เหวง โตจิราการ หารือเรื่องการขายบ้านเมืองเสียหายไป 600,000 ล้านบาท และขายหนี้สูญเสียไป 800,000 ล้านบาท โดยเรียกร้องให้ ป.ป.ช. ช่วยตอบคำถามว่า มีการขายเหมาหรือไม่ และมีการสมรู้ร่วมคิดหรือไม่
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่จริงมันอยู่ในประเด็นนะครับท่านประธานที่เคารพ เพราะว่าเราทําหน้าที่ ในการที่จะรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน แล้วเราต้องการที่จะวางมาตรการให้กับแผ่นดินนี้ เพื่อไม่ให้มีการทุจริตประพฤติมิชอบหรือคอร์รัปชันอีกต่อไป ในนี้ที่จริงถ้าเราหยิบอะไร ขึ้นมาพูดมันก็เกี่ยวหมดครับ เรื่องกล่าวหาหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทํา ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทํา ความผิดต่อหน้าที่ในการยุติธรรม เป็นต้น ดังนั้นต้องกราบเรียนท่านประธานเลยครับว่า เรื่องอย่างนี้ถ้าไม่ถามท่านประธานผ่านไปยัง ป.ป.ช. นี่เห็นจะไม่ได้ครับ ที่ผมขออนุญาต ท่านประธานเพื่อว่าทาง ป.ป.ช. จะได้ตอบในคราวเดียวกัน เพราะว่าคําถามที่ผมอยากจะ กราบเรียนถามท่านประธานผ่านไปยัง ป.ป.ช. จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับที่ท่านวรชัย เหมะ ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านได้ถามไปสักครู่นี้ คือเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญของแผ่นดินนะครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวพันกับมูลหนี้สูงถึง ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้วก็มีการขายไป ในราคา ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท บ้านเมืองเสียหายไป ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วเรื่องราวนี้มันก็สืบเนื่องมา ๑๐ กว่าปีแล้วครับ ดังนั้นถ้าหากอ้างว่าจะต้องใช้เวลา ในการตรวจสอบนี่ผมคิดว่า ๑๐ กว่าปีก็น่าจะพอนะครับ แล้วนี่ก็รอมร่อที่จะ สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) อัมภิกา ๕๘/๒ หมดอายุความแล้วนะครับก็คือประมาณเดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๖ ซึ่งว่าไปแล้วไม่นานนักนะครับ ก็จะหมดอายุความ ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ ผมใส่ใจในปัญหานี้ มาตั้งแต่ต้นนะครับ แล้วผมก็ได้นําเรื่องนี้กราบเรียนท่านประธานก่อนว่าไปปรึกษาหารือ หรือขอความช่วยเหลือจากกรรมาธิการด้านกฎหมายของกิจการสภาเรา ก็ปรากฏว่า ทางเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ส่งเจ้าหน้าที่ในระดับล่างมาชี้แจงก็เพียงแต่บอกว่ากําลังดําเนินการอยู่ ตอบเท่านั้นก็คือไม่ได้ตอบครับ ดังนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่มาในวันนี้นะครับ ท่านช่วยกรุณาให้ท่านภักดี โพธิศิริ แถลงข่าวในวันพรุ่งนี้ได้ไหมครับว่า เรื่องนี้ไปถึงไหนแล้วครับ ผมเองคงจะไม่ลงสู่รายละเอียดนะครับแต่ว่ามันมีประเด็นใหญ่ ๆ ที่สาธารณชนเขาข้องใจมากเลย แล้ว ป.