ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องการสนับสนุนเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในสถานพินิจและคุ้มครอง โดยเสนอแนวทางการจัดสรรงบประมาณเพื่อป้องกันเด็กไม่ให้เข้ามาในสถานพินิจและคุ้มครอง และอธิบายวิธีการดูแลเด็กที่มีสถานแรกรับและไม่มีสถานแรกรับ พร้อมเน้นการบริหารงบประมาณที่เน้นประสิทธิภาพสูงสุดและประหยัด
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทำหน้าที่แทนท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีประชา พรหมนอก ซึ่งติดราชการไปต่างประเทศระหว่างวันที่ ๖ ถึงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ได้มอบให้ผมมาช่วยตอบกระทู้ถามแทนท่าน ต้องขอบคุณ ผ่านท่านประธานไปยังท่าน ส.ส. สุนทรี ชัยวิรัตนะ เป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้ความสำคัญ และเห็นปัญหาของลูกหลานเยาวชนของประเทศชาติบ้านเรา โดยเฉพาะสิ่งที่ท่านได้เห็น จากการไปทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการงบประมาณได้เห็นการจัดสรรงบประมาณ และวิธีการ นำงบประมาณไปใช้ ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยมีกระทู้ถามนี้ขึ้นมา ผมเองต้องกราบขอบคุณ แทนเด็ก ๆ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน หรืออยู่ในศูนย์ฝึกที่ได้รับ การดูแลอยู่ในขณะนี้ หรือเด็กที่ไม่ควรจะเข้ามาอยู่ในสถานที่แห่งนี้เพื่อที่จะเป็นการป้องกัน ต้องขอบคุณท่าน ส.ส. เป็นอย่างสูงนะครับ
สำหรับคำถามเรื่องนโยบายและแนวทางการจัดสรรงบประมาณ และการบริหารงบประมาณนั้นผมต้องขออนุญาตกราบเรียนเป็นข้อมูลเบื้องต้นนะครับว่า ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเรามีทั้งหมดในขณะนี้ทั่วประเทศเราแบ่งวิธีการ ที่จะดูแลเด็กไว้เป็น ๒ ลักษณะตามคำพิพากษา นั่นหมายความว่าก่อนคำพิพากษา เราจะมีสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเป็นจุดรับเด็ก ซึ่งสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก และเยาวชนควรจะมีเขาเรียกว่าสถานแรกรับอยู่ด้วยเพื่อเตรียมก่อนจะเข้าสู่สถานพินิจ และคุ้มครองเด็กและเยาวชน แต่ว่าด้วยข้อจำกัดขณะนี้เรามีสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก และเยาวชนที่มีสถานแรกรับอยู่ทั้งหมด ๓๔ แห่ง ซึ่งเป็นข้อมูลตรงกันกับท่าน ส.ส. สุนทรี เรามีข้อมูลอยู่ทั้งหมด ๓๔ แห่งเองที่มีสถานแรกรับอยู่ด้วย ที่เหลือ ๔๔ แห่ง เป็นสถานพินิจ และคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่ยังไม่มีสถานแรกรับนะครับ ตรงนี้เราถือว่าเป็นสถานพินิจ และคุ้มครองเด็กและเยาวชนครับ กลไกที่เราใช้ตรงนี้เราพยายามที่จะใช้สถานพินิจ และคุ้มครองเด็กและเยาวชนไปเปิดให้ครบทุกจังหวัด มันก็เลยมีข้อจำกัดว่าไม่มีสถานแรกรับ เพราะต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างค่อนข้างสูง แต่ว่าด้วยปัญหาที่อยากจะให้เป็นไปตาม สิทธิเด็กที่เรามีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยเราเป็นสมาชิกอยู่เรามีความจำเป็น เพราะฉะนั้นทางกระทรวงยุติธรรม กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเขาก็ต้องหา สถานที่ดูแลเรื่องเหล่านี้ให้ครอบคลุม ๔๔ แห่งไม่มีสถานแรกรับนะครับก็สามารถที่จะดูแลได้ ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องดูแลในสถานแรกรับ เช่น ดูแลความเป็นอยู่ การจัดการศึกษา การฟื้นฟู การรักษาพยาบาล เราก็อาจจะส่งไปอยู่สถานแรกรับที่ใกล้เคียง อันนั้นเป็นวิธีการ ส่วนศูนย์ฝึกอบรมก็จะเป็นกระบวนการหลังจากมีคำพิพากษา ขณะนี้เรามีศูนย์ฝึกอบรม ทั้งหมด ๑๘ แห่งทั่วประเทศ ข้อมูลใกล้เคียงกัน ๑๘ แห่ง เด็กที่อยู่ทั้งในสถานพินิจ และคุ้มครองเด็กและเยาวชนและศูนย์ฝึกอบรมทั้งหมดขณะนี้มี ๘,๙๑๗ คนต่อวัน อยู่ที่ศูนย์ฝึกอบรม ๖,๕๘๑ คน อยู่ที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่มีสถานแรกรับด้วย ๒,๒๔๒ คน อยู่ที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่ไม่มีสถานแรกรับนี่ ๙๔ คน เราพยายามจะลด จำนวนตรงนี้ให้น้อยที่สุดเพราะว่ามันไม่สมบูรณ์ นี่คือจำนวนเด็กที่เราดูแลอยู่ทั้งหมด งบประมาณในปี ๒๕๕๖ ได้รับทั้งหมด ๑,๖๖๒ ล้านบาท ในการบริหารงบประมาณ เป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ร้อยละ ๕๕ เป็นค่าจ้าง เป็นเงินเดือน เป็นงบที่เรามาใช้ ดำเนินการในดูแลเด็ก เรื่องค่าตอบแทนใช้สอยวัสดุต่าง ๆ ร้อยละ ๓๐ มีงบลงทุนอยู่แค่ ร้อยละ ๑๒.๕ เป็นค่าครุภัณฑ์ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง และเป็นงบรายจ่ายอื่นที่มีลักษณะ โครงการพิเศษอยู่ที่ร้อยละ ๑.๕ ด้วยข้อจำกัดทางงบประมาณแบบนี้ สิ่งที่เราจะให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดแล้วก็บริหารแบบประหยัด คำนึงถึงประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงตัวเด็ก เป็นหลัก เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็จะไปอยู่ที่ตัวเด็ก เป็นค่าอาหาร ค่ากินค่าอยู่ เราเน้นจุดนี้เป็นหลัก แล้วในส่วนที่เหลือก็จะเป็นค่าบำบัดฟื้นฟู ซึ่งต้องเรียนว่าจาก ๑,๖๖๒ ล้านบาท เรามีเงินประมาณแค่ ๒๐ ล้านบาทเองครับที่ไปดูแลในจุดนั้นก็ถือว่าน้อย เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ท่าน ส.ส. สุนทรีได้ยกมาเป็นกระทู้ถามวันนี้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์กับ ทางสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ภาพรวมได้เห็น ความจำเป็นเรื่องงบประมาณ สำหรับในคำถามแรกนี้ผมขออนุญาตตอบท่าน ส.ส. สุนทรี ในประเด็นนี้ก่อน ขอบคุณท่านประธานครับ