รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท พูดถึงการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับคนพิการ โดยตั้งคำถามว่า ทำไมคนพิการถึงไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และว่าทำไมกฎหมายเกี่ยวกับคนพิการถึงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ท่านประธานคะ ดิฉันรู้สึกกฎหมายฉบับนี้บรรยากาศมันแปลก ๆ แล้วก็น่าตั้งข้อสังเกตว่า เป็นกฎหมายส่งเสริมคนพิการ แต่คนพิการที่เข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญเป็นเสียงข้างน้อย ทั้งสิ้น ท่านว่าแปลกไหมคะ ที่จริงแล้วดิฉันยังคิดว่าเสียงผู้พิการจะเป็นเสียงข้างมาก แล้วหลายคนจะเข้าใจ แล้วดิฉันก็เห็นท่าทีนะคะ รู้สึกคณะกรรมาธิการไม่หือไม่อือ ไม่ร้อนไม่หนาวเลย หลายคนอภิปรายไป อย่างที่ดิฉันเสนอมาตรา ๑๓/๑ (๑) ถ้าเป็นหน่วยงานรัฐที่ไม่ปฏิบัติให้รายงานต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาก่อนจะเสนอ คณะรัฐมนตรี (๒) ถ้าเป็นองค์กรเอกชนหรือบุคคลก็ให้แจ้งหน่วยงานรัฐ ถ้าหน่วยงานไม่ปฏิบัติ ให้แจ้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการตามกฎหมายองค์กรเอกชนหรือบุคคลนั้น มีอำนาจหรือคะ คณะกรรมการ แล้วก็ให้ดำเนินการกับหน่วยงานรัฐที่ละเลย แล้วจบที่คณะกรรมการ แล้วก็ถามว่าในเมื่อท่านไปไล่เบี้ยเอากับหน่วยงานของรัฐแล้วทำไมไม่เสนอคณะรัฐมนตรีล่ะ คณะรัฐมนตรีจะได้รู้หน่วยงานไหน ๑. หน้าที่โดยตรงก็ไม่ทำ ๒. หน่วยงานไหนเป็นหน้าที่ ที่ตรงกับเขาแล้วก็ยังไม่ทำ แล้วก็รู้สึกว่าไม่ได้รับการตอบสนองเลย อธิบายหน่อยสิว่า มันเสียหายที่ตรงไหน ถ้า (๒) จะให้ไปถึงคณะรัฐมนตรีด้วย แล้วเวลาพูดกันไปพูดกันมา ดิฉันว่ามันเข้าใจยาก ดิฉันได้ฟังที่ท่านคณะกรรมการกฤษฎีกาพูด ดิฉันเป็นกรรมาธิการ วิสามัญทีไรดิฉันมีปัญหากับคณะกรรมการกฤษฎีกาทุกที พูดไม่ตรงกันแล้วก็พูดไม่เข้าใจ แล้วสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็จะมีกรอบของตัวเองที่จะกำหนดเอาไว้ อย่างเช่น อันนี้ก็บอกว่า ๑. มันเกินหลักการ ๒. กฎหมายอื่นมันมีคนดูแลอยู่แล้ว เหมือนกับเราไป ก้าวก่ายไม่ได้ แต่ท่านดูหน้า ๔ มาตรา ๒๐/๒ องค์กรด้านคนพิการสามารถที่จะทำอะไรได้บ้าง มาตรา ๕ ให้บริการจัดหางานและส่งเสริมการมีงานทำให้แก่คนพิการ โดยอาจได้รับเงินอุดหนุน จากกองทุนอันนี้เกี่ยวข้องกับกฎหมายแรงงานหรือเปล่า (๖) ให้บริการหรือจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมการกีฬา หรือนันทนาการสำหรับคนพิการ ก็ยังไม่เป็นไร (๗) ประสานงาน เกี่ยวกับงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์แก่คนพิการ ทั้งนี้ตามกฎหมายว่าด้วย ลิขสิทธิ์ กฎหมายอื่นไหม ถ้าท่านบอกว่ากฎหมายอื่นท่านไปขอเป็นเรื่อง ๆ ได้ใช่ไหมคะ แต่ถ้าบอกว่าถ้ามันเกี่ยวข้อง กฎหมายไหนเกี่ยวข้องกับคนพิการอย่าไปยุ่งกับเขา แต่ถ้า คนพิการอยากได้อะไรจากกฎหมายอื่นไปขอเขาได้กำหนดเอาไว้ในนี้ได้ (๘) ขอใช้ที่ราชพัสดุ หรือทรัพย์สินอื่นของทางราชการเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการ และอาจได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น เราก็กำหนดได้ใช่ไหมคะว่าไม่ต้องเก็บภาษี ไม่ต้องเก็บค่าธรรมเนียมเรา เรากำหนดให้ กฎหมายอื่นปฏิบัติตามได้ใช่ไหม แล้วมันต่างอะไรกับการที่จะบอกว่าสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตรวจสอบเรียกร้องได้จากกฎหมายอื่น เหมือนกัน ถ้ากฎหมายอื่นกำหนดว่าด้วยเรื่อง สิทธิของคนพิการก็กำหนดไว้เลยว่าเขาก็เข้าไปตรวจสอบได้ตามอำนาจหน้าที่ตรงนี้ แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับคนพิการก็ได้แค่ที่ขอไปนี่ละค่ะ ขอไป ๒-๓ ข้อนี่แหละก็ได้แค่นี้ เพราะมันไม่เกี่ยวกับคนพิการ แต่เราจะขอให้เป็นสิทธิพิเศษกับคนพิการ ดิฉันก็เลยรู้สึกว่า มันแปลก ๆ อธิบายอย่างนี้ถูกต้องหรือเปล่า หรือว่าก็อยากจะพูดเหมือนบางท่านบอก ก็อย่าดื้อเลยลองทบทวนหน่อย เพราะไม่อย่างนั้นดิฉันว่าเห็นผู้พิการเป็นเสียงข้างน้อย แล้วมันตลก ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงกลายเป็นเสียงข้างน้อย แปลว่าเสียงข้างมากอย่างเรา คิดแทนเขาหมดเลยใช่ไหม หรือเหตุผลของเขาฟังไม่ขึ้นหรือว่าเขาขอมากเกินไปลองบอกหน่อยสิคะ แล้วท่านขยับเสียหน่อยข้อเสนอต่าง ๆ ไม่ใช่นั่งอยู่เฉย ๆ ดิฉันต้องเรียนท่านกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ท่านถูกบอกว่าเข้าไปเถอะเข้าไปถึงแล้วนี่ถ้าสภาเขามีความเห็นว่าอย่างไร ถ้าเขาบอกว่ามันไม่เกินอาจารย์ก็ได้กลับมาเองแหละ ดิฉันเรียนอาจารย์เลยอาจารย์อย่าเชื่อ ในที่ประชุมดิฉันไม่เห็นมีใครเลยลุกขึ้นแล้วก็บอกว่าที่บอกว่ากฎหมายอื่นมันเกินหลักการ หรือว่ามันเกินไป แต่ถ้าโดยมติออกมาโดยที่กรรมาธิการอยู่ข้างบนไม่แก้ไขมันก็จะออกมา ตามกรรมาธิการเสียงข้างมากมันไม่มีวันเป็นไปตามเสียงข้างน้อย ขอบคุณค่ะ