สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๕

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พูดถึงกฎหมายเกี่ยวกับการก่อการร้าย และการบังคับใช้กฎหมาย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความเป็นธรรมในการดำเนินคดี

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการครับ ผมขอตอบเรียงประเด็นไปแบบนี้ก่อน แต่ก่อนอื่นขอปูความเข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้ปกติแล้วเวลาเราจะบอกว่าใครเป็นผู้ก่อการร้าย จะถูกดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญาอยู่แล้ว โดยประมวลกฎหมายอาญา ก็จะถูกดำเนินการเป็นไปตามมาตรา ๑๓๕/๑ มาตรา ๑๓๕/๒ จะว่าไปตามนั้นนะครับ แต่ว่ากฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้นในเรื่องของทางแพ่งครับก็คือมุ่งในการที่จะหยุด ซึ่งการดำเนินการเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลที่ได้กล่าวไปแล้ว รวมถึงบุคคล ที่จะสนับสนุนการดำเนินการเกี่ยวกับการก่อการร้าย เพราะฉะนั้นท่านมองอย่างนี้ก่อนครับว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นเรื่องของทางแพ่ง ทีนี้อย่างนี้ครับเวลาการกำหนดว่าใครที่ไปขึ้นอยู่ใน บัญชีของสหประชาชาติ ก็คืออยู่ในยูเอ็น ลิสต์ (UN List) เมื่อขึ้นไปเป็นรายชื่อผู้ก่อการร้าย ผู้สนับสนุนการเงิน แล้วที่อยู่ในลิสต์ (List) ของยูเอ็น (UN) ที่ผ่านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมานี่ ในกรณีนี้แค่หนังสือมาถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมก็สามารถสั่งการได้เลยซึ่งมันจะเร็ว แต่สิ่งที่เรามุ่งคุ้มครองก็คือกลุ่มคน อีกกลุ่มหนึ่ง นั่นก็คือกลุ่มคนที่เดินไปตามมาตรา ๔ เมื่อสักครู่นั้นกลุ่มคนนั้นเป็นไปตาม มาตรา ๓/๑ ส่วนคนประเภทที่ ๒ จะอยู่ในมาตรา ๔ ก็คือบุคคลที่เรียกได้ว่ามีกรณีที่มีเหตุ อันควรสงสัยว่ามีพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย หรือให้การสนับสนุนทางการเงิน แก่การก่อการร้ายอะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งท่านดูได้ตามมาตรา ๔ กลุ่มคนนี้กระบวนการ จะทำยากขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ไม่เหมือนกับที่อยู่ลิสต์ของยูเอ็นแล้ว กลุ่มคนนี้จะทำแบบนี้ครับ ส่งเรื่องไปที่คณะกรรมการธุรกรรม คณะกรรมการธุรกรรมก็อยู่ในคณะกรรมการในชุดของ ปปง. เขามี ๕ คน ซึ่งเป็นตัวแทนมาจากองค์กรที่มีความเป็นอิสระสูงเป็นตัวแทนเข้ามา พอผ่านเข้าคณะกรรมการธุรกรรมเสร็จปั๊บ ท่านคณะกรรมการธุรกรรมจะส่งเรื่องไปยัง อัยการ และอัยการก็ส่งฟ้องไปยังศาล ทีนี้ท่านผู้มีเกียรติก็ถามว่าแล้วคำร้องขอฝ่ายเดียว ของอัยการมันเหมือนหมายจับไหม ผมตอบท่านผมเป็นคนตรงไปตรงมาครับ เหมือนครับ เพราะว่าการที่จะหยุดกระบวนการการระงับซึ่งธุรกรรมทางการเงินต้องเร็วครับ เมื่อกี้ ท่านเห็นไหมครับเวลาขนาดเป็นลิสต์ของยูเอ็นผ่านแค่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จบเลยนะครับ แต่ถ้าเป็นลิสต์ที่เกี่ยวข้องกับลิสต์ของประเทศไทย ผมเรียกว่าไทยแลนด์ ลิสต์ (Thailand List) ก็แล้วกัน แบบนี้ต้องเข้าคณะกรรมการธุรกรรมมาขออัยการไปศาล ที่อัยการเขาต้องขอฝ่ายเดียว คำว่าขอฝ่ายเดียวคือแบบนี้ครับ เวลาท่านไปยื่นขอคำขอ ฝ่ายเดียวคือไม่เปิดโอกาสให้อีกฝั่งหนึ่งมีการโต้แย้งในชั้นเจ้าพนักงานสอบสวน ทำไมครับ เพราะว่าท่านปล่อยให้ผู้สนับสนุนทางการเงินและการก่อการร้ายหรือผู้ก่อการร้ายนี่ มีสิทธิในการที่จะให้การในชั้นสอบสวนได้ ผมบอกท่านเลย ผมเชื่ออย่างไร ปปง. ก็ตรวจสอบ สายเงินไม่ติดครับ มันโอนหนีหมดครับ แล้วมันผ่านเร็วมาก คือขั้นตอนว่าทำไมต้องเป็น คำขอฝ่ายเดียว แต่อย่างนี้พออัยการยื่นคำขอฝ่ายเดียวเสร็จจะมาสู่ในขั้นตอนของ กระบวนการทางศาล ซึ่งชั้นนี้แหละครับ คือผมเองและท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมก็ได้คุยกันว่าอยากจะให้เป็นธรรมมากที่สุดคือต้องให้ศาลเป็นคนสั่ง ทีนี้เวลาศาลสั่ง ศาลมีดุลยพินิจตามมาตรา ๒๑ (๓) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เขาใช้แบบนี้ เขาบอกว่า คำขออันใดอาจทำได้แต่ฝ่ายเดียวแล้วให้ศาลมีอำนาจที่จะฟัง คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ ก่อนจะออกคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ ขีดเส้นใต้นะครับ ก่อนจะออกคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ เพราะฉะนั้นแปลว่าตัวไทยแลนด์ ลิสต์ที่เรากำลังคุยกันนี่ เป็นอำนาจของศาล ซึ่งศาลนั้นก่อนจะออกคำสั่งท่านมีอำนาจตามมาตรา ๒๑ (๓) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในการเรียกบุคคลนั้นมาอยู่แล้วครับ แต่ว่าในชั้น ที่ต้องหยุดในชั้นอัยการให้เร็วที่สุดเพื่อเป็นคำขอฝ่ายเดียวนั้น เพราะโดยธรรมชาติแล้วนี่ ปปง. ไม่มีทางเลยที่จะหยุดธุรกรรมนั้นได้ทัน เพราะว่าอย่างนั้นถือว่าไม่เร่งด่วน เหมือนท่าน ออกหมายจับแล้วท่านเรียกให้คนมาค้านหมายจับ เหมือนกันเลยครับ แบบนั้นก็แปลว่า หนีเสียก่อนแล้ว ฉะนั้นก็จะเป็นขั้นตอนแบบนี้ แล้วผมเองก็เรียนในชั้นนี้แบบนี้ก่อน ขอบพระคุณครับ