็อยู่ในข่ายนี้จะต้องมีดัชนีชี้วัดใน ๔ ด้าน ด้านแรกก็คือเรื่องประสิทธิผล ด้านที่ ๒ ก็เรื่อง คุณภาพการให้บริการ ด้านที่ ๓ ประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ และด้านที่ ๔ การพัฒนาองค์กร ก็ทํากันทุกหน่วยงาน ทุกกรม แต่ท่านลืมไปอันหนึ่ง ดัชนีชี้วัดในปีต่อ ๆ ไปท่านต้องผลักดัน ให้เกิดขึ้นก็คือเรื่องของดัชนีชี้วัดทางด้านความโปร่งใสหรือการปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชัน ผมคิดว่าท่านต้องไปร่วมมือกัน ทั้ง ๓ หน่วยงานร่วมมือกับ ก.พ.ร. เพื่อที่จะสร้างดัชนีชี้วัด สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) สมร ๖๓/๒ อันนี้ให้เกิดขึ้นกับทุกองค์กร ทุกหน่วยงานของราชการ ไม่เพียงแต่กรม ๓๐๐-๔๐๐ กรม เท่านั้นนะครับ ทุกหน่วยราชการน่าจะมีดัชนีชี้วัดเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันเพิ่มขึ้นมา ถ้าได้คะแนนต่ําผมคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจําปี จะต้องเข้าไปดูว่าควรจะให้งบประมาณในปีต่อ ๆ ไปมากถึงขนาดนั้นหรือไม่ แต่เราไม่ได้ทํา ในเรื่องนี้ นี่ผมคิดว่า ป.ป.ช. ต้องไปร่วมมือแล้วก็ทํางานในเชิงรุกในเรื่องนี้ สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) รัศมี ๖๔/๑

ในเรื่องของข้อสังเกต ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมของนักการเมืองนี้ ท่านได้พูดถึงปัญหาการที่หน่วยงานของรัฐจํานวนมาก ไม่ว่าจะเป็นประเภทหน่วยงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยราชการเองที่ยังไม่ได้จัดทําประมวลจริยธรรม ซึ่งในปี ๒๕๕๒ ท่านมีตัวเลขว่าระดับท้องถิ่นยังมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากถึง ๔,๔๔๘ แห่ง ที่ยังไม่ได้จัดทําประมวลจริยธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตําบล เทศบาล และเมื่อปี ๒๕๕๒ เมืองพัทยาก็ยังไม่มีการทําประมวลจริยธรรม ส่วนราชการอีก ๖๔๕ แห่งในเวลานั้นก็ยังไม่มีประมวลจริยธรรม ท่านถึงมาขมวดเอาว่านี่เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทําให้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นกว้างขวางมากมาย ประเด็นคําถามของผมก็คือว่า มาถึงวันนี้แล้วนี่หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐเหล่านั้น ที่ยังไม่มีการจัดทําประมวลจริยธรรมมีเหลืออีกเท่าไร และมีเหตุผลอะไรที่หน่วยงานเหล่านั้น ยังไม่สามารถผลักดันประมวลจริยธรรมของตัวเองออกมาได้

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าการทําประมวลจริยธรรมนั้นเป็นเรื่องของแต่ละ หน่วยงานที่จะสร้างกรอบทางด้านคุณธรรมจริยธรรมของตัวเองขึ้นมาในแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้เป็นเครื่องเตือนสติให้เป็นเสมือนหนึ่งว่าคอยประคับประคองไม่ให้จิตใจมันเตลิด ออกไปนอกคุณธรรมจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ ท่านประธานที่เคารพครับ แต่เรื่องของ จริยธรรมนั้นเป็นเรื่องของมโนสํานึก มันไม่ใช่กฎหมาย มันไม่ใช่กฎข้อบังคับที่จะต้องทําตาม ไม่ทําแล้วมีความผิด มันเป็นมโนสํานึก ถามว่าเราจะสร้างมโนสํานึกของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีคุณธรรมจริยธรรมได้อย่างไร ลําพังเพียงมีแค่ประมวลจริยธรรมเป็นเล่ม ๆ อยู่แต่ละหน่วยงานมันไม่สามารถทําให้หน่วยงานเหล่านั้นมีคุณธรรมจริยธรรมได้หรอกครับ ต้องมีกระบวนการในการกล่อมเกลาในการฝึกฝน ผมคิดว่าสํานักงาน ป.ป.ช. น่าที่จะมี ข้อเสนอแนะกับหน่วยงานเหล่านั้นเพื่อให้เขาได้สามารถทําให้ประมวลจริยธรรมมันมีผลเป็นจริง และสนองตอบเจตนารมณ์ในการแก้ไขปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันได้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในหลายหน่วยงานที่มาของบประมาณรายจ่ายประจําปีในแต่ละปีมีการของบ ทางด้านฝึกอบรม สัมมนา ในระยะหลังน่าสนใจตรงที่ว่าได้มีประเด็นหรือหัวข้อหรือหลักสูตร ที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมจริยธรรมเข้าไปเป็น ๑ ในหลักสูตรในการอบรมสัมมนา ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จําเป็นและมีความสําคัญ ป.ป.ช. น่าจะมีส่วนร่วมกับหน่วยงานเหล่านั้น ในการส่งคนเข้าไปเป็นวิทยากรหรือทํางานร่วมมือกันในการใช้งบประมาณในการฝึกอบรม สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) รัศมี ๖๔/๒ สัมมนาเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมคิดว่าถ้าสามารถทําได้เช่นนี้แล้ว ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันก็จะค่อย ๆ ลดลง จิตสํานึกในการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่าย ของแผ่นดินก็จะเป็นไปอย่างสนองเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง ผมต้องกราบขอบพระคุณแล้วก็ฝากข้อสังเกตกับ ป.ป.ช. ไว้ทั้งหมด ขอบคุณครับ