ป.ช. ควรจะต้องทําเรื่องนี้ให้กระจ่างชัด คือผมจะ ไม่มาตําหนิติติงพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือนักการเมืองใดนักการเมืองหนึ่ง ไม่ครับ ผมกําลังจะมาวางบรรทัดฐานให้ประเทศชาติบ้านเมือง คือเราควรจะต้องเก็บบทเรียน ในอดีตเพื่อระมัดระวังตัวในอนาคตและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมือง ผมต้องกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ป.ป.ช. ให้คุณภักดี โพธิศิริ ช่วยกรุณามาตอบหน่อย มันมีประเด็นใหญ่ ๆ ที่ผมอยากจะให้คุณภักดี โพธิศิริ ตอบนะครับ นอกจากตัวเลขเงินว่า มีการสูญเสียเงินไปจํานวนนับ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่มีนักการเมืองหลายท่านพยายาม โจมตีรัฐบาลของผมว่าโกงเท่านั้นโกงเท่านี้ ผมถามว่ากรณีนี้กรณีเดียวเสียหายไป ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกิดขึ้นในรัฐบาลสมัยไหนท่านก็ลองไปสอบสวนทวนความดู ก็แล้วกัน แต่ผมจะไม่เอาตรงนั้นนะครับ ผมอยากจะถาม ป.ป.ช. สรุปมาแล้วหรือยัง สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) กุลนที ๕๙/๑ ว่ามาตรการในการแก้ปัญหาในปีนั้นมันผิดนะครับ ข้อที่ ๑ ก็คือว่าไม่มีการแยกหนี้ดี หนี้เสีย ท่านต้องสรุปให้ชัดครับ มิเช่นนั้นในอนาคตมันก็จะเกิดอีกครับ ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานง่าย ๆ อย่างนี้นะครับ สมมุติท่านประธานขายปลาทูและในเข่งนั้นมีปลาทู ๑๐๐ ตัว และท่านประธานขายตัวละ ๑๐ บาท ๑๐๐ ตัวท่านประธานจะขายได้ ๑,๐๐๐ บาท แต่บังเอิญเหลือเกินว่าปลาทูเข่งนั้นมีปลาทูเน่าแค่ ๓ ตัว วิธีการที่ถูกต้องก็คือว่าต้องหยิบเอา ปลาทูเน่า ๓ ตัวนั้นไปทิ้งเสีย เลยเหลือ ๙๗ ตัวนะครับ ท่านประธานก็จะขายได้ ๙๗๐ บาท แต่ด้วยความเคารพ ผมเคารพท่านประธานนะครับ เพียงแต่หยิบยกท่านประธานมาเป็น ตัวอย่างเท่านั้นเอง เกิดท่านประธานไม่ทําอย่างนั้นก็คือขายเหมารวมทั้งเข่งไปเลยก็คือว่า เอาทั้งปลาทูเน่ากับปลาทูดีผสมปนเปและขายไป และด้วยความเคารพนะครับ ไม่ใช่ ท่านประธาน ในสมัยโน้นนะครับก็คงจะมีการไปตกลงกันกับคนที่มารับซื้อ เขาคงจะ สมรู้ร่วมคิดกันหรือเปล่าไม่ทราบได้ เพราะฉะนั้นคุณภักดี โพธิศิริ นี่ควรจะต้องตอบ เขาสมรู้ร่วมคิดหรือเปล่าครับ เราเสนอว่าให้แยกหนี้ดีกับหนี้เสียออกจากกัน ทําไมคุณไม่แยก และเมื่อคุณไม่แยกนี่คุณขายเหมาไป คุณไปสมรู้ร่วมคิดกับคนที่มารับซื้อหรือเปล่า เพราะมันมีข้อน่าสงสัยครับท่านประธาน ผมไม่ได้มากล่าวหาใครเลื่อนลอยนะครับ ในวันนั้น คนไทยทุกคนบอกว่าส่วนใหญ่เป็นหนี้เสียของคนไทย ไฉนเลยคุณไม่ขายหนี้เสียกลับคืนไปให้ คนไทยเล่า อาทิเช่น บ้านจัดสรรก็ดี หรือว่ารถยนต์ก็ดี หนี้ไฟแนนซ์ (Finance) ก็ดี สารพัดอย่างทําไมคุณไม่ขายหนี้เสียกลับไปให้คนไทย แล้วปรากฏว่ามีการตั้งกฎกติกา ที่ประหลาดมากก็คือคนที่จะเข้าประมูลหนี้นะครับท่านประธานครับในวันนั้นคนไทย สิ้นเนื้อประดาตัวหมดนะครับ แต่ว่ารัฐบาลสมัยโน้นหรือกรรมการสมัยโน้นผมจําไม่ได้แล้ว หน่วยงานไหนนี่ผมจําไม่ได้ ขอประทานอภัย ไปตั้งกฎกติกาว่าคนที่จะเข้ามาประมูลหนี้ ต้องเอาเงินสด เงินสด ๆ ๕๐๐ ล้านยูเอสดอลลาร์ (U.S. Dollar) ในวันนั้นเงินไทยลดค่าลงไป ที่ประมาณ ๔๐ บาทหรือ ๕๐ บาท ดังนั้นถ้าหากว่า ๔๐ บาท ๕๐๐ ล้านยูเอสดอลลาร์ เอาคูณเข้าไปสิครับก็คือ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าคนไทยคนไหนหรือองค์กรไหน ที่จะมีเงินสด ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทไปวางไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อจะได้สร้างเงื่อนไข ในการเข้ามาประมูล อันนี้มันชัด ๆ อยู่แล้วว่าตั้งกฎกติกาอย่างนี้ขึ้นมาเพื่อเอื้ออํานวย ให้ต่างชาติซึ่งมีเงินมหาศาลเข้ามากว้านซื้อกิจการราคาถูก ผมเจ็บปวดครับท่านประธาน สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) กุลนที ๕๙/๒ เพราะเดี๋ยวนี้กิจการธนาคารจํานวนมากมายกลายเป็นของต่างชาติไปนะครับ ไปไล่เลียงดูสิครับ และกิจการที่เป็นรากฐานทางเศรษฐกิจที่สําคัญของประเทศไทยจํานวนมหาศาลเลย ต่างชาติใช้เวลาช่วงนั้นเข้ามาซื้อครับ คุณตั้งทําไมครับ คุณภักดี โพธิศิริ ช่วยกรุณาไปค้นคว้า ให้ผมหน่อยได้ไหมครับว่าวันนั้นไปตั้งทําไมครับ เงินสด ๕๐๐ ล้านยูเอสดอลลาร์เพื่อเข้ามาประมูล แล้วเวลาประมูลเท่าที่ผมทราบราคาเฉลี่ยแค่ ๑๗ เปอร์เซ็นต์นะครับ ประมูลซื้อไปในราคา ๑๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ฝรั่งต่างชาตินี่ขายไปเลยนะครับ เพียงแต่เซ็นชื่อเท่านั้นเอง ซื้อมาจาก ประเทศไทยและขายต่อไปเลยนะครับ แล้วก็มีคนรับซื้อต่อ และตรงนี้ก็ยังมีจุดในการที่จะไป หลีกเลี่ยงภาษีอีก เพราะคนซื้อต่อก็เป็นบริษัท ที่จริงว่าไปแล้วก็คือเป็นบริษัทนอมินี (Nominee) มีนักการเมืองหลายคน นักการเมืองหลายพรรค โจมตีท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณนะครับ และรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมาว่าใช้นอมินี แต่สมัยโน้นใช้นอมินีมาซื้อ มาประมูลทรัพย์ ปรส. ท่านค้นคว้ามาแล้วหรือยัง มีตัวเลขมาให้ผมไปดูหรือยัง แล้วก็ให้ประชาชนไทยเขาดูแล้วหรือยัง แล้วไปดูสิครับว่าบริษัทนอมินีทั้งหลายที่เข้ามาประมูลนี่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรหรือเปล่า กับกระทรวงการคลังในสมัยโน้น ท่านต้องตอบนะครับ ไม่ตอบไม่ได้ และบอกว่ากําลังศึกษาอยู่ ก็ไม่ได้ครับ ๑๐ กว่าปีแล้วครับ ๑๐ กว่าปีแล้ว เพราะฉะนั้นต้องมีคนรับผิดชอบนะครับ ผมไม่ไปไล่กวดใคร ใครทําอะไรไว้ก็ควรจะได้รับอย่างนั้น ถ้านาย ก ทําผิด ป.ป.ช. ก็ต้องซื่อตรง กับข้อมูลนะครับว่า นาย ก ทําผิด รัฐบาล ก ทําผิด กระทรวง ก ทําผิด ผมยังไม่ได้บอกว่า ใครทั้งสิ้น แต่ข้อที่ ๑ ก็คือว่าคุณไปตั้งเงื่อนไขว่าต้องมีเงิน ๕๐๐ ล้านบาทถึงจะเข้าประมูล ข้อที่ ๒ คุณไม่แยกหนี้ดี หนี้เสีย ข้อที่ ๓ คุณไม่ยอมขายหนี้ให้กับลูกหนี้ชั้นดีนะครับ ว่าไปแล้ว ลูกหนี้ไทยถึงแม้เขาจะไม่สามารถชําระหนี้ได้ตามกําหนด คือในวันนั้นมีการไปตั้งเกณฑ์ใหม่ว่า ถ้าผิดนัดชําระหนี้ ๓ เดือนถือว่าเป็นหนี้เสีย ซึ่งในเวลานั้นการตั้งเกณฑ์อย่างนี้เป็นเกณฑ์ที่โหด และอํามหิตเกินไป เมื่อเป็นอย่างนี้ก็คือมีความจงใจในการที่จะขับไล่ไสส่งคนไทยที่เป็นลูกหนี้ บางทีเขาอาจจะผิดนัดชําระหนี้แค่ ๓ หนเท่านั้นเอง แต่คุณไปลงโทษเขาอย่างนั้นนี่ คุณต้องการที่จะขายทรัพย์สินของประเทศไทยให้ต่างชาติอย่างนั้นหรือเปล่าครับ และเรื่องนี้ ผลที่คุณประสงค์มันก็สัมฤทธิผลแล้วนะครับ ผมสามารถหยิบยก สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) รสรินทร์ ๖๐/๑ กรณีธนาคารได้เท่านั้นเอง แต่ว่าอย่างอื่นยังมีอีกเยอะแยะ ผมถึงอยากจะสรุปนะครับว่า ผมสรุป ต่อเนื่องจากคุณวรชัย เหมะ ครับ ผมต้องการให้ทาง ป.ป.ช. นี่นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เท่าที่ผมทราบถ้าผมทราบไม่ถูกต้องก็ขอประทานอภัย แต่ที่ผมทราบมาก็คือว่าคุณภักดี โพธิศิริ เขาไปรับผิดชอบด้วยการศึกษาเรื่อง ปรส. แล้วกรุณาอย่าตอบผมอย่างนี้นะครับ เพราะว่าผมฟังมาจนเบื่อแล้วว่ากําลังศึกษาอยู่ ใจเย็น ๆ ผมใจเย็นมา ๑๐ กว่าปีแล้วครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานได้โปรดกรุณาถาม ป.ป.ช. แล้วถ้าเป็นไปได้นะครับถ้าไม่ใช่ วันพรุ่งนี้ก็ประมาณอีกสัก ๒-๓ เดือนข้างหน้านี่ ขออนุญาตให้คุณภักดี โพธิศิริ ขออนุญาต เอ่ยนามนะครับ เท่าที่ผมทราบท่านรับผิดชอบเรื่องนี้ช่วยกรุณามาแถลงให้กระจ่าง ต่อสังคมไทยได้ไหมครับว่าเกิดอะไรบ้างกับ ปรส. ครับ ขอบคุณครับ