สุนทรี ชัยวิรัตนะ หารือเรื่องเด็กที่กระทำความผิดและถูกส่งตัวไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการดูแลเด็กที่ถูกส่งตัวไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีชลน่าน ศรีแก้ว ที่ท่านให้เกียรติกับดิฉันมาตอบกระทู้ถามของดิฉันในวันนี้นะคะ จากประเด็นปัญหา ที่ดิฉันได้มีโอกาสพบเจอ ตลอดจนข่าวคราวที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ในปัจจุบันที่ผ่านมา ก็ทำให้ดิฉันพบว่าเด็กแล้วก็เยาวชนในปัจจุบันนี้มีการก่อเหตุร้ายมากขึ้นเป็นระยะ ๆ ซึ่งการก่อเหตุส่วนใหญ่ที่เราได้ยินข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติด การลักขโมยทรัพย์ หรือแม้อาทิตย์ที่ผ่านมาก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับการที่เด็กอายุแค่ ๑๔ ปีก็ทำการฆ่ามารดา เนื่องจากไม่พอใจที่มารดาห้ามไม่ให้เล่นเกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้ จำนวนเด็กที่กระทำความผิดในคดีต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ผลที่ตามมาก็คือทำให้เด็กและเยาวชน ได้รับโทษคุมขัง กักขัง แล้วก็คุมความประพฤติในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มากขึ้น จากสถิติดิฉันเองได้ลองไปตรวจสอบดูก็พบว่าเด็กที่อยู่ในความรับผิดชอบ ของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนนี่ในแต่ละปีจะมีประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่อยู่ที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่ว่ากระจายกันอยู่ทั่วประเทศ แน่นอนว่า สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนของประเทศไทยเรามีครอบคลุมทั้ง ๗๗ จังหวัด แต่ว่าสถานที่ควบคุมตัวเด็กที่อยู่ระหว่างการสอบสวนคดีมีอยู่เพียง ๓๔ แห่ง ซึ่งตรงนี้ เด็กเมื่อทำความผิดศาลก็จะต้องมีกระบวนการในการพิจารณาค่อนข้างมาก ก็จะต้องนำไป ฝากเอาไว้ที่สถานควบคุม แต่ว่าปัญหาที่ตามมาก็คือจากจำนวนแค่ ๓๔ แห่งที่ว่านี่ ก็ไม่ครอบคลุมครบถ้วนทั้งพื้นที่ก็ทำให้เวลาที่จะต้องนำตัวไปฝากเอาไว้ก็ทำให้ต้องไปฝากยัง จังหวัดหรือว่าสถานที่ใกล้เคียงที่มีสถานควบคุมตัวอยู่ ซึ่งตรงนี้เมื่อเด็กเข้าไปอยู่ พ่อแม่ก็จำเป็นจะต้องเดินทางไปเยี่ยมเขาค่ะ และแน่นอนว่าถ้าพ่อแม่เป็นผู้ที่มีรายได้น้อย ยากจนการเดินทางไปเยี่ยมเด็กก็คงจะทำได้ค่อนข้างจะยากลำบาก และที่สำคัญหลังจากที่ ผ่านกระบวนการทางกฎหมายแล้วนี่ ถ้าเด็กถูกตัดสินว่ามีความผิดก็จะถูกส่งไปที่ สถานฝึกอบรม ดิฉันลองไปเซิร์ช (Search) หาจากข้อมูลมาพบว่าในประเทศไทยของเรามีอยู่ ประมาณ ๑๗ แห่งทั่วประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าตรงนี้ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เด็กจะต้อง เข้าไปแออัดกันอยู่ แล้วก็แน่นอนว่าทำให้เด็กเมื่อไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่ใช่บ้านของตัวเอง ก็จะเกิดความเครียด ความกลัวจากการที่ตัวเองได้กระทำความผิดไปแล้วนี่ก็ทำให้เกิด มีอาการซึมเศร้า แล้วก็มีการคิดหลบหนีดังข่าวที่เราเห็นมาค่อนข้างเยอะค่ะ แล้วก็ปัญหา คงจะไม่หมดเพียงแค่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนหรือว่าสถานควบคุมเด็ก หรือสถานฝึกอบรมที่ไม่เพียงพอ แต่มันยังรวมไปถึงเรื่องเกี่ยวกับว่างบประมาณในแต่ละปี พอดีงบประมาณปี ๒๕๕๖ ตัวดิฉันเองได้มีโอกาสเป็นกรรมาธิการในการดูแลพิจารณา งบประมาณปี ๒๕๕๖ ดิฉันเองก็เลยพบว่าเด็ก ๑ คนที่ต้องผ่านสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก และเยาวชนได้รับงบประมาณในการดูแลเพียง ๑,๘๐๐ บาท ซึ่ง ๑,๘๐๐ บาทเป็นค่าใช้จ่าย ในการซื้อเสื้อผ้าให้เขา ไม่ว่าจะเป็นชุดใส่กางเกงขาสั้น เสื้อยืด หรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อเด็ก ๑ คนอยู่ที่ ๑,๘๐๐ บาท แล้วก็มีค่าอาหารต่อเด็ก ๑ คนใน ๑ วัน ๓ มื้ออยู่ที่ ๖๕ บาท คิดแล้วตกหัวละประมาณใน ๑ มื้อ ๒๒ บาท ปัจจุบันเราคงทราบกันดีว่า ๒๒ บาทไม่สามารถที่จะไปหาซื้อข้าวรับประทานได้ ๓๐ บาทยังรับประทานไม่อิ่มเลยค่ะ ต้องบอกว่าแล้วถ้าเป็นจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเงิน ๒๒ บาทนี่สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก และเยาวชนดิฉันเข้าใจว่าคงจะไม่สามารถที่จะไปจัดหาอาหารให้กับเด็กได้ และแน่นอน เด็กที่เข้าไปอยู่ในสถานพินิจก็จะอยู่ในเกณฑ์ที่จะต้องมีการสนับสนุนให้มีการเรียนการสอน ในภาคบังคับค่อนข้างเยอะ เนื่องจากว่าจะเป็นเด็กอายุตั้งแต่ ๑๐ ขวบขึ้นไปถึงก่อนอายุ ๑๘ ปี แต่ว่าเท่าที่ดิฉันทราบก็ไม่ได้รับงบประมาณในการจัดการค่ารายหัวสนับสนุน ทางการศึกษาให้กับเด็กเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาคสามัญหรือว่าภาคอาชีพ ซึ่งตรงนี้ดิฉันเข้าใจว่าการจัดการเรียนการสอนน่าจะเป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ว่าเท่าที่สอบถามหน่วยงานก็คือกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ก็ปรากฏว่า ต้องเป็นหน้าที่ของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นคนดูแลในเรื่องเหล่านี้เอง แล้วนอกจากนั้นงบประมาณที่จะต้องใช้นอกจากที่จะไม่เพียงพอต่อเด็กที่นับวันมีแต่ จะเพิ่มจำนวนขึ้นมาก เมื่อเกิดปัญหาในเรื่องการขาดแคลนงบประมาณ แล้วก็จะต้องมาดูแลเด็ก ในเรื่องการศึกษาอีก ก็ทำให้เด็กเมื่อพ้นโทษออกมาแล้วต้องยอมรับว่าบางครั้งดิฉันเข้าใจว่า อาจจะไม่ได้รับการดูแลแล้วก็ส่งเสริมอย่างเต็มประสิทธิภาพ แล้วเด็กที่เป็นอนาคตของประเทศเราเมื่อไม่ได้รับการดูแลที่ดีประเทศไทยเราจะมี ความเป็นอยู่หรือว่ามีการพัฒนาที่ดีขึ้นได้อย่างไร แล้วแน่นอนว่าเด็กเหล่านี้ดิฉันเข้าใจว่า ไม่มีใครหรอกค่ะที่คิดว่าตัวเองจะไปทำความผิด ไปทำความชั่วร้ายอะไรก็ตามแต่ เด็กก็เหมือนกับผ้าขาวค่ะ เมื่อทำไปแล้วก็อาจจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ แต่ว่าเด็กเหล่านี้ดิฉันเข้าใจว่าถ้าหากเขาได้รับการดูแลที่ดีได้รับการบำบัดฟื้นฟูที่ถูกวิธี ก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างดีนะคะ จากที่ดิฉันพูดมาทั้งหมดนี้ ดิฉันจึงขออนุญาตเรียนถามในคำถามที่ ๑ ว่ารัฐบาลมีนโยบายในการจัดสรรงบประมาณ และการบริหารจัดการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนให้เพียงพอและ มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การดูแลเด็กสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างไร ดิฉันขอทราบ รายละเอียดค่ะ